มนุษย์ไม่ใช่ ‘ถั่วเขียว’ ที่โตมาแล้วจะกลายเป็น ‘ถั่วงอก’
แต่เราในวันวาน กลายเป็นเราในวันนี้
รายงานสถานการณ์การฆ่าตัวตายของคนไทยปี 2566 พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 5,172 คน นับง่ายๆ ว่าทุกๆ 2 ชั่วโมงคนไทยเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย 1 คน และเฉลี่ยวันละ 14 คน
การฆ่าตัวตาย คือยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาจิตเวช ที่นับเป็นการเสียชีวิตอันดับ 3 ของการเสียชีวิตในช่วงอายุระหว่าง 15-29 ปี
เรื่องของโรคซึมเศร้า ความเครียด หรือภาวะจิตเวชมักจะถูกพูดถึงในกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย จนถึงวัยผู้ใหญ่ เพราะนอกจากที่จะเป็นกลุ่มประชากรใหญ่ที่อยู่ในวงจรนี้ การเกิดภาวะฆ่าตัวตายกลุ่มนี้ยังสร้างผลกระทบในระดับกว้างในระดับความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านล้านบาท
แต่อีกมุมหนึ่ง งานวิจัยที่เผยแพร่ใน American Journal of Pediatric ได้ทำการสำรวจผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตเวชอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป พบว่าผู้ป่วยกว่า 45% เคยเจอประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ในวัยเด็ก (Adverse Childhood Events; ACEs)
เช่นเดียวกับมีงานวิจัยชี้ว่าเด็กที่มีความคิดฆ่าตัวตายในช่วงวัยรุ่นตอนต้น มีแนวโน้มจะลงมือจริงในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย
“เราพบว่าคนที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชในวัยผู้ใหญ่ ประมาณ 50% จะแสดงอาการก่อนอายุ 15 ปี และเริ่มมีอาการในช่วงเด็กและวัยรุ่น เพราะฉะนั้นถ้าอยากป้องกันโรคจิตเวชในวัยผู้ใหญ่ ต้องมาดูแลสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น”
แพทย์หญิงดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์หรือหมอป้อ ผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต บอกว่าถ้าสังคม หรือสภาพแวดล้อมที่ดีแก้ยาก และเกินตัวสำหรับคนคนหนึ่ง สิ่งเดียวที่ทำได้คือการ ‘เลี้ยงดู’ เด็กคนหนึ่งให้แข็งแรงพอเพื่อใช้ชีวิตในสังคมแบบไม่ต้องสุขมากก็ได้ แต่เมื่อทุกข์แล้วต้องรู้ว่าทุกข์เรื่องอะไร
หมอป้อ คือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บทสนทนาต่อไปนี้ อาจจะคล้ายเรื่องเล่าของจิตแพทย์ที่ฝากถึงพ่อแม่ เด็ก และการเลี้ยงดู แต่อย่าลืมว่าเด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เรื่องเด็กๆ จึงไม่ใช่เรื่องเล็กที่จำกัดเฉพาะพ่อแม่ ครู แต่ต้องใช้คนทั้งสังคมเพื่อหล่อหลอมให้พวกเขา ไม่ให้กลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคต

สถานการณ์สุขภาพจิต โดยรวมของประเทศไทยตอนนี้อยู่ในขั้นไหน
