ปิตาธิปไตย ผู้หญิง

ในโลกของปิตาธิปไตยที่ชายอ้วนคือทรงเสี่ย แต่หญิงอ้วนคือเมียที่ ‘ไม่น่ามอง’ : เมื่องานวิจัยบอกว่าผู้หญิงอ้วนเสียเปรียบกว่าผู้ชายอ้วน

บอกซิเออเธอจะเอาเท่าไหร่ เอาเท่าไหร่ ไม่อ้วนเอาเท่าไหร่..

“เธอใจดี แต่เธออ้วนแบบนี้ฉันรับไม่ได้ งั้นจ้างให้ไม่อ้วนอยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามาเลย” ความหมายที่เราจับใจความได้จากเพลง ‘ไม่อ้วนเอาเท่าไร’ ของวง มะ-ลิ-ลา บราซิลเลี่ยน เกิดขึ้นในยุค 30 ปีที่แล้วที่ ‘ความอ้วน’ อยู่ในหมวดเรื่องรับไม่ได้ 

เพลงนี้เล่าถึงหญิงสาวที่หลงรักชายคนหนึ่ง แต่ก็ยังติดปัญหาอยู่ที่รูปร่างของชายหนุ่มมันยังไม่น่าพอใจเอาเสียเลย เธอจึงจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อให้เขาเลิกอ้วน

แม้ในปัจจุบันสังคมอาจมีทัศนคติต่อรูปร่างคนที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมากแล้ว ถ้ามีใครมาพูดจาแบบในเพลงนี้ล่ะก็…คงต้องมีแลกหมัดกันบ้างแน่ๆ แต่ลึกๆ แล้วน้ำหนักตัวยังเป็นเรื่องที่มีผลอยู่ ไม่ได้หายไปจากสังคมซะทีเดียว และยิ่งขึ้นชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีกรอบความคิดแบบ ‘ปิตาธิปไตย’ ควบคุมโลกนี้อยู่

ถ้าในเพลงไม่อ้วนเอาเท่าไหร่ เป็นบริบทหญิงผอมพูดกับชายอ้วน แต่ในโลกของความเป็นจริงก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ถ้าผู้หญิงพูดจะมีใครฟังไหม หรือกลับกันถ้าผู้ชายเป็นคนพูดแทน จะมีคนฟังมากกว่าผู้หญิงพูดหรือเปล่า ถึงน้ำหนักจะเท่ากันแต่อำนาจไม่เท่ากัน ไม่อย่างนั้นเราคงไม่มีทางได้ยินคำว่า ‘ช้างน้ำ’ ‘โอ่ง’ หรือสารพัดคำนามอื่นๆ ที่ใช้เรียกผู้หญิงอ้วน ในขณะที่ผู้ชายมีเพียงคำว่า ‘หุ่นหมี’ หรือ ‘ทรงเสี่ย’

ฝรั่งเศส ประเทศโลกที่ 1 ที่ยังคงปฏิเสธหญิงอ้วน

“ฉันรักน้ำเปล่า คุณก็รู้ว่าฉันชอบมันขนาดไหน”

มิเรลลี กีเลียโน (Mireille Guiliano) นักเขียนหญิงชื่อดังชาวฝรั่งเศสเขียนหนังสือที่ชื่อว่า ‘French Women Don’t Get Fat’ (สาวฝรั่งเศสมักไม่อ้วน) ความรักที่เธอมีต่อน้ำเปล่านั้นคือเรื่องจริง เพราะเธอเองได้เขียนลงในหนังสือเล่มนี้แล้ว เพื่อให้คำแนะนำหญิงสาวในฝรั่งเศสลดน้ำหนักและคงรูปร่างที่ดีไว้เสมอ

โลกหมุนไปเร็วแค่ไหน บรรทัดฐานความงาม (Beauty Standard) ก็หมุนตามทันเสมอ ในยุคหนึ่งที่ความสวยที่หมายถึงผู้หญิงมีรูปร่างอวบ มีทรวดทรงองค์เอว แต่อีกไม่กี่ปีต่อมา ความสวยหมายถึงร่างกายที่ปราศจากเซลลูไลต์ ผู้หญิงหลายคนพยายามวิ่งตามบรรทัดฐานความสวยให้ทัน เพราะพวกเธอไม่อยากกลายเป็นคนน่าเกลียดอย่างที่สังคมกำหนด

กีเลียโนบอกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรเอามาพูดกันตรงๆ หญิงสาวหลายคนพอใจที่จะพูดถึงน้ำหนักในแบบเงียบๆ เพราะพวกเธอรู้ดีว่า ถึงแม้สังคมจะพยายามผลักดันทัศนคติทางบวก อย่างการรักตัวเอง หรือแนวคิดเฟมินิสต์ที่ว่าด้วยผู้หญิงควรจะเป็นอะไรก็ได้ตามที่เธออยากเป็น ไม่ใช่ด้วยเหตุแห่งเพศ และรูปลักษณ์ แต่น้ำหนักเป็นข้อยกเว้นและเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่เต็มอก บางคนพยายามลดน้ำหนักอย่างเงียบๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะยังรู้สึกอยู่ดีว่า ความผอมคือความสวย

