“เราต้องการแค่ใครสักคนมาดึงมือขึ้นไปจากหลุมนี้” อดีตเด็กบ้านกาญจนาภิเษก ที่เคยมองว่าการเป็นอาชญากรคือความเท่ เจอชีวิตใหม่หลังจากเข้า-ออกสถานพินิจฯ 8 ครั้ง

“หลังจากโดนจับ ตอนนั้นเราคิดว่าจะไม่ลักขโมยอีก…เพราะมันกระจอกเกินไป”

นี่สินะที่เขาเรียกว่า ‘จบแบบหักมุม’ อาจเป็นเพราะชีวิตจริงมันไม่เหมือนกับในหนังหรือละคร ที่ตอนจบตัวร้ายจะกลับตัวกลับใจกลายเป็นพระเอกได้ในที่สุด ไมค์ (นามสมมุติ) ก็เลยไม่ได้คิดว่าการโดนจับครั้งแรกในวัย 11 จะทำให้พฤติกรรมของเขาเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่กลับไปปลุกความตื่นเต้นบางอย่างในตัวเขาต่างหาก

เราไม่ตีความว่าไมค์คือพระเอกหรือตัวร้าย ขอให้เขาเป็นเพียงตัวเอกของหนังเรื่องนี้ก็พอแล้ว ซึ่งฉากหลังของหนังเรื่องนี้คือศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก หรือที่เรียกกันว่า ‘บ้านกาญจนาฯ’

สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนไม่ใช่คุก แต่เป็นสถานที่ที่คุ้มครอง บำบัด และฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดมาก่อน ปัจจุบันในประเทศไทยมีสถานพินิจฯอยู่ 33 แห่งทั่วประเทศ อยู่ภายใต้การดูแลของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน

เด็กที่จะเข้ามาอยู่ในสถานพินิจต้องผ่านสถานแรกรับก่อน ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีหน้าที่ ในการดูแลเด็กและที่ต้องได้รับการสงเคราะห์และคุ้มครองสวัสดิภาพ ภายในระยะเวลา 90 วัน โดยเจ้าหน้าที่สถานแรกรับมีหน้าที่สืบเสาะพินิจประวัติ และวางแผนเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กแต่ละคน

ในบรรดาสถานพินิจฯทั้งหมด บ้านกาญจนาภิเษกเป็นที่ที่เด็กหลายคนคิดว่า ถ้าเลือกอยู่ได้ก็จะเลือกที่นี่ ไมค์เป็นหนึ่งคนที่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในบ้านกาญจนา ทีแรกเขาคิดแค่ว่าอยากมาอยู่ที่นี่เนื่องจากมันอิสระ ประจวบกับที่เขาอยากไว้ผมยาวอยู่พอดี แต่สุดท้ายไมค์ก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เขาอยากได้ไม่ได้มีเพียงแค่อิสระ แต่ ‘โอกาส’ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เขาอยากได้มาตลอดแต่ไม่รู้ตัว

ชีวิตในตอนที่ยังเป็น ‘เด็กชายไมค์’ เป็นยังไง

ตอนนี้เราอายุ 31 มองย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนเราเป็นคนที่ติดเพื่อนมาก เราโคตรรักเพื่อน เพื่อนไปไหนเราก็ไปด้วยหมด ไม่สนใจครอบครัวเลย เพราะคิดว่าครอบครัวไม่ได้รักเรา

ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราก็รู้สึกแบบนี้เลยนะ มันเกิดขึ้นหลังจากวันหนึ่งที่แม่กำลังเดินทางไปคลอดน้อง ซึ่งแม่เดินทางไปคนเดียว ส่วนพ่อไม่อยู่ตรงนั้น ปรากฎว่าแม่โดนรถชนและเสียชีวิตไปพร้อมกับน้องด้วย ตอนนั้นเรายังเด็ก ก็ได้แต่คิดว่า ทำไมไม่มีใครดูแลแม่เลย เราโกรธพ่อมากๆ นั่นแหละคือจุดเปลี่ยนของเรา

