ปอม ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ มนุษย์กรุงเทพ

“คุยกับใครก็เซอร์ไพรส์ได้เสมอ” วางเลนส์คนกรุงเทพฯ ลง แล้วมองคนกรุงเทพฯ ผ่านสายตามนุษย์กรุงเทพฯ

“ปกติคนกรุงเทพ เขาไม่ทำแบบนี้กันหรอก สงสัยคนที่หัวเราะเพิ่งจะเคยมาสยามครั้งแรก”

ความคิดเห็นจากผู้ใช้งานทวิตเตอร์รายหนึ่งพิมพ์ไว้ หลังจากมีการแชร์เหตุการณ์ที่คนคนหนึ่งถูกหัวเราะเยาะ เรื่องการแต่งตัวไปเดินห้างสรรพสินค้าชื่อดังแถวสยาม ถึงแม้จะไม่รู้ว่าคนที่หัวเราะเป็นหรือไม่เป็นคนกรุงเทพมหานคร แต่คำถามที่น่าจะค้างคาใจใครหลายคน คือ รู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมแบบไหนที่คนกรุงเทพ จะไม่ทำ?

เรามักเห็นประโยคทำนองบ่อยๆ ในโลกอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น “คนกรุงเทพไม่เหยียดเพราะที่นี่มันหลากหลาย” “คนกรุงเทพทำอะไรไม่เป็น” “คนกรุงเทพติดหรู”  เป็นหลายหลากความเห็นที่มาจากคนกรุงเทพ ด้วยกันเอง และคนจังหวัดอื่นมองมาที่พวกเขา

‘เลนส์คนของคนกรุงเทพ’ จึงเป็นอีกวลีหนึ่งที่เกิดขึ้นมา และถูกนำมาใช้ในยามที่มีเหตุการณ์อะไรบางอย่างปรากฏขึ้นในต่างจังหวัด และมีการแสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองที่ดูเป็น ‘คนเมือง’ สุดๆ เช่น หลังจากภาพยนตร์ ‘ร่างทรง’ ได้ออกฉาย มีคนกลุ่มหนึ่งวิจารณ์นักแสดงนำว่า “หน้าตาดีเกินกว่าคนจะเป็นคนต่างจังหวัด” ประเด็นร้อนนี้เป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งคำว่า ‘เลนส์ของคนกรุงเทพ’ ในกรณีนี้จึงเป็นการโต้กลับไปยังมุมมองที่ว่า คนต่างจังหวัดไม่มีคนหน้าตาดี

ยังมีหลายประเด็นที่พูดถึงคนกรุงเทพในแง่การวิพากษ์วิจารณ์และการชื่นชม ท้ายที่สุดแล้วเราคงไม่มีทางรู้ว่าคนกรุงเทพแล้วแท้จริงเป็นอย่างไร จนกว่าจะได้ไปคลุกคลีและพูดคุยกับพวกเขาทุกคน

‘ขวัญชาย ดำรงค์ขวัญ’ หรือ ‘ปอม’ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่อยากทำความรู้จักคนกรุงเทพให้มากขึ้น ถึงแม้ตัวเขาเองจะเป็นคนกรุงเทพมหานคร ก็ตาม แม้ว่าปอมคงไม่สามารถคุยกับคนกรุงเทพ ทุกคนได้ แต่ประสบการณ์การคุยกับคนกรุงเทพ มานานกว่า 9 ปี ทำให้เพจมนุษย์กรุงเทพฯ เป็นแหล่งข้อมูลการเล่าเรื่องราวของพวกเขาได้ดีเลยทีเดียว

เรื่องเล่าของเมืองเทพสร้าง จากมนุษย์กรุงเทพฯ

เมื่อถามว่าจุดเริ่มต้นของเพจมนุษย์กรุงเทพฯ คืออะไร คำตอบที่ได้จากปอมคือ

“ไม่รู้”

ปอมไม่ได้จะหยอกล้อกับเราแต่อย่างใด ไม่รู้ในที่นี้หมายถึง ‘ความไม่รู้’ สำหรับปอมแม้จะเป็นคนกรุงเทพมหานคร มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก แต่เมืองใหญ่แห่งนี้ก็ยังมีเรื่องราวและผู้คนอีกมากมาย ที่ปอมไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครและมีที่มาที่ไปอย่างไร แม้จะมีสื่อหลายแห่งนำเสนอผู้คนในเมืองนี้อยู่บ่อยครั้ง อาจจะมากกว่าคนทุกพื้นที่ในไทย แต่ ปอมเชื่อว่า มันยังมีคนอีกมากมายที่อยู่ในเมือง แต่ยังไม่ได้ถูกนำเสนอ

