“ฉันเบื่อที่ต้องเป็นคนเก่งอยู่ตลอด”
‘เจนนี่ คามินสกี (Jenny Kaminski)’ พูดขึ้นระหว่างที่กำลังสนทนากับ ‘มาริซ่า เออร์ไวน์ (Marissa Irvine)’ อย่างออกรส
สิ่งที่ทำให้สาววัยกลางคนทั้งสองคนนี้รู้สึก ‘คลิก’ แม้จะเพิ่งเคยคุยกันครั้งแรก ไม่ใช่เพราะชุดที่บังเอิญใส่เหมือนกัน ในปาร์ตี้ หรือเพราะลูกที่เรียนห้องเดียวกัน แต่มันเป็นเพราะนิสัยของสามีของทั้งคู่ที่เหมือนกันอย่างกับสินค้าที่ถูกผลิตมาจากโรงงานเดียวกัน
นี่คือเรื่องราวจาก ‘All Her Fault (2025)’ ซีรีส์ใน HBO Max 8 ตอนจบ ที่เปิดใต้พรมของครอบครัวที่ดูครบไปเสียทุกอย่าง ทั้งบ้านที่มีฐานะ พ่อแม่อยู่พร้อมหน้า แต่วันหนึ่ง ‘ไมโล (Milo)’ ลูกชายคนเดียวของบ้านถูกลักพาตัวไป สังคมและสามีโทษมาริซ่าว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ เพราะเธอไม่รอบคอบมากพอ ซีรีส์เรื่องนี้ค่อยๆ ฉายให้เห็นความหนักหนาของการเป็นแม่ เมื่อสามีมีหน้าที่แค่เอ่ยคำชมกับซ้ำเติมตอนทำผิด
รับส่งลูกไปโรงเรียน แต่งตัวให้ลูก เล่านิทานก่อนนอน หน้าที่เหล่านี้คือสิ่งที่เจนนี่ต้องแบกรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช่ว่าเธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่เพราะสามีของเธอไม่ค่อยว่างทำหน้าที่นี้เลยต่างหาก
‘ริชชี่ (Richie)’ สามีของเจนนี่เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์อยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากบ้าน เจนนี่เองก็เป็นพนักงานการตลาดที่กำลังรุ่งเรืองในหน้าที่การงานสุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้เจนนี่รู้สึกว่ามันยังมีกำแพงขวางกั้นความสำเร็จกับเธอไว้ คือ การจัดสรรเวลาเลี้ยงลูก
เจนนี่มองว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่แม่รับบทหลัก ส่วนพ่ออย่างริชชี่เป็นแค่ ‘ตัวเสริม’ ในแต่ละวันเธอจะจัดสรรเวลางานและเวลาเลี้ยงลูกให้ได้ดีที่สุด มีการวางตารางไว้เสมอว่าต้องตื่นกี่โมง ต้องส่งลูกตอนไหน ลูกได้กินอะไรเป็นมื้อเที่ยง ส่วนเวลาที่ว่างจากลูกก็ต้องเอาไปใช้ทำงานประจำ แต่เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุฉุกเฉินอย่างมีประชุมด่วนที่ทำให้ไปรับลูกไม่ทัน อันนั้นค่อยเป็นหน้าที่ของริชชี่
ริชชี่ไม่เคยปฏิเสธอย่างตรงๆ ว่าไม่อยากรับหน้าที่ดูแลลูก แต่เขาจะแสดงออกผ่านพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เจนนี่รู้สึกว่า การขอความช่วยเหลือมันยากเหลือเกิน เช่น ถ้าเจนนี่บอกว่าช่วยดูแลลูกหลังเลิกเรียนหน่อย เพราะมีธุระ เขามักจะถามเธอว่า “เสร็จเมื่อไหร่” หรือ “กลับตอนไหน” สำหรับเจนนี่มันเหมือนริชชี่คอยนับถอยหลังช่วงเวลาที่จะต้องดูแลลูก เพราะเขาอยากใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตัวเองชอบมากกว่า
หรือบางทีเขาจะโทรมาถามเธอเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับลูก มีครั้งหนึ่งที่เจนนี่กำลังอยู่ในประชุมสำคัญ ริชชี่โทรมาหลายครั้งเพื่อถามว่า ถุงเท้าลูกอยู่ไหน ลูกต้องใส่ถุงเท้าแบบไหนก่อนนอน
“ฉันด่าริชชี่ว่า ‘ไอ้เวร’ ด้วยภาษามือหลายครั้งเลยละ โดยเฉพาะเวลาที่เขาชอบชมว่าฉันเก่ง”