สถานการณ์สุขภาพจิตของไทยเหมือนภาพสากลเลย คนที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชจะมีประมาณสัก 10 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่คนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจจะมีถึง 20 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มคนที่มีปัญหาสุขภาพจิต คือบางครั้งเขามีอาการ แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นถูกวินิจฉัยเป็นโรค สถานการณ์ในของเด็กก็พบใกล้เคียงกันกับคนวัยผู้ใหญ่
ในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ เราจะนิยามกลุ่มคนเป็น 3 กลุ่มคือ ดี-เสี่ยง-ป่วย แต่ถ้าเป็นเด็ก เราจะแบ่งเป็นกลุ่มวางใจ กลุ่มห่วงใย และกลุ่มใกล้ชิด ซึ่งกลุ่มเด็กที่เยอะที่สุด คือกลุ่มวางใจ
คนโดยส่วนใหญ่ยังมีความสุข เวลาอ่านข่าวเราเจอตัวเลขสถิติคนป่วยเยอะแยะเลย ฟังดูแล้วน่ากลัว แต่ความเป็นจริงคือคนส่วนใหญ่ยังปกติดีอยู่ คิดง่ายๆ ว่าถ้าสังคมเต็มไปคนมีปัญหาหรือคนป่วย แบบนี้คือสังคมผิดปกติ ประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าสัดส่วนของคนไม่มีความสุขเพิ่มขึ้นไหม เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากวิกฤตของโควิด-19
เราพบว่าเด็กมีภาวะซึมเศร้าเยอะมากขึ้นจากช่วงล็อกดาวน์ มันเป็นการรบกวนพัฒนาการด้านสังคม และอารมณ์ของเด็กมาก ตอนที่เริ่มเรียนออนไลน์ เด็กๆ เครียด ปรับตัวไม่ได้ บางคนในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ได้รับความเครียดทางอ้อมไปด้วย อีกข้อคือเมื่อกลับมาเปิดเรียนเด็กๆ อยู่ในภาวะ Always On เหมือนต้องเปิดเครื่องตลอดเวลาในยุคที่การเรียนรู้มันเปลี่ยนรูปแบบ มันเพิ่มความเครียดกับเด็ก
นอกเหนือจากการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบแล้ว อนาคตก็ไม่แน่นอน ในโควิด-19 ทำให้อาชีพบางอย่างหายไปและอาชีพบางอย่างเกิดขึ้น โลกที่ผันผวนพลิกแพลงมันพิสูจน์ให้เด็กเห็นแล้วว่าเด็กๆ หลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นกังวลว่าวิชาที่เขาเรียนตอนนี้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในอนาคตหรือเปล่า อาชีพที่คิดว่าดีในตอนนี้ อนาคตมันยังอยู่มั้ย
เด็กจํานวนมากเป็นทุกข์จากการที่ไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาตรงนี้ได้
ภาวะความเปราะบางของจิตใจ แตกสลายได้ง่ายส่วนใหญ่เกิดจากอะไร
มนุษย์มีปัญหาเยอะแยะมากมายที่กระทบเราในหนึ่งชีวิต ตอนเรียนก็เครียดเรื่องสอบ ถูกเพื่อนกลั่นแกล้งรังแก ปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว เมื่อออกมาทํางานมีปัญหาเรื่องที่ทํางาน ปัญหาหนี้สิน ปัญหาเพื่อนร่วมงาน ปัญหาความก้าวหน้าในงาน ปัญหาเรื่องคดีความ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม
บางคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน หรือบางคนเกิดมาในครอบครัวที่หย่าร้าง พ่อแม่ติดสุราหรือยาเสพติด อยู่ในเรือนจํา ถูกเลี้ยงดูโดยตายาย ครอบครัวยากจน เข้าไม่ถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ อยู่ในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ทุนชีวิตต่างกัน พลังใจของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน ความสามารถในการทน ความสามารถในการยอมรับความท้าทายที่เข้ามาในชีวิตแล้วจะลุกขึ้นสู้แล้วเดินต่อไปข้างหน้าไม่เท่ากัน ดังนั้น ไม่ใช่การมองว่าคนคนนั้นอ่อนแอหรือไม่อ่อนแอ แต่เป็นการที่คนคนหนึ่งมีโอกาสจะเจอเรื่องราวอะไรบ้างในชีวิต ทุนชีวิตหรือพลังใจของพวกเขามันมีความพร้อมหรือเปล่า
เรียกว่ามันมีปัจจัยหลายๆ อย่างผสมกัน ยากที่จะบอกว่ามาสาเหตุมาจากเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังนั้นกลุ่มคนที่เป็นโรคซึมเศร้า หรือมีปัญหาด้านจิตใจที่ไม่ใช่เรื่องของคนอ่อนแอ หรือความอ่อนแอ ไม่ใช่การไม่ยอมสู้ บางครั้งคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเขาพยายามถึงที่สุด สู้จนหยดสุดท้ายจนไม่อยากเข้ารับการรักษาต่างหาก
พลังใจ คือคีย์สำคัญ ความหมายจริงๆ คืออะไร
เราพบว่าคนที่ป่วยเป็นโรคจิตเวชในวัยผู้ใหญ่ 75 % แสดงอาการก่อนอายุ 18 ปี และ 50% แสดงอาการก่อนอายุ 15 ปี เพราะฉะนั้นถ้าอยากป้องกันโรคจิตเวชในวัยผู้ใหญ่ ต้องมาดูแลสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น
สิ่งที่จะช่วยคือทักษะหรือความสามารถในการปรับตัว มีทฤษฎีจิตวิทยาที่แปลเป็นภาษาไทยว่า ‘พลังใจ’ (Resilience) คือความสามารถในการฟื้นคืนหลังเผชิญเหตุการณ์ที่มากระทบ หรือหลังจากพบความท้าทายในชีวิต คือ ความสามารถในการล้มแล้วลุก
ถ้าจะล้มแล้วลุกได้ อันดับหนึ่งคือล้มแล้วต้องไม่แตกสลายก่อน ถ้าล้มปั๊บ พังปุ๊บนะ ลุกไม่ขึ้นหรอก ในการที่เราจะล้มแล้วไม่แตกสลาย มันต้องทนแต่มันไม่ใช่ทนแบบฝืนทน แต่ทนอย่างเข้าใจ อย่างที่บอกไปว่าในการจะลุกให้ได้ไม่ได้ง่ายสําหรับทุกคน เพราะบางคนมีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นความสามารถในการเข้าใจตัวเอง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าทักษะสังคมอารมณ์ Social Emotional Learning จึงสำคัญและเป็นทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ World Economic Forum ให้ความสําคัญและรัฐบาลสิงคโปร์บรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนรู้
สำหรับฝั่งไทย มีสถิติการสำรวจเด็กไทยพบว่า มี 1 ใน 3 ในวัยเด็กเยาวชนและวัยที่เรียกว่าวัยผู้ใหญ่ตอนต้นยังมีทักษะทางสังคมอารมณ์ไม่ผ่านเกณฑ์ ซึ่งถ้ามีปัญหาเข้ามากระทบชีวิตมากเท่าไร ยิ่งมีสัดส่วนที่ส่งผลต่อโรคจิตเวชในอนาคตได้ ลองนึกภาพตามถ้ามีเรื่องเข้ามากระทบกลุ่มคน 1 ใน 3 ที่ขาดทักษะสังคมอารมณ์เพียงนิดเดียว พวกเขาก็เสี่ยงที่จะเกิดโรคจิตเวชได้ง่ายๆ เพราะเขามีพลังใจหรือทุนข้างในตัวเขาที่จะปรับตัวกับเรื่องความท้าทายที่เข้ามาในชีวิตไม่เท่าคนอื่น