“เมื่อก่อนเราเข้าใจผ่านสื่อว่า คนกรุงเทพมีนิสัยแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เห็นแก่ตัว หรือว่าเป็นคนที่รวยมาก ถ้าเปรียบคนกรุงเทพเป็นตัวละคร ก็ต้องเป็นตัวละครที่มีสตางค์หน่อย แต่งตัวดีๆ เป็นพวกเบียดเบียนคนอื่นอะไรแบบนี้ แต่จากที่คุยมา เราพบว่า คนกรุงเทพมันก็มีความหลากหลายมากกว่านั้น”

เพราะเป็นเมืองทั้งเมืองใหญ่ เมืองเศรษฐกิจ และเมืองหลวง กรุงเทพจึงเป็นที่ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายมาก ไม่แปลกที่เราจะสามารถพบเจอคนจากจังหวัดอื่นได้ในทุกๆ วันที่เมืองนี้ อาจเป็นเพราะความเจริญมันกระจุกตัวอยู่แค่เพียงที่เดียว กรุงเทพจึงเป็นหมุดหมายสำหรับใครหลายคนที่มองหาโอกาสในชีวิตตัวเอง ด้วยความที่ใครๆ ก็อยากมาอยู่ในเมืองเทพสร้าง แล้วถ้าอย่างนั้นใครกันที่เป็น ‘คนกรุงเทพ’ แบบที่ปอมกำลังมองหา?

“เมื่อก่อนเราจะพยายามหานิยามว่า มนุษย์กรุงเทพคือใคร เกณฑ์บ่งชี้คืออะไร แต่ภายหลังเรารู้ว่า แค่เป็นคนที่เราได้เจอในกรุงเทพก็น่าจะพอแล้ว เรานิยามอย่างไม่ซับซ้อนว่า คนกรุงเทพคือคนที่อยู่ในกรุงเทพ ใช้ชีวิตในกรุงเทพ”

ข้อมูลจากสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยผลสำรวจประชากรปี 2566 มีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 66 ล้านคน ซึ่งจังหวัดที่มีประชากรเยอะมากที่สุดจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีคนอยู่ทั้งหมด 5.4 ล้านคน ในจำนวน 5.4 ล้านคนนี้แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะเป็นคนที่เกิดและโตในกรุงเทพทั้งหมด บุคคลเหล่านี้คือ ‘ประชากรแฝง’ ซึ่งหมายถึงประชากรที่เข้ามาอยู่อาศัย มาเรียน หรือมาทำงานในจังหวัดนั้นๆ โดยไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา อาจจะเป็นคนมาแล้วก็ไป หรือเป็นคนที่อยู่ประจำเลยก็ได้ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจประชากรแฝงในปี 2565 และพบว่าในกรุงเทพมีประชากรแฝงอยู่ทั้งหมด 2.7 ล้านคน

ปอมบอกว่า คงเป็นเพราะที่นี่มีทั้งโอกาสเยอะมากกว่าที่อื่น ทำให้ทุกคนแห่แหนกันเข้ามาในกรุงเทพในฐานะที่เป็นคนในพื้นที่นี้ตั้งแต่เกิด ปอมเห็นทั้ง ‘แต้มต่อ’ และ ‘ปมด้อย’ ที่คนกรุงเทพมี ปอมรู้สึกว่าตัวเองมีแต้มต่อเหล่านั้น ก็ตอนที่มีเพื่อนที่เป็นคนต่างจังหวัด เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละเดือนพวกเขาต้องเสียทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง และค่าจิปาถะอีกมากมาย ในขณะที่คนกรุงเทพอย่างปอมเองไม่ต้องเสียเงินเท่าคนที่มาจากต่างจังหวัดเลย

ในขณะเดียวกันปมด้อยของการเป็นคนกรุงเทพปอมมองว่า เป็นอะไรที่ไม่ได้หนักหนาสาหัสสักเท่าไหร่ เขาแค่รู้สึกในบางครั้งว่า คนเมืองกรุงไม่มีรากฐาน หรือแหล่งที่มาที่ไปอย่างชัดเจน เมื่อเทียบคนจังหวัดอื่น มีความกลางๆ ไม่โดดเด่นเป็นพิเศษ เช่น ในเทศกาลวันหยุดที่ทุกคนเลือกกลับบ้านต่างจังหวัด แต่คนกรุงเทพก็อยู่ที่เดิมเพราะบ้านอยู่ที่นี่ หรือ เพื่อนคนใต้ของปอมคนหนึ่งที่สามารถพูดภาษาใต้ สื่อสารกับคนที่พูดใต้เหมือนกัน และขณะเดียวกันก็หันมาพูดภาษากลางกับเขา แต่ปอมกลับพูดได้แค่ภาษากลางอย่างเดียว