เจนนี่ไม่ได้อยากเป็นแม่ที่เก่ง เธออยากมาเป็นแม่ที่ธรรมดาแต่มีสามีที่ช่วยเหลือเธอบ้าง ลูกคือผลผลิตที่มาจากทั้งสองคน ถ้ามีการช่วยกันเลี้ยงดูมาตั้งแต่แรก เจนนี่อาจจะไม่ต้องตกอยู่สถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ก็ได้

Bad Husband, Good Father
ฝั่งมาริซ่าเองก็เจอสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน เธอมองว่าสามีตัวเองเป็นคนดี หาเงินได้ ไม่นอกใจ แต่บางทีแค่นี้มันยังไม่พอ
“ปีเตอร์เก่งเรื่องเล่นกับลูกก่อนนอนมาก เขาสร้างป้อมปราการจากหมอนให้ลูกได้ด้วยนะ แต่พอเป็นเรื่องไปรับไปส่งลูกที่โรงเรียน พาลูกไปหาหมอ ทำมื้อเที่ยง แต่งตัวให้ลูก เขากลับทำไม่ได้เลย มันไม่อยู่ในความสนใจของเขา”
มาริซ่าเอ่ย นอกจากมีบทบาทเป็นแม่ เธอยังทำอาชีพผู้จัดการสินทรัพย์ ทั้งตารางงานกับตารางเวลาเลี้ยงลูกปะปนกันจนยุ่งเหยิงไปหมด เธอไม่คาดหวังให้ ‘ปีเตอร์ เออร์ไวน์ (Peter Irvine)’ สามีทำทุกอย่างให้ แต่เธอมองว่าเรื่องจริงจังอย่างการพาลูกไปหาหมอ ไปรับลูกที่โรงเรียน ก็ควรจะแบ่งหน้าที่กันไปบ้าง เพราะการเล่นสนุกกับลูกอย่างเดียว มันไม่พอ

‘เป็นสามีที่แย่ แต่เป็นพ่อที่ดี (Bad Husband, Good Father)’ นี่เป็นคำนิยามผู้ชายที่มีนิสัยคล้ายๆ กับปีเตอร์ พวกเขามักเป็นพ่อที่รักลูกมากๆ คอยเล่นกับลูก สร้างความทรงจำที่ดีให้กับลูก แต่ในบทบาทของการเป็นสามีเขากลับไม่ได้ให้ความสำคัญขนาดนั้น เช่น ไม่ช่วยทำงานบ้าน ไม่ช่วยไปรับไปส่งลูก
ช่วงแรกๆ ที่ ‘ไมโล (Milo)’ เพิ่งเกิด ทั้งคู่เจอปัญหาเหมือนพ่อแม่ทั่วไปก็คือลูกไม่ยอมนอน ร้องไห้ทั้งคืน ปกติมาริซ่าจะเป็นคนรับหน้าที่ลุกขึ้นมากล่อมลูกนอนตอนตี 2 แต่พอทำไปเรื่อยๆ ความเหนื่อยล้าจึงค่อยๆ สะสมจนวันหนึ่งเธอระเบิดออกมาว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือจากปีเตอร์มากพอ
“ผมยินดีจะช่วยคุณนะ คุณอยากให้ทำอะไรก็บอกมาเลย”
ปีเตอร์พูดประโยคนี้กับมาริซ่า ดูไปดูมาก็เป็นประโยคที่ดี แต่ในมุมมองของคนเป็นแม่อย่างมาริซ่า การบอกว่าต้องทำอะไรบ้างก็เหนื่อยสำหรับเธอแล้ว เธอมองว่าถ้าปีเตอร์อยากจะช่วยจริงๆ เขาจะศึกษาหาวิธีทำเอง ยื่นมือเข้ามาช่วยโดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากบอกสักคำ เพื่อตัดความรำคาญ มาริซ่าจึงเลือกที่จะทำเองไปเท่าที่ทำได้
“คุณทำทั้งหมดนี่ได้ไงเนี่ย คุณน่าทึ่งมากเลย”
ปีเตอร์กับริชชี่ต่างมีประโยคติดปากที่เหมือนกัน สำหรับคนเป็นภรรยา เธอไม่ได้อยากถูกมองว่าเก่ง ทั้งมาริซ่าและเจนนี่ก็แค่อยากได้การยื่นมือเข้าช่วยเหลือบ้าง โดยที่พวกเธอไม่ต้องเอ่ยปากขอ หรือคอยอธิบายทั้งหมดว่าต้องทำยังไง เหมือนกับที่เธอดูแลลูกได้โดยทันที ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
ทุกเรื่องในชีวิตลูกอยู่ในการดูแลของมาริซ่า เธอทำหน้าที่ได้ดีมาตลอดจนกระทั่งวันหนึ่ง มีข้อความที่ระบุว่ามาจากเจนนี่ ส่งมาว่าเจนนี่จะรับไมโลที่โรงเรียนไปเล่นกับลูกของเธอ และให้มาริซ่ามารับในเวลาต่อมาที่บ้านแห่งหนึ่ง