คำว่าพลังใจ คือหลักการเดียวกับสมรรถภาพทางจิตใจ ซึ่งมันจะเป็นความแข็งแกร่งทางใจเวลาที่คนเราเจอปัญหาอุปสรรค หรือท้าทาย เขามีความเชื่อมั่นหรือมั่นใจขนาดไหนว่าเขาจะสามารถก้าวผ่านเรื่องพวกนี้ได้
มองเห็นความสามารถของตัวเอง รู้ว่าตัวเองจะผ่านเรื่องที่เป็นความทุกข์ใจไปได้ มีความสามารถสร้างสุขและลดทุกข์ให้ตัวเอง

การเลี้ยงเด็กให้มีทักษะทางสังคมอารมณ์ที่ดีควรทำอย่างไร
เราพูดคําว่า ‘ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง’ จะเป็นเกราะหรือวัคซีนใจที่ดีสําหรับผู้คนทั้งหมด อย่างคําว่าครอบครัวอบอุ่น ดูพูดง่ายแต่เข้าใจยาก พัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมของมนุษย์เริ่มต้นวันแรกที่ครอบครัว
ถ้าไปลองสังเกตตาของเด็กเล็กๆ เด็กจะไม่สบตา การสบตาเป็นทักษะสังคมพื้นฐานของมนุษย์เลย คือเวลาเราคุยกันเราจะมองหน้าสบตากัน เวลาที่ไม่สบตาจึงเป็นปัญหาที่เราเจอในเด็กที่มีปัญหาหรือโรคด้านทักษะสังคมบางอย่าง เช่น ออทิสติกเด็ก 3 เดือนแรกไม่สบตาเด็กมองตาเชื่อมตากันไม่ได้
คนแรกที่เขามองหน้าสบตาก็คือพ่อแม่ ครอบครัวจึงเป็นแหล่งแรกของการพัฒนาทักษะสังคม ครอบครัวทําให้เกิดการเรียนรู้ทักษะสังคมอารมณ์สองแบบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางตรงคือพ่อแม่เองสามารถที่จะพัฒนา หรือฝึกให้ลูกมีทักษะสังคมอารมณ์ที่แข็งแรงได้ จากการเลี้ยงดูเชิงบวก คือเด็กกินอาหารให้ครบอย่างไร ฉีดวัคซีนอย่างไร ต้องไปโรงเรียนที่แบบไหน และด้านจิตใจคือการทําให้เขาเติบโตไม่ใช่แค่เป็นคนเก่ง สมองดี เรียนได้ ทํางานได้ดี แต่เป็นคนที่ดีและมีความสุข ส่วนทางอ้อมก็คือทักษะสังคมอารมณ์ที่พ่อแม่มี จะเป็นทักษะที่ลูกเลียนแบบ
แต่ไม่ใช่แค่ครอบครัว มันเป็นหน้าที่ของชุมชนสังคมที่อยู่รอบข้างด้วย ในวันที่เด็กออกไปนอกบ้าน การเห็นสิ่งแวดล้อมในสังคม เช่นเติบโตมาในสิ่งแวดล้อมที่กระโชกโฮกฮาก เด็กก็จะกระโชกโฮกฮาก แต่ถ้าเติบโตมาในชุมชนที่อ่อนโยน พูดจาไพเราะเด็กก็อ่อนโยน พูดจาไพเราะ
ครอบครัวอบอุ่น ชุมชนเข้มแข็ง ฟังง่ายแต่ทำยากเพราะทุกอย่างสอดคล้องกันทั้งหมด แล้วควรเริ่มต้นจากตรงไหน
การดูแลเด็กมันมีเรื่องเยอะไปหมด เพราะการไปทําให้โรงเรียนมีคุณภาพการศึกษาดี อันนั้นก็เป็นเรื่องของระบบการศึกษา การทําให้ชุมชนเข้มแข็ง นั่นอาจจะเป็นเรื่องของสังคมและชุมชน แต่ถ้าถามในมุมจิตแพทย์แล้วต้องเลือกเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วส่งผลให้สุขภาพเด็กและเยาวชนดีได้ เรื่องนั้นคือการเลี้ยงดู คําว่า เลี้ยงดูเชิงบวกเราเรียกว่า Positive Parenting เป็นคีย์ด้านสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นที่สําคัญ เราใช้คําว่าจิตวิทยาการเลี้ยงดู เพราะการเลี้ยงดูไม่ใช่แค่ป้อนข้าว ป้อนน้ำ
ถ้าพูดเรื่องการเลี้ยงดูเชิงบวกมันมีสองฝั่ง ฝั่งที่เป็นการสร้างความรักความอบอุ่นความสุขทางใจของเด็กเกิดจากการที่เด็กได้ทํากิจกรรมที่มีความสุขกับพ่อแม่ การที่พ่อแม่กอดหอมชมเด็ก พูดคุยถึงอารมณ์ แต่พ่อแม่ไทยไม่ได้ทําสิ่งนี้เยอะมากนัก และอีกฝั่งคือการสร้างระเบียบวินัย คือการเลี้ยงลูกด้วยอาหารที่ดี เขาจะเป็นเด็กที่เก่งตามที่สมองที่เขามาจากพันธุกรรมของคุณพ่อคุณแม่