กาเบรียล เดย์ดิเยร์ (Gabrielle Deydier) นักเขียนหญิงที่บอกเล่าชีวิตการเป็นสาวพลัสไซส์ในฝรั่งเศสของเธอ ผ่านหนังสือ On Ne Naît Pas Grosse (เราไม่ได้อ้วนตั้งแต่เกิด) เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นทัศนคติแบบ Fatphobia (อาการกลัวรังเกียจคนอ้วน) ที่เธอเผชิญตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย

“ฉันไม่ทำงานกับคนอ้วน” หลังจากได้ยินประโยคนี้จากปากเพื่อนร่วมงานอาชีพครูด้วยกัน เดย์ดิเยร์แทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว แต่ก็ต้องขำออกมาอย่างทนไม่ได้จริงๆ เพราะสิ่งที่เพื่อนร่วมงานเธอพูดไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นเรื่องจริง

เธอเองรู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับประโยคนี้ เพราะเธอก็ผ่านด่านการสมัครเข้ามาเป็นครูผู้ช่วยสำหรับเด็กพิเศษในปารีสอย่างฉลุย แต่เพราะน้ำหนักที่มีจึงถูกเลือกปฏิบัติจากเพื่อนร่วมงาน พวกเขาพูดอีกว่า “เด็กเหล่านี้ถูกตีตรามามากพอแล้ว ถ้าพวกเขาต้องโดนล้อหรือรังแกเพราะมีครูประจำชั้นอ้วนอีก เธอจะทำยังไง”

เดย์ดิเยร์รู้ดีว่า ปัญหาไม่ได้มาจากเด็ก แต่คือผู้ใหญ่ต่างหากที่หวาดกลัวคนอ้วนจนเข้าไส้ ก่อนหน้านี้เธอเคยมีประสบการณ์ถูกกีดกันอยู่บ่อยๆ เห็นได้ชัดตอนช่วงหางาน เพื่อนของเธอได้งานที่ดีและมั่นคงทั้งๆ ที่จบมาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่เธอเองใช้เวลาหางานนาน แถมงานที่ได้รับข้อเสนอมักจะเป็นงานธุรการ และจ่ายค่าจ้างต่ำมาก

ประสบการณ์เลวร้ายเรื่องหนึ่งของเธอ คือ การที่เธอเคยถูกล่วงละเมิดโดยจากแปลกหน้า แต่ชายคนนั้นให้เหตุผลว่า “ฉันมีเมียที่สวยและหุ่นดีกว่าเธออยู่ ฉันจะทำแบบนั้นกับเธอทำไม” แม้ตำรวจจะไม่เข้าข้างผู้ชายเสียทีเดียว แต่เขาก็พูดตรงๆ กับเธอว่า “คุณฟ้องได้นะ แต่ฉันแนะนำว่าอย่าดีกว่า เพราะศาลคงไม่เข้าข้างคุณ”

และต้องเป็นที่นี่ ที่ฝรั่งเศสเท่านั้นเดย์ดิเยร์ถึงจะเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ เพราะเธอเองเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่สเปนเป็นปี ที่นั่นไม่มีใครแสดงท่าทีไม่ชอบหรือรังเกียจรูปร่างเธอเลย มิหนำซ้ำยังชื่นชมเธออีกด้วย อะไรแบบนี้เป็นสิ่งที่หายากในฝรั่งเศสสำหรับเดย์ดิเยร์ หลังจากแบกรับมานาน เธอตัดสินใจเขียนเรื่องราวถ่ายทอดประสบการณ์ทุกอย่างลงหนังสือเล่มนี้ โดยหวังว่ามันจะทำให้คนที่เจอเรื่องราวเดียวกับเธอ มีกำลังใจในการใช้ชีวิต และรักการเป็นตัวเองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังให้หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งที่แสดงทัศนคติของคนฝรั่งเศสที่เธอเคยเจออีกด้วย

“หนังสือของเธอทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองแย่แค่ไหน ตลอด 5 ปีที่ฉันทำงานกับเด็กๆ ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนอ้วนฉันจะล้อเขาและทำให้พวกเขาอับอาย”

อีเมลฉบับหนึ่งจากผู้อ่านถูกส่งเข้ามา เขายังทิ้งท้ายอีกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากขอโทษเธอ เธอได้แต่ตอบกลับไปว่า “ฉันไม่ใช่บาทหลวงที่คุณจะมาสารภาพบาปด้วย นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉัน” กระจกสะท้อนสังคมจึงเป็นอีกหนึ่งนิยามที่เธอมอบให้กับหนังสือเล่มนี้ของเธอ