ความรักเพื่อนพาไมค์ไปเจออะไรบ้าง

เราย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนตั้งแต่เด็ก แล้วตอนนั้นมันก็ไม่มีตังค์กัน ก็เลยเริ่มลักเล็กขโมยน้อย จำได้ว่า เคยไปขโมยขนมในเซเว่นแล้วเอามาแบ่งกันกินกับเพื่อน และลักขโมยก็เป็นคดีแรกของเรา ซึ่งตอนนั้นอายุประมาณ 11 ปี

ความรู้สึกมันเป็นยังไงตอนที่โดนจับครั้งแรก

เรารู้แล้วว่ามันไม่ดี หลังจากโดนจับ ตอนนั้นเราคิดว่าจะไม่ลักขโมยอีก ไม่ใช่เพราะรู้ว่าไม่ดีแต่เพราะมันกระจอกเกินไปต่างหาก เหมือนเราเป็นแค่เด็กขี้ขโมยธรรมดาทั่วไป เราอยากเป็นมากกว่านั้น เราอยากเป็นที่หนึ่งในสายตาเพื่อน อยากให้เพื่อนมองว่าโคตรเท่และยกย่องเรา หลังจากนั้นก็เริ่มเสพยา ยาพวกนี้มันก็ต้องใช้เงินซื้อ พอไม่มีเงินก็หันไปขายยาด้วยเลย

แต่เราก็โดนจับนะ ตอนที่โดนจับเราก็ยังคิดเลยว่าเมื่อไหร่จะได้ออกมาทำอีก เพราะเรารู้ว่าเราพลาดตรงไหนไง เราก็อยากจะแก้ไขและทำมันออกมาใหม่ อย่างที่เมื่อก่อนเราเสพยา เราก็ไม่เสพแล้วหันมาขายอย่างเดียว เพราะถ้าเสพมันจะโดนจับง่ายกว่า เราก็เข้าๆ ออกๆ สถานพินิจประมาณ 8 รอบ

ตั้งแต่อายุ 11 ไมค์เข้าสถานพินิจไปทั้งหมด 8 รอบ ด้วยคดีอะไรบ้าง

แต่ละคดีที่ทำให้เราเข้าสถานพินิจ ไม่ซ้ำกันเลย ก็ทำหมดเลยไม่ว่าจะเป็น ลักขโมย เสพและค้ายาเสพติด ไปจนถึงพกพาอาวุธปืน และปล้น ก็ทำกับเพื่อนๆ ทั้งนั้นเลย

คดีสุดท้ายนี่คดีดังด้วย ลงข่าวหน้าหนึ่งเลย รู้จัก ‘อาจารย์บรูซ แกสตัน’ กันไหม? นั้นแหละเรากับเพื่อนไปปล้นโทรศัพท์ iPhone 4 เขามา และเขาแย่งก็เลยมีอุบัติเหตุด้วย ตอนนั้นเราอายุไม่ถึง 18 เลย โดนตั้งค่าหัวด้วยนะเพราะตำรวจเขานึกว่าเราหนี แต่เราไม่ได้หนีเราแค่กลับบ้านไปกินเจกับครอบครัว สุดท้ายเขาก็ตามมาจับได้อยู่ดี

ไมค์กินเจเพื่อรักษาศีลเอาบุญหรือเปล่า ถ้าใช่ คิดว่าที่เราไปปล้นหรือก่อคดีต่างๆ บุญจากการกินเจจะช่วยอะไรเราไหม

ไม่ได้ตั้งใจกินเพื่อเอาบุญ แต่แค่กลับไปกินกับที่บ้านเฉยๆ แต่ถ้ากินแล้วได้บุญด้วยเอาบุญมาละกัน เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำมันเลวร้าย แต่ถ้าถามว่าบาปไหม เราก็คิดว่ามันไม่ใช่บทบาทเราที่ตัดสินว่าอะไรบาปหรือไม่บาป

เห็นเราทำผิดอย่างนี้เราก็มีกฎนะ เวลาเราว่างแผนปล้นกัน เรามีหลักว่าจะไม่ปล้นผู้หญิงและเด็ก แล้วก็ไม่กระชากกระเป๋า แค่ขู่ให้เขายื่นมาให้ก็พอ เคยมีครั้งหนึ่งรุ่นพี่ของเราไม่ทำตามกกฎ เขาไปปล้นผู้หญิงแล้วเราเห็นก็เลยไปห้ามเขาและบอกว่าทำแบบนี้ไม่ถูก ไม่ใช่สิ่งที่ตกลงกัน เขาก็ไม่สนใจและทำท่าจะลากผู้หญิงคนนั้นเข้าป่า ซึ่งเรารู้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อ เราก็หยุดเขาแล้วก็ต่อยกันเลย

