‘เวลาเราอยู่ในสังคมที่มีสองเพศ เราจะผิด เพราะไม่มีใครบอกว่าสังคมนี้ผิด’ นุ๊ก-อาทิตยา TransEqual กับการพลิกเรื่องราวให้สังคมมีเรื่องเล่า ทอม ทรานส์แมน นอนไบนารีที่หลากหลาย เพราะเพศลื่นไหลเกินกว่าจะขังไว้ในร่างเดียว

“รู้ไหมว่าทอมหรือทรานส์แมนที่เทคฮอร์โมนมาสักพักเนี่ยจะเริ่มหัวล้าน (หัวเราะ) นี่พูดจริงนะ ผมก็เริ่มใกล้ไปละ (ลูบหัวตัวเอง) แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอก มันอาจจะเกี่ยวกับกรรมพันธ์ุด้วย”

นุ๊ก-อาทิตยา อาษา ปรากฏตัวในเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเทา กางเกงสแล็คขายาวสีเดียวกัน  ในครรลองสายตานุ๊กคือผู้ชายวัยกลางคนไว้หนวดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกันหัวข้อที่นุ๊กเล่าคือส่วนหนึ่งที่เผชิญจากการใช้ฮอร์โมนเพศชายในฐานะทรานส์แมน (Transman)

นอกเหนือจากเรื่องคนหัวล้าน ‘หนวด’ สำหรับทรานส์แมนก็กลายเป็นเรื่องเล่าสั้นๆ ที่นุ๊กเล่าให้ฟัง 

“หนวดนี่ก็สำคัญนะ คือมันเป็นสิ่งที่มองเห็นชัดที่สุดแล้วไง พอไว้หนวดแล้วหน้าเข้มขึ้น พอไม่มีหนวดแล้วคนจะชอบทักว่าไอหน้าอ่อน แบบนี้คือจะหงุดหงิดมาก (หัวเราะ)” 

การไว้หนวด คือความสบายใจ แต่ถ้าเราทุกข์ใจจากการที่ไม่มีหนวดจนกัดกินตัวเอง ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะแนวคิดนี้มีรากมาจากฐานระบบแบบมีแค่เพศชาย และเพศหญิง 

ถ้าเป็นผู้ชายต้องไว้หนวด หรือมีกล้าม 

ถ้าเป็นผู้หญิงต้องชอบสีชมพู หรือต้องทาเล็บ

สังคมแบบไบนารี หรือระบบสองเพศ เลยกลายเป็นหัวข้อตลกร้ายที่ถูกพูดถึงเยอะที่สุดระหว่างบทสนทนากับนุ๊ก ไม่ใช่ในฐานะผู้ก่อตั้งและผู้จัดการองค์กรของ TransEqual เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี เพื่อความเท่าเทียม แต่คือการบอกเล่าในฐานะของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสังคมแบบนี้

“เหตุผลของความเครียดและการถูกกดดันในกระแสหลัก มันมาจากระบบแบบไบนารี่ ขนบมันบอกว่าพอเป็นผู้ชายคุณต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น รวมกับวาทกรรมกระแสหลักที่บอกว่าเราติดอยู่ในร่างกายที่ผิดหรือเกิดผิดร่าง มันเป็นวาทกรรมที่เราไปใช้ในเรื่องของความต้องการที่ว่า ฉันไม่พอใจในร่างนี้ ฉันไม่สบายใจ ฉันต้องเป็นอีกร่างหนึ่งโดยสมบูรณ์ แต่ถ้าเราได้ยินว่าฉันเป็นคนข้ามเพศฉันเกิดในร่างกายที่ผิด คุณจะไม่มีโอกาสในการจินตนาการของการรักตัวเองในรูปแบบอื่นเลย” 

การยอมรับความหลากหลายที่ว่ายากแล้ว ยังไม่ยากเท่ากับการที่เมื่อทอมหรือทรานส์แมนพยายามทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อไปสู่ความเป็นชาย หลายครั้งพวกเขากลับติดกับดักของ ‘ความเป็นชาย’ ที่สังคมวางไว้ จนไม่สามารถแสดงความอ่อนแอหรือบาดแผลในใจออกมาได้ และการตีกรอบตัวเองจากแนวคิดภาวะเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด (Gender Inconqruence) 

“ถ้าเราได้ยินว่าฉันเป็นคนข้ามเพศ ฉันเกิดในร่างกายที่ผิด คุณจะไม่มีโอกาสในการจินตนาการของการรักตัวเองในรูปแบบอื่น ผมไม่ได้บอกว่าในที่สุดแล้วคุณห้ามแปลงเพศนะ แต่มีโอกาสได้ไหมในการที่จะเรียนรู้เรื่องราวของร่างกายตัวเองว่ามันเป็นยังไงก่อน เพราะถึงที่สุดแล้วเราบอกว่าเพศมันลื่นไหล วันหนึ่งเราอาจจะรู้สึกว่าเรามีความสบายกายสบายใจแบบหนึ่งก็ได้ การข้ามเพศมันไม่ได้มีแค่แบบเดียว แต่ถ้าบางคนรู้สึกอยู่ในร่างนี้มันอึดอัด ทางเลือกคือคุณเปลี่ยนแค่นั้น” 