ทัศนคติสังคมโลกที่มีต่อสาวพลัสไซส์

‘ความไม่เท่ากัน’ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคม และเห็นได้ชัดเมื่อเพศเป็นตัวแบ่งแยกความต่างเหล่านี้ งานวิจัยของ ยูโรสแต๊ดท์ (Eurostat) หน่วยงานด้านสถิติของคณะกรรมาธิการยุโรป ที่เดอะ อิโคโนมิสท์ (The Economist) หยิบยกขึ้นมาพูดถึงว่า ในกลุ่มประเทศที่มีความมั่งคั่งอย่างเยอรมนี สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และแถบเอเชียอย่างเกาหลีใต้ คนรวยมักจะผอมกว่าคนจน ซึ่งเข้าใจได้เพราะแน่นอนว่า คนรวยย่อมเข้าถึงอาหารที่ถูกหลักโภชนาการกว่าคนจน ในขณะที่คนจนเลือกทานอาหารที่ทำให้อิ่ม และให้พลังงานในการทำงานได้เยอะกว่า ที่สำคัญราคาต้องเข้าถึงได้

แต่ที่น่าแปลกใจ คือ ข้อมูลเหล่านี้มักปรากฏให้เห็นได้ชัดในกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะในฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และอิตาลี หากเป็นผู้ชายที่อ้วนก็ยิ่งมีรายได้ต่ำลง หรือไม่ก็ต่ำลงไม่มาก เป็นกราฟที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงและสโลปลงเพียงเล็กน้อย แต่หากมาดูกราฟของผู้หญิงจะเห็นได้ว่า ยิ่งอ้วนรายได้ยิ่งน้อย แล้วเป็นกราฟที่ทิ่มลงอย่างเห็นได้ชัดเจนมากกว่าผู้ชาย

ที่ยืนสำหรับสาวพลัสไซส์ในวงการธุรกิจมีน้อยมาก ในขณะที่ผู้ชายอ้วนมีพื้นที่เยอะกว่าเสมอ “45 – 61% ของซีอีโอผู้ชายมีน้ำหนักที่เกินมาตรฐาน แต่สำหรับซีอีโอสาวพลัสไซส์มีเพียง 5 – 22%” ข้อค้นพบจากงานวิจัยในปี 2012 ของ มาร์ค โรห์ลิง (Mark Roehling) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยมิชิแกนและ แพทริเซีย โรห์ลิง (Patricia Roehling) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา

ทิโมธี เอ. จัดจ์ (Timothe A. Judge) จากมหาวิทยาลัยฟลอริดา และแดเนียล เอ็ม. เคเบิล (Daniel M. Cable) จากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน (London School of Economics) พยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนัก รายได้ และเพศ ข้อค้นพบของพวกเขาในปี 2011 ทำให้เห็นชัดเจนว่า ต่อให้มีน้ำหนักที่เท่ากัน แต่ความเป็นหญิงและความเป็นชายจะทำให้เงื่อนไขของรายได้เปลี่ยนไป

สำหรับผู้ชาย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลเชิงบวกต่อค่าจ้าง แต่จะส่งผลให้ผลตอบแทนลดลงเมื่อน้ำหนักเกินค่าเฉลี่ย แต่สำหรับผู้หญิง จัดจ์และเคเบิลแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ผอมมาก ผอม อ้วน และอ้วนมาก ผู้ที่ผอมมากกว่าค่าเฉลี่ยของผู้หญิงทั่วไป จะมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 22,000 ดอลลาร์ ถ้าอยู่ในระดับผอมก็จะได้รับเพิ่มขึ้น 7,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าในกลุ่มหญิงสาวที่อ้วนไปถึงอ้วนมาก พวกเธอจะเสียรายได้ไปประมาณมากกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักทั่วไป 9,000 และ 19,000 ตามลำดับ

“น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาจากเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสุขภาพกาย ปัญหาสุขภาพจิต บางคนดันไปเจอสถานที่ทำงานที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรือบางทีนี่อาจเป็นสิ่งพวกเขาเลือกมาแล้วก็ได้”

รูปลักษณ์มีผลต่อการจ้างงาน ข้อมูลจากเว็บไซต์เอชอาร์ แม็กกาซีน (HR Magazine) แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับด้านทรัพยากรบุคคล ระบุว่า การกีดกันจากน้ำหนักเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสังคมการทำงาน โดยเฉพาะในกระบวนการคัดกรองคนเข้าทำงาน พวกเขาเลือกที่จะไม่จ้างงานคนที่มีน้ำหนักเกินเนื่องจาก 31% มองว่าพวกเขาดูเป็นคนไม่รักษาสุขภาพ 21% คิดว่าพวกเขาขี้เกียจ และสุดท้ายอีก 17% กล่าวว่าพวกเขาดูไม่มีแรงกระตุ้นในการทำงาน 