ความรักความอบอุ่นจากการกอด หอม ชมจะทำให้เด็กมีความสุข การสร้างวินัยสร้างได้จากเวลาที่เด็กทําไม่ถูก แล้วพ่อแม่การบอก การสอน การเตือน การจํากัดพฤติกรรมของเขาโดยไม่ใช้ความรุนแรง
แต่ก็ไม่ใช่ทุกครอบครัวจะทำได้ หมอโดนถามประจำว่าพ่อแม่ต้องไปทำงานหาเช้ากินค่ำ หรือบางครอบครัวต้องดูแลคนหลายรุ่น การบริหารเวลาในการใส่ใจลูกอาจจะไม่เต็มที่เท่าที่ควร หมอตอบกลับไปตลอดว่าวันนึงคุณมีเวลาถึงสัก 15 นาทีไหม ไม่ต้องนานมากนะ แต่คุณภาพเวลาที่ใช้ด้วยกันบางครั้ง บางบ้านอยู่ด้วยกันจนเย็น 3 ชั่วโมง ต่างคนต่างอยู่บนหน้าจอ กินข้าวไปดูหน้าจอไป เวลาที่คุยก็เป็นการบ่นลูกว่าขยันทําการบ้านหน่อย
ปมในวัยเด็ก คือระเบิดเวลาในวัยผู้ใหญ่ แล้วต้องทำยังไงที่จะไม่สร้างปมให้พวกเขา
ปมที่พบบ่อยสุดคือปมด้านอารมณ์ เวลาเจอเหตุการณ์เลวร้าย มันจะแบ่งเป็น 4 หมวด ทําร้ายทางร่างกาย
ทําร้ายทางเพศ ทําร้ายทางจิตใจและการละเลยทอดทิ้ง อันนี้คือในแง่ของการทารุณกรรมเด็ก จริงๆ เด็กยังมีปมบางอย่างอยู่ เช่น การที่พ่อแม่หย่าร้างพ่อแม่เมาสุราอาละวาดในบ้าน แต่ทุกปมจะกลายเป็นแผลใจ
ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กทุกชนิดทิ้งแผลในใจเสมอ จะถูกค้นพบน้อยที่สุด ถูกพูดถึงน้อยที่สุด ถูกเยียวยาน้อยที่สุด เลยทิ้งรากไว้นานที่สุด เพราะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางทีเขาแค่นิ่งไป บางทีเด็กเวลาเจอเหตุการณ์เลวร้ายเด็กแค่นิ่งแล้วตกใจเหมือนตัวแข็ง เสร็จปุ๊บเหตุการณ์มันก็ดําเนินไป บางทีเด็กร้องไห้ตกใจผวาตอนกลางคืน นอนไม่หลับผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกตว่าเขาเป็นอะไร เด็กแยกตัวเริ่ม ซึมไม่เล่น
บางทีเด็กเล่าซ้ำๆ ในเรื่องที่เขาถูกทําร้ายแต่เราไม่สังเกต
หรือบางทีเด็กไม่ได้อยากทําให้พ่อแม่เป็นทุกข์ เด็กอยากให้พ่อแม่ไม่ต้องมากังวลกับเขา บางทีเขาบอกว่า ไม่เป็นไรหรอกหนูโอเค ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นพอเด็กไม่มีปัญหา ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจก็จะมองข้าม บางทีเด็กก็พยายามมองข้ามตัวเอง แล้วปัญหานั้นมันไม่ถูกแก้ไข
หมอขอย้อนกลับไปพูดถึงการเล่นกับลูก คือตอนเขายังเด็ก คือเล่าและเล่น ตอนโตคือฟังแล้วคุย ทําเท่านี้
หมอเปรียบเทียบสภาพพ่อแม่ไทยเป็นไข่ดาว ไข่ขาวคือสิ่งที่เป็นเหตุการณ์ที่มากระทบและอยู่นอกตัวเรา ไข่แดงคือความคิด ความรู้สึก ร้อยละ 80 ของคุณพ่อคุณแม่เวลาคุยกับลูก พวกเขาจะคุยแค่ไข่ขาว หมายถึงไปคุยเรื่องเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดรอบตัว แต่ไม่ได้เข้าไปคุยจนเข้าใจจริงๆ ว่าลูกกําลังคิดแล้วรู้สึกยังไง