เล่าประสบการณ์ในสถานพินิจฯ ให้ฟังหน่อย

เราอยู่มาหลายที่ แต่ที่ที่เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาอยู่ คือ บ้านกาญจนาภิเษก เราอยากมาเพราะรู้ว่ามันอิสระมาก แต่งตัวได้ ไว้ผมยาวได้ บางคนถึงขนาดชกต่อยเพื่อน แทงเพื่อน เพราะอยากมาอยู่ที่นี่ เพราะว่าบ้านกาญจนาฯมันคือที่สุดท้ายของสถานพินิจที่รับเด็กทำผิดเข้ามา

ที่เก่าที่เรากับเพื่อนเคยอยู่ มันค่อนข้างอึดอัด มีแต่รั้วและกำแพง ไม่เคยเห็นถนน ไม่เคยเห็นผู้คน ถ้าสมมุติเราเดินผ่านแล้วเจ้าหน้าที่เขาได้กลิ่นยาเส้น เขาจะจับแขนจับขาแล้วให้นอนราบกับโต๊ะและตีเรา เราถึงอยากออกมาจากที่นั่นและมาบ้านกาญจนาแทนฯ

บ้านกาญจนาภิเษก มันพิเศษอย่างไรบ้าง

วันแรกที่เข้าบ้านมา เราเจอกับ ‘ป้ามล-ทิชา ณ นคร’ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรอก เขามาคุยแล้วก็ตอนรับ มีผูกข้อไม้ขอมือแล้วก็บอกกับเราให้เราเป็นเด็กดี เขารับน้องด้วยการกินหมูกระทะด้วยนะ

จากเดิมที่บ้านเก่าเรามีกิจวัตรที่ชัดเจนมาก คือ ตื่น ลงมากินข้าว สวดมนต์ และนอน ทำซ้ำๆ วนไปแบบนี้ แต่ที่นี่มันมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก มีทั้งออกงานไปเจอกับผู้คนข้างนอก ซึ่งมันทำให้เราแปลกใจมากว่าทำไมเขาปฏิบัติกับเราดีจัง แต่ที่เก่าของเรา แค่เดินไปห้องน้ำก็ต้องมีคนเดินตาม หรือถ้าจะเล่นฟุตบอลต้องใส่กุญแจมือ

อยู่ที่นี่เราได้เรียนเพราะเขามีการฝึกอาชีพ มีกิจกรรมเยอะทั้งกีฬา ศิลปะ เบเกอรี่ ที่เราชอบคือวิชาเกี่ยวกับการขับรถ อาชีพทุกวันนี้ที่เราทำอยู่ก็ได้จากการฝึกฝนในบ้านกาญจนาฯนี่แหละ

อิสระขนาดนี้ เคยคิดจะหนีออกไปบ้างไหม

เคยนะ แต่เรามันเป็นคนชอบลองของ เราเคยคิดว่าถ้าหนีก็มันจะง่ายเกินไป ขอลองอยู่ให้มันรู้หน่อยดีกว่า เราคิดว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ไม่หนี ส่วนหนึ่งเพราะตอนเราอยู่ที่นี่เราได้เห็นอะไรบางอย่าง

เราเข้าใจแล้วว่าญาติและครอบครัวเขารู้สึกยังไงกับเรา พวกเขาใช้เวลาเดินทางมา 2-3 ชั่วโมงเพื่อที่จะมาเยี่ยมเรา ซึ่งก็ดีมากๆ ที่บ้านกาญจนาฯ ให้เยี่ยมเกือบทั้งวันเลย เราได้กินข้าว ได้พูดคุยกับครอบครัว ได้กอดลูก และมันมีโอกาสให้เราได้นั่งจับเข่าคุยกับพ่อด้วยว่าทำไมเราถึงมีพฤติกรรมแบบนี้ เคลียร์ใจกันไปเลย