มาริซ่าไม่ได้เอะใจว่านั่นคือข้อความจากคนที่สวมรอยเป็นเจนนี่ เมื่อถึงเวลารับลูกกลับบ้าน เธอไปยังสถานที่ที่ข้อความนั้นระบุไว้ แล้วกลับพบว่านั้นเป็นบ้านของใครก็ไม่รู้ และไมโลก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น
การที่ลูกหายตัวไปถือเป็นฝันร้ายของครอบครัวเออร์ไวน์ มาริซ่าโทษตัวเองที่ไม่ได้เช็กข้อความให้ดีก่อน ในขณะเดียวกันปีเตอร์ก็กล่าวว่า ถ้ามาริซ่าหัดเช็กให้ดีกว่านี้ ลูกก็คงไม่หายไป
การตามหาลูกครั้งนี้ทำให้มาริซ่าค้นพบ ‘สัญญาณอันตราย’ บางอย่างจากปีเตอร์ ที่นำไปสู่การตัดสินใจเรื่องครอบครัวครั้งใหญ่ของเธอ

หยุดให้ทัน ก่อนส่งต่อพฤติกรรมสู่ลูก
“ฉันขอความช่วยเหลือจากคุณมาตลอด แต่คุณทำให้มันยากเหลือเกินที่จะให้การช่วยเหลือนั้น คุณทำแบบนี้ซ้ำๆ เพราะคุณรู้ว่าเดี๋ยวฉันก็เลิกตอแยคุณไปเอง”
ฟางเส้นสุดท้ายของเจนนี่ขาดผึงหลังจากเห็นสามีตัวเองนั่งไถติ๊กต็อก กินขนมอยู่ริมทะเล เพราะเขาเพิ่งจะปฏิเสธเธอว่าไม่สามารถออกไปรับลูกตามที่ขอได้ เพราะติดธุระจากการสอนพิเศษ
การไม่ช่วยก็ถือว่าแย่แล้ว แต่สิ่งที่แย่กว่าคือการโกหก ริชชี่ใช้ข้ออ้างเดิมตลอดทั้งที่ในความจริงแล้วเกือบเดือนที่ผ่านมาเขาไม่ต้องไปสอนพิเศษที่ไหนเลย ริชชี่ยอมจำนนต่อหน้าเจนนี่แล้วอธิบายว่าที่เขาทำไปก็เพราะว่าอยากมีเวลาว่างเป็นของตัวเองบ้าง แถมเขายังมองว่าการทำแบบนี้ก็ช่วยให้เจนนี่แบ่งเวลาจากการทำงานมาเจอลูกบ่อยขึ้น
เจนนี่สวนไปว่า ถ้าเลือกได้เธอก็อยากนั่งดูคลิปโง่ๆ กินขนมอยู่บ้านเหมือนกัน แต่เพราะ ‘ความเป็นแม่’ และความสัมพันธ์นี้ไม่ได้อนุญาตให้เธอทำแบบนั้นเลย
“ฉันเข้าใจคุณดีเลยละ เพราะฉันฝันถึงช่วงเวลาแบบนั้น แต่ฉันไม่เคยได้มันเลยริชชี่ แม้ตอนที่ฉันเข้าห้องน้ำก็ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เพราะทุกวินาทีฉันเอาให้ลูกหมดแล้ว”
การหย่า จึงเป็นทางออกเดียวของปัญหานี้ในมุมมองของเจนนี่ ที่ผ่านมาเธออดทนมานานเพื่อลูก เพื่อครอบครัว แต่เมื่อในความสัมพันธ์นี้มีเธอที่ต้องพยายามอย่างหนักอยู่ฝ่ายเดียว เจนนี่มองว่ามันคงจะดีกว่าถ้าแยกกันอยู่ ที่สำคัญเธอไม่อยากให้ลูกถูกหล่อหลอมให้มีพฤติกรรมเดียวกับพ่อ
“เมื่อลูกโตขึ้น เขาจะมองกลับมาแล้วเข้าใจว่าทำไมเราถึงหย่ากัน และเขาจะไม่ปฏิบัติกับผู้หญิงเหมือนที่คุณทำกับฉัน”
มีหลายกรณีที่ลูกชายปฏิบัติกับเพศหญิง โดยอาศัยจากการดูพฤติกรรมที่พ่อทำกับแม่ ถ้าใช้งานแม่เป็นประจำเหมือนกับแม่เป็นคนใช้ ลูกก็จะใช้แม่เหมือนกัน
ล่าสุดมีคลิปไวรัลจากรายการ My Golden Child ของเกาหลีใต้ เปิดเผยพฤติกรรมของลูกชายที่ชอบทุบตีทำร้ายแม่ เวลาที่โดนขัดใจ เนื่องจากเลียนแบบมาจากพ่อที่ทำแบบนี้กับแม่เป็นประจำ พ่อผู้เป็นคนที่มีอำนาจที่สุดในบ้านปฏิบัติต่อแม่ ก็ส่งผลต่อมุมมองของลูกที่มีต่อแม่เช่นเดียวกัน
เพื่อหยุดส่งต่อความรุนแรงในครอบครัว หรือแม้กระทั่งอำนาจที่ไม่เท่าเทียม เจนนี่เลือกหย่ากับริชชี่ ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบในซีรีส์เรื่องนี้ จึงไม่ใช่การที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า แต่คือการที่ครอบครัวอยู่ด้วยกันแบบให้เกียรติกัน ดูแลกันในแบบที่ไม่มีฝ่ายไหนรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบต่างหาก