เช่น เรื่องล้อชื่อพ่อแม่ ถ้าคุณพ่อแม่ไม่เข้าใจจะถามแค่ว่าใครล้อ ล้อว่ายังไง ล้อเรื่องอะไร ปัญหาที่เจอบ่อยคือของไข่ขาว คือยื่นมือเข้าไปช่วย กับบอกลูกไปเลยว่าไม่ต้องสนใจ เพราะฉะนั้นไข่แดงของลูกไม่ถูกเข้าใจ การคุยฟังแล้วคุยไม่ใช่ฟังแล้วสอน ฟังแล้วคุยกับลูก คุยเพื่อให้เข้าใจ ลูกคิดแล้วรู้สึกยังไงต่อเรื่องราวและเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของลูกนั่นแหละคือทักษะที่จะช่วยให้ลูกมีทักษะสังคมอารมณ์ที่ดี
ทักษะสังคมอารมณ์ที่ดีก็เริ่มจากเข้าใจความรู้สึกตัวเอง แต่เด็กยังไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกตัวเอง คนที่ช่วยให้เค้าเข้าใจคือคนที่อยู่รอบตัว ถามกัน ฟังกัน ถามสะท้อน เช่น เค้าหนูโกรธเหรอลูกเวลาเพื่อนล้อ แล้วมันเสียใจด้วยมั้ย พ่อไม่รวยเหมือนคนอื่นหนูรู้สึกยังไง เวลาเพื่อนล้อร้องไห้ด้วยหรือเปล่า

เด็กมีปม โตมาก็มีปมติดตัว ถ้าไม่มีพ่อแม่ช่วยคลายปมตั้งแต่ต้น เป็นไปได้ไหมที่ตอนโตจะสามารถคลายปมตัวเอง
การมีปมหรือไม่มีปมในตอนเด็กไม่ได้เป็นข้อจํากัดว่าเมื่อโตขึ้นจะมีความสุขหรือเปล่า เวลาที่เราคุยกับเด็ก
หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็ตามที่มีปม เราใช้คําว่ามันเป็นบาดแผลทางใจ มีประสบการณ์เลวร้ายบางอย่างในอดีต
เราไม่ได้ชวนเขาลืมเหตุการณ์นั้น เพราะมันคือส่วนหนึ่งของชีวิต เราจําเป็นต้องยอมรับว่ามันย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นประสบการณ์หรือเรื่องราวของชีวิตเรา ลบก็ไม่ได้ ลืมก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นไม่ต้องลบ ไม่ต้องลืม
บาดแผลทางใจไม่จําเป็นต้องเจ็บตลอดชีวิต เวลามีบาดแผลมันเจ็บ บาดแผลทางใจมันทําให้คนกลัว มันทําให้คนเกลียด มันทําให้คนโกรธ มันทําให้คนเศร้า บาดแผลทางใจตอนเด็กที่ไม่ถูกเยียวยามีผลต่อบุคลิกภาพซึ่งมันจะกลายเป็นนิสัยหรือเป็นรูปแบบที่เขาใช้ในการเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ เพราะฉะนั้นมันจะแก้ยากกว่าแต่มันไม่ได้แปลว่าแก้ไม่ได้ เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกใหม่ เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอบาดแผลทางใจ เราชวนเขาเติมพลังใจ ชีวิตไม่ได้มีแต่บาปใหญ่ คนคนนึงจะมีแผลเต็มตัวไปหมดได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีเรื่องดีในชีวิตเลย เราชวนเติมเรื่องบางอย่างที่เป็นเรื่องดีในชีวิตเขาที่เรียกว่าเติมพลังใจ เติมบวกให้ใจมันแข็งแรงพอที่จะหันกลับไปมองบาดแผลนั้น
เข้าใจและยอมรับมันแล้วบาดแผลทางใจจะกลายเป็นบาดแผลที่ยังมองกลับไปได้ เห็นแต่ไม่จําเป็นต้องเจ็บอีก
คำกล่าวที่ว่าลูกไม้หล่นใต้ต้น กรณีที่พ่อแม่มีปัญหา หรือป่วย พ่อแม่สามารถดูแลให้ลูกคนหนึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเหมือนเขาได้ไหม