สำหรับนุ๊ก การข้ามเพศไม่ได้มีคู่มือสำเร็จรูปเพียงเล่มเดียว เพศมีความลื่นไหล และการเป็นทรานส์เมนหรือทอมไม่ได้แปลว่าต้องเดินตามรอยเท้าของชายกระแสหลักเสมอไป 

“สมาชิกชุมชนเราหลายคนบอกว่าการข้ามเพศของเขาคือการแต่งกาย การตัดผม การใส่เสื้อผ้าที่เป็นตัวเอง บางคนอาจจะไม่ใช่เสื้อผ้าแบบผู้ชายก็ได้ มันมีความเป็น Feminine เล็กๆ การทาเล็บ หลายคนข้ามเพศเพื่อที่จะเป็นตัวเอง ไม่ได้อยากมีกล้าม บางคนรู้สึกสบายใจที่ได้เห็นว่าตัวเองไม่มีหน้าอกแล้วถามว่าเขาจะต้องไปเล่นยิมทำมีรอยสักไหม ก็ไม่ใช่”

แม้แต่ประสบการณ์ส่วนตัวในวัยเด็กของคุณนุ๊กเอง ก็ไม่ได้ตรงตามขนบเรื่องเล่าของทรานส์เมนทั่วไปที่ต้องโลดโผนหรือเล่นกับเด็กผู้ชาย

“ผมเป็นหนึ่งตัวอย่างที่ไม่ได้มีเพื่อนผู้ชาย ผมอยู่ในโรงเรียนสหศึกษา แต่ไม่ได้สะดวกใจการมีเพื่อนผู้ชายเพราะไม่ได้ชอบเล่นนอกบ้าน กิจกรรมของผมคือเล่นเกมเศรษฐี เกมมันไม่มีเพศ แต่เรื่องเล่าของผมที่ชอบเล่นตุ๊กตา หรือชอบอะไรที่น่ารักไม่ถูกเล่า เพราะมันไม่ตรงขนบ มันลดความหลากหลายของคนมาก”

ความหลากหลายที่นุ๊กเอ่ยถึง คือเรื่องเล่าอื่นๆ ในสังคมที่ถูกแช่แข็งว่าเพศไหนต้องทำอะไร เพศไหนต้องชอบอะไร แล้วเมื่อสังคมคาดหวังให้ผู้ชายต้องเข้มแข็ง ห้ามแสดงความอ่อนแอ และต้องเป็นผู้นำ กรอบเหล่านั้นย้อนกลับมากดทับเนื้อตัวตนของทรานส์เมนอย่างสาหัส โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรากหญ้า ทอมภูธร ทรานส์แมนต่างจังหวัด

“มีผู้ชายข้ามเพศที่เล่าว่าเขาอยากจะร้องไห้เหมือนกันนะเพราะเศรษฐกิจมันหนักมากของการที่จะเลี้ยงตัวเอง ลูก และครอบครัว บางทีทำงานมันเหนื่อยมาก ไม่รู้จะพูดกับใคร พอพูดกับแฟน แฟนบอกอ้าวไหนอยากเป็นผู้ชายไง แม้แต่ผู้ชายเองก็กดดันเวลาเราบอกว่าวันนี้ไม่ไหวเหนื่อยบอกกับแฟน มันรู้สึกว่าเราล้มเหลวและเรารู้สึกว่าเราถูกตัดสิน ผู้ชายข้ามเพศก็เหมือนกัน”

คุณนุ๊กเล่าถึงเบื้องหลังความเครียดที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนข้ามเพศ เมื่อความเป็นชายกระแสหลัก (Masculine) กลายเป็นเครื่องมือในการพิสูจน์ตนเอง 

แต่นุ๊กก็ไม่ได้อยากบอกทอม ทราน์แทน หรือนอนไบนารีว่าให้เลิกแสดงอัตลักษณ์ หรือปฏิเสธความอัตลักษณ์ชาย  สิ่งที่ควรทำมากกว่านั้นคือเขาอยากขยายพื้นที่กว้างพอให้ ‘ความเป็นชายสามารถงดงามและหลากหลายได้’ 

“องค์กรผู้ชายข้ามเพศคงไม่สามารถบอกว่าอย่าไปมีเลยความเป็น Masculine เพราะมันคือตัวตนของเขาและคือตัวตนของผมด้วย แต่เราต้องทำให้คนเห็นว่าความเป็นชายมันมาได้หลากหลาย มันเป็นความเป็นชายแบบอ่อนโยนก็ได้ ความเป็นชายที่เข้าอกเข้าใจ ความเป็นชายที่ถ้าวันนี้คุณมีแฟนแล้วคุณรู้สึกว่าคุณทำงานบ้านได้ดีคุณก็เป็นผู้ชาย แฟนอาจจะเป็นคนไปหาเงิน เรารู้สึกว่าเราพยายามจะแคร็ก Gender role แบบนี้”

การได้จินตนาการตัวเองแบบที่หลากหลาย อิสระมากขึ้น และไม่มีกรอบความเป็นชายกระแสหลักมาครอบทับ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกับการรักตัวเองมากขึ้น

“คนถามว่าทำไมการเป็นตัวเองสำคัญอย่างไร มันสำคัญในเรื่องสุขภาพจิตมาก เพราะกลุ่มคนข้ามเพศถ้ารู้สึกถูกกักขังในร่างตัวเอง เราจะไม่ชอบร่างกายตัวเอง หลายคนต้องพันหน้าอกรัดอึดอัดส่งผลต่อการหายใจ บางคนกินข้าวก็ต้องไปล้วงคอเพราะต้องพยายามผอมไม่ให้มีหน้าอก ภาวะการฆ่าตัวตายมันสูงมากโดยเฉพาะวัยรุ่นที่อาจจะอยู่กับพ่อแม่ที่ไม่ได้เข้าใจ ไม่ได้มีทรัพยากรมากพอที่จะยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศตัวเอง เป็นภาวะสุขภาพทางใจ ซึ่งเราได้รับเหตุการณ์แบบนี้ค่อนข้างเยอะ”

เรื่องเล่าในกระแสหลักบอกว่าถ้าคุณเป็นผู้ชายข้ามเพศ คุณจะต้องผ่าตัดแปลงเพศ กลับกันสิ่งที่นุ๊กอยากบอกคือคุณเป็นผู้ชายคุณมีประจำเดือนได้ คุณรู้สึกเป็นผู้ชายแต่คุณควรจะดูแลอวัยวะเพศของตัวเองให้มีสุขภาวะที่ดี

“เวลาเราทำงานลงพื้นที่คุยเรื่องประจำเดือน เราพบว่ามีบางคนในชุมชนมีประจำเดือนเป็นสีเขียวคือมันติดเชื้อ หรือบางคนปวดท้องเมนส์เป็นปีๆ ไม่อยากไปหาหมอเพราะหมอก็รู้สึกว่าคุณแตกต่าง การไปขึ้นขาหยั่งตรวจมันยาก บางคนปวดจนเป็นลมแต่ไม่ไปหาหมอ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการรักร่างกายตัวเองแบบใหม่ โดยที่เราไม่ต้องบอกว่าพอเป็นผู้ชายคุณต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น มันเปิดบทสนทนามากขึ้น”

นุ๊กเล่าเรื่องทอมภูธร กลุ่มทอมต่างจังหวัดที่นิยามตัวเองให้ฟัง สังคมไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ความไม่เข้าใจมักแปรเปลี่ยนเป็นถ้อยคำทำร้ายจิตใจ บ่อยครั้งที่คนกลุ่มนี้ต้องถูกตราหน้าด้วยถ้อยคำใจร้าย 

“เราทำงานกับคนหลายแบบ ทอมที่มีลูก ทรานม์แมนที่มีแฟนเป็นหญิงข้ามเพศแบบผม หรือทรานส์แมนที่มีแฟนเป็นผู้ชาย หน้าที่ของเราคือบอกว่า คุณจะนิยามตัวเองแบบไหน หรือมีประสบการณ์แบบไหน คุณมีคุณค่า จะเป็นอะไรก็ได้แต่ขอให้คุณรักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง มันทำให้คนเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะรักตัวเองก่อน พอเราบอกว่าเราไม่ได้แตกต่างมันปลุกพลังของเขา ทำให้ชุมชนเรารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ สร้างความเชื่อมั่น ความมั่นใจในตัวเอง ปลดล็อกศักยภาพของเขา”

การสร้างนาราทีฟใหม่แบบที่นุ๊ก และ TransEqual พยายามทำ จะส่งผลต่อกันเป็นทอดๆ แบบโดมิโน

“พอมีเรื่องเล่าแบบนี้เยอะๆ แล้วเราเปิดพื้นที่ให้อ่อนแอได้ มันค่อยๆ กระตุ้นหรือทำให้เพื่อนเห็นแนวทางว่าในพื้นที่ของ TransEqual คุณเป็นอะไรก็ได้ ไม่มีใครบอกว่าคุณต้องเป็นผู้ชายแบบนี้นะ เพราะถ้าไปดูชุมชนของเรา มีคนที่เป็นผู้ชายข้ามเพศบางคนที่หน้าตาเหมือนเรา บางคนก็ไม่เหมือนเลย หรือแม้แต่นอนไบนารีมันมีความต่างไปมาก เราทำหน้าที่แบบนี้เพื่อที่จะ Empower เขา” 

“ถ้าเรารู้ว่าการที่ฉันถูกกดดันมันมาจากบรรทัดฐานบางอย่างนะ ไม่ใช่เพราะฉัน เวลาเราอยู่ในสังคมที่มีสองเพศ เรากลายเป็นคนผิดเพราะไม่มีใครบอกว่าสังคมนี้ผิด ที่ไม่ให้คนมีโอกาสได้เป็นตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี พอเราบอกชุมชนว่าคุณจะเป็นอะไรก็ได้ ที่นี่ไม่มีการตัดสินกันคือการเสริมพลังกันและกัน มันปลุกพลังของเขา สิ่งนี้คือการยกระดับมากกว่าการรักตัวเอง”