ถึงกระนั้นปอมก็พบว่า มันก็ยังมีมุมมองหลายอย่างที่คนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพ มองไม่เหมือนกัน ปอมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนฉายหนังกลางแปลง ซึ่งเป็นแอดมินเพจ ‘นันทวัน ภาพยนตร์’ ที่รับฉายหนังกลางแปลงทั่วราชอาณาจักร ทั้งหนังไทยและต่างประเทศ แต่จุดเด่นของหนังกลางแปลงไม่ได้มีแค่หนัง แต่จะมีดีเจประจำที่คอยเปิดเพลงก่อนหนังจะฉายด้วย กิจกรรมเปิดเพลงเป็นอะไรคนต่างจังหวัดชื่นชอบกันมากๆ วัดจากประสบการณ์ที่เขาเคยไปจัดฉายหนัง โดยดีเจที่อยู่ประจำชื่อว่า ‘ดีเจซาบะ’ แต่พอวันหนึ่งที่ดีเจซาบะและหนังกลางแปลงได้มาที่เสาชิงช้า ดีเจซาบะถูกร้องเรียนเนื่องจากหลายคนมองว่า เสียงดังจนเกินไป อาจเป็นเพราะว่าการฉายหนังกลางแปลงที่ต่างจังหวัด มักฉายตามพื้นที่โล่งอย่างทุ่งนา ทำให้เสียงกิจกรรมไม่ค่อยส่งไปถึงพื้นที่ที่คนอาศัยกันอยู่มาก แต่ในกรุงเทพที่พื้นที่ค่อนข้างจำกัด ก็ทำให้เสียงเพลงที่เกิดขึ้นอาจจะดังมากจนเกิดการรบกวน

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า เมืองนี้หนาแน่นไปด้วยผู้คนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ทำให้ความเป็นคนกรุงเทพไม่ใช่อะไรที่ตายตัวมาก แต่เป็นความหลากหลายมากกว่าที่อธิบายพวกเขาได้ดีที่สุด 

“อย่างพ่อผมที่คนเป็นใต้ที่มาอยู่ในกรุงเทพถ้าเขาคุยกับคนใต้ด้วยกัน เราก็จะมองว่าเขาคือคนใต้ เขามีภาษาที่มันเชื่อมโยงกัน ในขณะเดียวกันเขาก็อยู่กรุงเทพตั้งแต่อายุ 20 เราก็นับเขาเป็นกรุงเทพนะ คนคนหนึ่งเป็นได้ทั้งคนกรุงเทพและคนใต้ได้เลย”

‘ภาษา’ เป็นตัวบ่งชี้หนึ่งที่สามารถใช้คาดเดาว่า คนคนนั้นมาจากจังหวัดอะไร เช่น ถ้าหากได้ยินคนพูดเหนือก็พอเดาได้ว่า เขาอาจเป็นคนภาคเหนือ เป็นต้น แต่ละจังหวัดจะมีภาษา โทนเสียง วิธีการพูด หรือสำเนียงที่สื่อสารแตกต่างกันออกไป แต่สำหรับกรุงเทพที่ทุกคนพูดภาษากลางและเป็นภาษาที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง มันจึงยากที่จะตัดสินใจ หรือคาดเดาว่า ผู้พูดเป็นคนจังหวัดอะไร เราจึงตั้งคำถามกับปอมว่า ถ้าหากต้องมองหาใครสักคนที่เป็นคนกรุงเทพอะไรคือจุดเด่นที่ทำให้รับรู้ได้ทันทีว่านี่แหละคือพวกเขา

“ด้วยความที่กรุงเทพมันคือเมืองหลากหลาย การจำกัดความคนกรุงเทพว่า มีจุดเด่นอะไรแค่เพียงอย่างเดียวคงเป็นเรื่องยาก มันมีทั้งคนที่รวยมากๆ รวยแบบที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ารวยได้ขนาดนี้ อีกฝั่งหนึ่งก็มีคนที่จนมากๆ แบบไม่มีบ้านอยู่เลย ถ้าเจาะลึกลงไปอีกอาจจะชัดเจนกว่า เช่น คนกรุงเทพในเมืองก็จะมีความชิค เก๋ ประมาณนี้ แต่ขณะเดียวกันก็มีคนกรุงเทพแบบที่แต่งตัวธรรมดา ฐานะกลางไปทางต่ำด้วย”