เจนนิเฟอร์ ชิแนล (Jennifer Shinall) อาจารย์กฎหมายจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt) ระบุว่า เธอเองก็เคยตั้งคำถามกับความไม่เท่าเทียมนี้เหมือนกัน เธอสงสัยว่า ทำไมการเป็นผู้หญิงพลัสไซส์ถึงเสียเปรียบกว่าเพศชายในตลาดแรงงาน

“มันก็เป็นเรื่องจริงนี่ เราก็เห็นกันอยู่ว่าผู้ชายอ้วนมักจะเป็นคนที่สนุกสนานกว่า” คำตอบหนึ่งที่เธอได้รับจากการตั้งคำถาม น่าเศร้าที่คำว่าสนุกสนานไปอยู่กับผู้ชาย แต่ผู้หญิงเป็นได้แค่คนที่ขี้เกียจและไม่รักตัวเอง เธอเองก็ไม่ปฏิเสธว่า การกีดกันเพราะเพศคือเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ความเท่าเทียมของกลุ่มชายและหญิงพลัสไซส์ไม่เกิดขึ้น

ข้อค้นพบหนึ่งของชิแนล คือ หญิงสาวพลัสไซส์มักได้งานที่ต้องใช้การเดินหรือขยับร่างกาย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้จ้างอยากให้พวกเธอตัวเล็กลง ซึ่งมักเป็นงานที่ไม่ต้องพบปะกับใคร แต่ถ้าหากเป็นงานที่ต้องเจอคนใหม่ๆ เสมออย่างเช่น เซลล์ เลขา หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้หญิงพลัสไซส์จะทำเงินได้น้อยกว่าผู้หญิงที่อยู่มีน้ำหนักตามมาตราฐานมากถึง 5%

แม้ในปัจจุบันข้อมูลชุดนี้อาจจะใช้ได้และไม่ได้ในบางประเทศ แต่ทัศนคติที่มีต่อคนอ้วนยังคงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจำแนกคนด้วยเชื้อชาติ เพศ และน้ำหนัก โดยการบอกว่าสิ่งเหล่านี้ดีหรือไม่ดี ผลออกมาว่า ภาพรวมของความหลากหลายมีแนวโน้มที่ดีขึ้น คนเริ่มมีทัศนคติที่ดีขึ้นกับเชื้อชาติที่ต่างกัน ความเข้าใจด้านลบที่มีต่อกลุ่มคนรักเพศเดียวกันก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ไม่หายไปไหนและชัดเจนกว่าเดิม คือ ทัศนคติลบที่มีต่อคนน้ำหนักเยอะ

สื่อ สังคม เศรษฐกิจ ทุกอย่างตอกย้ำว่าถ้าน้ำหนักยิ่งเพิ่มยิ่งอยู่ยาก โดยเฉพาะกับผู้หญิง ปัญหาการกังวลเกี่ยวกับรูปร่างหรือน้ำหนักตัวมีมาเป็นเวลานานและถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งเกิดขึ้นจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ ผู้หญิงวัยทำงานไปจนถึงวัยเด็กจึงคิดเรื่องน้ำหนักของตัวเองอยู่เสมอ บางคนยอมเสียสุขภาพจิตเพื่อแลกกับรูปร่างที่สังคมตั้งบรรทัดฐานไว้ เช่น พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่ปกติ (Eating Disorder) เกิดในกลุ่มคนที่กังวลกับอาหารที่กิน รูปร่าง น้ำหนัก นำไปสู่โรคอื่นๆ อย่างโรคคลั่งผอม หรือ Anorexia Nervosa ได้ 

ซึ่งในอนาคตเรายังไม่รู้ว่าบรรทัดฐานความสวยจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน แน่นอนว่าก็มีหลายคนที่พร้อมจะวิ่งตามมันให้ทัน และอีกหลายคนมั่นใจที่จะเป็นตัวเองแบบไม่สนใจ Beauty Standard ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มีความผิดอะไร แต่ก็ยังโดนตีตราและเจอข้อเสียเปรียบมากมาย ท้ายที่สุดสังคมอาจจะต้องทบทวนกันดูใหม่ว่า ทุกวันนี้เราปฏิบัติต่อคนที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานด้วยความคิดและท่าทีที่ควรจะเป็นแล้วหรือยัง

อ้างอิง :

News.vanderbilt.edu

www.economist.com

www.forbes.com

www.hrmagazine.co.uk

www.nationalgeographic.com

www.self.com

www.theguardian.com

www.theguardian.com