เวลาหมอดูบ้านที่ซับซ้อนอย่างนี้ หมอแยกโรคกับชีวิตเขาเสมอ โรคก็รักษาโรค การใช้ชีวิตมันก็คือการใช้ชีวิต คนเป็นโรคต่างๆ ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ บางครั้งเราคิดว่าผู้ป่วยโรคจิตเวชจะใช้ชีวิตแบบไม่มีความสุข เวลาออกตรวจ ในเคสที่ซับซ้อนมากๆ หมอจะหยุดถามอาการเขาว่าเรื่องอะไรที่เขาทําแล้วมีความสุข มีความสุขครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ไม่ต้องสุขมากก็ได้ ทุกข์น้อยที่สุดรอบล่าสุดเมื่อไหร่
เป็นไปไม่ได้ที่โรคจิตเวชจะหายไปจากสังคม แต่คนไม่จําเป็นต้องจบชีวิตหรือสิ้นสุดทางเดินของตัวเองเพียงเพราะป่วย เป็นโรคก็ใช้ชีวิตต่อได้ เพราะฉะนั้นการที่พ่อแม่ป่วยเป็นโรค สามารถเป็นพ่อแม่ที่ดีให้ลูกได้ด้วยศักยภาพของเขา มันอาจจะได้ไม่เต็มเท่าคนอื่น บางอย่างขาดไปบ้างในพ่อถ้างั้นแม่เติมเข้าไปแทนนะ บางอย่างพ่อกับแม่ให้ไม่ได้ งั้นคนรอบข้างเพื่อนบ้านชุมชนช่วยได้นะ เด็กมีโอกาสมีความสุขได้ หมอมีคนไข้เป็นคุณแม่ที่สติปัญญาไม่สมบูรณ์ ลูกเขาก็ความสุขและรักแม่มาก
ในวันที่ยามันคุมโรคได้แล้วเขาก็คือคนคนนึงที่ รักลูกเป็น กอดลูกได้ คุยแล้วฟังลูกได้ เล่านิทานแล้วเล่นกับลูกได้
การเข้าถึงบริการสุขภาพจิตของเด็กปัจจุบันเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นเด็กเล็กกับเด็กวัยเรียนชั้นประถม คุณครูกับพ่อแม่จะเป็นคนมองเห็นแล้วจับมือมาพบจิตแพทย์ เพราะมันเป็นปัญหาพัฒนาการของพฤติกรรมชัดเจน สัญญาณเตือนจะมี 9 อาการคือ ซนเกินไป ใจลอย รอคอยไม่ได้ อันนี้คุณพ่อคุณแม่คุณครูต้องสังเกตนะ ลูกซนกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ใจลอย ลืมง่าย รอคอยไม่ได้จะเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกอาจจะมีปัญหา หรือโรคพฤติกรรมบางอย่าง หรืออาจจะไม่ใช่โรคแต่เป็นปัญหาพฤติกรรมที่ต้องปรับ
พอเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เด็กเขาจะมาเองเพราะมันคือปัญหาด้านอารมณ์เป็นหลัก คล้ายๆ กับมีอะไรไปรบกวนจิตใจเขาแล้วต้องเอาออกคือเขารู้ตัวเอง เศร้า เครียด หงุดหงิดง่าย ท้อแท้ เบื่อหน่ายไม่อยากไปโรงเรียน อันนี้เป็นตัวสะท้อนปัญหาด้านอารมณ์
ดังนั้นการเข้าใจเด็กแต่ละช่วงวัยจึงสำคัญ ถ้าพ่อแม่ไม่มีทักษะการเรียนรู้ที่เข้าใจอารมณ์เด็ก จะเป็นตัวกระตุ้นให้อาการ หรือความทุกข์ใจของเด็กมันไม่จบสักที
ในภาพรวมของการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต หมอยอมรับว่าบริการจิตเวชเด็กและวัยรุ่น ยังมีไม่ครบทุกจังหวัดในประเทศไทย ในปีนี้มี 22 จังหวัดยังไม่มีจิตแพทย์เด็ก ปัจจุบันมันมีช่องทางที่เด็กๆ สามารถเข้าใช้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายหลายทาง Walk in ไปในคลินิกจิตเวชเด็กและวัยรุ่นเลยก็ได้ โดยไม่จําเป็นต้องมีพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือโทรศัพท์มาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ก็ได้อาจจะรอนานนิดนึง แต่ทันทีที่ต่อสายติดเขาจะได้คุย 30 นาทีกับนักจิตวิทยาการศึกษา มีหลากหลายช่องทางแต่ต้องใช้เวลานิดนึง