สำหรับไมค์ บ้านกาญจนาภิเษกและป้ามลเปลี่ยนแปลงไมค์อย่างไรบ้าง

ที่นี่ทำให้เราก้าวข้ามหลุมที่เคยตกลงไปซ้ำๆ ได้ ทั้งเราและเพื่อนที่เคยทำผิดเปลี่ยนแปลงได้ถ้ามีใครยื่นมือมาดึงขึ้นไปจากหลุมนี้ ยื่นมือเอาโอกาสมาให้เรา ที่ผ่านมาเราโดยซ้ำเติมมาตลอดเราก็เลยทำผิดซ้ำไปซ้ำมา แต่บ้านกาญจนาฯ ไม่ปล่อยเด็กเลย ไม่ว่าจะมีกี่ร้อยกี่พันคนเขาก็เอาใจใส่ทุกคน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราต้องการเพราะที่บ้านปล่อยให้เราเลือกเส้นทางชีวิตเองตลอด

ความทรงจำอะไรที่ไมค์จะไม่มีวันลืมในบ้านกาญจนาฯ

ต้องบอกก่อนว่าคดีที่เราปล้นอาจารย์บรูซ แกสตัน ค่อนข้างดัง เพราะตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บเยอะ ต้องเย็บ 33 เข็มที่แขน ป้ามลเขามองว่าจะทำยังไงไม่ให้เรามีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต และจะทำยังไงอาจารย์ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เราเกลียด

ป้ามลก็เลยติดต่ออาจารย์ให้มาที่บ้านโดยบอกว่าเราอยากจะขอขมา แต่เอาจริงๆ เราไม่ได้สนใจนะว่าอาจารย์จะมาหรือไม่มา เราทำผิดมาหลายครั้งไม่มีสักครั้งที่ต้องมาขอขมากันแบบนี้ แต่ปรากฎว่าอาจารย์บรูซแกก็มาจริงๆ

วินาทีที่เจอแล้วอาจารย์เขามากอดเรา เราตัวสั่น เกร็งมากเลย อาจารย์เขาบอกว่า “ไม่เป็นไร คนเราเริ่มต้นกันใหม่ได้” เขาพูดแบบนี้ทั้งๆ ที่เรากับเพื่อนทำเขาแขนเกือบขาด แล้วเขายังบอกอีกด้วยว่าถ้ามีอะไรให้ช่วย เราก็ไปบอกได้ หลังจากนั้นก็เลยพยายามพิสูจน์ให้อาจารย์เห็นว่าเราเปลี่ยนไปแล้ว เราจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิมอีกแล้ว ตอนอาจารย์เสียเมื่อปี 2564 เราก็ไปลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ที่ว่าเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนยังไง

เราก้าวข้ามหลุมที่เราเคยตกไป มันไม่มีค่าสำหรับเราและเราไม่หันกลับไปมองมันอีก ยิ่งในวันที่เราเป็นพ่อคนแล้ว เราก็สอนลูกเลยว่าสิ่งที่มันผิดคืออะไร และตัวพ่อเองก็เคยทำผิดเหมือนกัน

อย่างสภาพแวดล้อมที่เราโตมามันไม่ดี ตอนเด็กจำได้ว่าเรากับพ่อเห็นคนส่งยาเสพติด พ่อไม่พูดอะไร ปล่อยให้อยากรู้จนวันหนึ่งเราเตลิดไปไกลเลย เราไม่อยากให้ลูกเราต้องเป็นแบบนั้น ถ้าลูกเห็นอะไรที่มันไม่ดีเราจะพุ่งไปบอกเขาทันทีว่ามันไม่ดียังไง เราจะไม่ปล่อยให้เขาไปรู้เองและทำผิดเอง

ในวันนี้ที่ไมค์เป็นพ่อคนแล้ว อยากบอกอะไรตัวเองในวัยเด็กบ้าง

อยากขอบคุณตัวเองที่ผ่านเรื่องราวทุกอย่างมาได้ และอยากขอบคุณป้ามลรวมถึงบ้านกาญจนาฯ ด้วย เหมือนตอนนั้นเราก็คือผู้ป่วยคนหนึ่งและคนที่นี่ก็รักษาให้เราหายดี เขาไม่เลือกมองข้ามและปล่อยให้เราอาการร่ออแร่จนตายไป