‘หลากหลายและยืดหยุ่น’ คงเป็นนิยามที่พอจะอธิบายให้กับคนกรุงเทพได้ ที่แห่งนี้มีทั้งคนที่มีอำนาจ มีเงินแทบจะเรียกได้ว่าอยู่ค้ำฟ้า และมีคนที่ไม่มีอะไรเลยผสมปนเปกันไป นี่คงเป็นเสน่ห์ของคนกรุงเทพอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ปอมหลงใหลและตื่นเต้นที่จะสำรวจคนแปลกใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้

“คนแต่ละจังหวัดมีเสน่ห์แตกต่างกันไป ถ้าเราไปอยู่ภาคใต้ หรืออีสาน เขาก็มีวัฒนธรรมมาอย่างชัดเจนแล้ว เราก็จะเข้าใจแบบแผนหรือที่มาที่ไปของเขาได้ แต่กรุงเทพมันคือที่ที่เอาคนจากแต่ละที่มารวมอยู่ แล้วกลายเป็นอะไรบางอย่าง เสน่ห์ของมันก็เลยอยู่ที่คุยกับใครก็เซอร์ไพรส์ได้เสมอ เราแปลกใจที่คนเขาคิดแบบนี้ได้จริงหรอ หรือสงสัยมากเขาคิดแบบนี้เพราะอะไร”

เพจมนุษย์กรุงเทพฯ จึงนำเสนอทั้งคนกวาดขยะ พนักงานขับรถส่งของ อาจารย์มหา’ลัย พ่อค้าเจ้าของร้านปลากริมไข่เต่า และคนอีกมากมายในกรุงเทพ ทั้งที่เคยถูกพูดถึงและไม่เคยแม้แต่ถูกชายตามอง

วลี ‘เลนส์ของคนกรุงเทพ’ สำหรับปอมก็อาจกล่าวได้ว่า เป็นอะไรที่มีอยู่จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนกรุงเทพทุกคนจะใช้เลนส์นี้มองโลก เพราะคนกรุงเทพที่ปอมได้สัมผัสมากับตัวเอง มีความหลากหลายมากๆ มีทั้งคนที่พร้อมจะพูดจาถือหางตัวเอง และมองว่าคนกรุงเทพ คือ กลุ่มคนที่ดีที่สุด หรือมีคนที่เกลียดเมืองนี้ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนกรุงเทพ หรือมีทั้งคนที่ไม่ใส่ใจกับความเป็นคนกรุงเทพขนาดนั้น คิดว่าตัวเองก็เป็นคนทั่วไปเหมือนกับคนที่อื่น เป็นต้น เลนส์ของคนกรุงเทพจึงเป็นอะไรที่มีอยู่จริง แต่ไม่ได้ใช้กับคนกรุงเทพทุกคนนั้นเอง

ในทางกลับกันสิ่งที่ปอมมองว่า กำลังเชื่อมคนทั้งประเทศเข้าหากัน หรือแยกคนแต่ละกลุ่มออกจากกัน คือ ‘โซเซียลมีเดีย’ ต่างหากซึ่งปอมเล่าว่า คนในแต่ละแพลตฟอร์มก็จะมีวิธีพูด หรือวิธีสื่อสาารแตกต่างกันไป ความเห็นหนึ่งในเฟซบุ๊กอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้านำไปพูดในโลกทวิตเตอร์ ก็อาจจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ก่อความขัดแย้งเลยก็ว่าได้ ขณะเดียวกันคำพูดบางอย่างที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในทวิตเตอร์ ก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ดูฟังไม่เข้าหูในเฟซบุ๊ก กลับกันถ้าหากอินฟลูเอนเซอร์ หรือคนดังในโลกออนไลน์จุดประกายอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา คนก็อาจจะทำตามกัน โดยที่ไม่ต้องสนใจว่าคนนั้นจะเป็นคนกรุงเทพหรือไม่

“โลกเสมือนมันจะ shape ความคิดเรามากกว่าพื้นที่กายภาพด้วยซ้ํา การมองว่าพื้นที่บอกตัวตนได้ มันเลยไม่ใช่ทั้งหมดเสมอไป ตอนนี้โซเชียลมีเดียมันกํากับความคิดเรามากกว่าพื้นที่อีก อย่างผมถ้าเอาตามพื้นที่กายภาพ วันนี้ทั้งวันผมแค่ออกจากบ้านไปห้องสมุดนั่งเขียนงาน แล้วกลับมาบ้าน ผมรู้จักเรื่องในโลกความเป็นจริงเนี่ยผ่านโซเชียลมากกว่าชีวิตจริงอีก วันนี้คนที่เจอตัวเป็นๆ มีแค่บรรณารักษ์หนึ่งคน กับพี่ยาม แล้วก็แม่บ้านเนี่ยแหละ” ปอม ทิ้งท้าย