“พระโคกินข้าว ธัญญาหารจะดี กินน้ำ น้ำท่าจะบริบูรณ์ กินเหล้าค้าขายกับต่างประเทศเจริญรุ่งเรือง”
ไฮไลท์ของงานพืชมงคลในแต่ละปี คือ ผลการทำนายเสี่ยงโชค ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่พระโคกิน หรือการเสี่ยงทายผ้านุ่งซึ่งมีคำทำนายที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของน้ำในการทำการเกษตร
หลังจากพิธีจบลงผู้คนหรือเกษตรกรที่เข้าร่วมในบริเวณพื้นที่พิธีก็จะพากันลงไปเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวจากพระราชพิธี ณ พื้นดินสนามหลวง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยหวังว่าจะนำไปปลูกที่ไร่นาของตัวเอง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เจริญงอกงาม
แต่ต่อให้คำทำนายจะออกมาดี หรือมีเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการปลุกเสกเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ไม่สามารถหลีกหนีความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นจากยุคปัจจุบันที่สภาพภูมิอากาศและฤดูกาลคาดเดาไม่ได้
หากพระโคทายไม่แม่น เมล็ดพันธุ์ปลูกไม่ขึ้น วันพืชมงคลมีไว้เพื่ออะไร?
วันพืชมงคล (Royal Ploughing Ceremony) จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงความสำคัญของการเกษตรและเป็นการให้ความสำคัญต่อเกษตรกรไทย เพราะเกษตรกรรมมีความสำคัญต่อปากท้องและเศรษฐกิจของประเทศ
ทางราชการจึงจัด ‘พิธีแรกนาขวัญ’ เพื่อเป็นสัญญะของการเริ่มฤดูการผลิต โดยแต่เดิมจะมีกษัตริย์เป็นผู้นำในการลงมือไถนาและหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นตัวอย่าง เพื่อเป็นสัญญาณว่าถึงฤดูเพาะปลูกแล้ว และจะมีการเสี่ยงทายผลผลิตประจำปีผ่านพระโค โดยผลคำทำนายจะออกมากลางๆ ค่อนไปทางบวกเสมอ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกร

ขวัญกำลังใจก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรมีแรงทำงานต่อ แต่ภาวะโลกรวนก็ทำให้ชาวไร่ชาวนาท้อ เพราะนอกจากฤดูกาลที่คาดเดาไม่ได้แล้ว ยังมีผลกระทบอื่นๆ อีกด้วย
อุบล อยู่หว้า เกษตรกรจากจังหวัดอุบลราชธานี บอกกับเราว่าหากโลกร้อนขึ้นอีก 2 องศาปัญหาที่เกษตรกรกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ผลผลิตที่เรากินเป็นอาหารหลักจะลดน้อยลงทั้งจากการเพาะปลูกที่ยากขึ้นและโรคแมลงที่ระบาดเพราะโลกรวน ตลอดจนเงื่อนไขทางสังขารของชาวนาที่นับวันมีแต่มากขึ้น หากอากาศร้อนจัดคนเฒ่าคนแก่ก็ไม่สามารถลงนาได้
ไหนจะความผันผวนของฤดูกาลและปริมาณน้ำฝนที่ผันผวนทำให้ผลผลิตจากการเกษตรเกิดความเสียหาย โดยผลสำรวจข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ สังคมครัวเรือนเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2565 คาดการณ์ความเสียหายระหว่างปี พ.ศ. 2554-2588 ว่า ผลกระทบสะสมต่อภาคเกษตรสามารถสร้างความเสียหายรวมเป็นมูลค่ารวมสูง 17,912 ถึง 83,826 ล้านบาทต่อปี ทำให้คนไทย 1 ใน 5 ได้รับผลกระทบที่รุนแรงสวนทางกับรายได้ เพราะคนไทยกว่า 12 ล้านคนประกอบอาชีพในภาคเกษตรกรรม
ในอนาคตอันใกล้นี้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าจำนวนเกษตรกรในอนาคตก็จะน้อยลงจนแทบไม่มี เพราะรายได้จากการเกษตรเพียงลำพังไม่สามารถจุนเจือทั้งครอบครัว เกษตรกรไทยหลายคนจึงวางจอบวางเสียม เลิกทำไร่ทำนา ไปหาอาชีพอื่นทำ
ไม่แน่ว่าอีกสิบปีข้างหน้า พิธีแรกนาขวัญอาจจะเป็นเพียงพิธีตามธรรมเนียมเท่านั้น เพราะอาชีพชาวนาที่เป็นหัวใจของพิธีนี้ เปลี่ยนวิถีเข้าสู่ชีวิตโรงงานเพราะทนแรงเสียดทานด้านสภาพอากาศและรายจ่ายไม่ไหว ภาพผู้คนที่เข้ามารุมเก็บข้าวจากพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญก็อาจจะน้อยลงตามเช่นกัน
วิถีคนเปลี่ยน ผีก็หาย
นอกจากพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พิธีกรรมหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชาวนาคือ การเซ่นไหว้ผีตาแฮก
ผีตาแฮก เป็นผีที่ชาวอีสานเชื่อว่าคอยปกปักรักษานา เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ถึงฤดูกาลทำนา เกษตรกรก็จะทำการเซ่นไหว้ผีตาแฮกเพื่อให้ผลผลิตในนาอุดมสมบูรณ์ ซึ่งที่ตั้งของผีตาแฮกที่ชาวนาจะนำของไปกราบไหว้มักอยู่ริมคันนาผืนใหญ่ที่อยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ หรือจอมปลวกบริเวณคันนา
“ผีตาแฮกเป็นผีดีประจำนา ก่อนจะไปลงนาแต่ละครอบครัวจะไปเลี้ยงของคาวหวานตรงจอมปลวกใหญ่ที่เขาเชื่อว่าผีสิงสถิตอยู่ ไปบอกกล่าวแล้วก็ปักดำข้าวไว้ข้างๆ จอมปลวก 9 ต้น ข้าว 9 ต้นนั้นจะงอกงามมาก”
อุบล อยู่หว้า เป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อเรื่องผีตาแฮก แต่เขามองว่าเรื่องราวของผีตาแฮกกำลังจะหายไป เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตทำให้วิถีชีวิตและความเชื่อของชาวนาเปลี่ยนไป
“ในหมู่บ้านผมมีคนที่ปฏิบัติตามความเชื่อนี้น้อยลงไปมาก เพราะการทำนาเปลี่ยนเป็นลักษณะการจัดการในเชิงการลงทุนมากขึ้น นาดำไม่เหลือเลย การทำนาตอนนี้ก็จะเริ่มจากจัดการโดยมีรถแทรกเตอร์มาไถ มีทีมงานมาหว่าน การทำนาในลักษณะการจัดการตามความเชื่อแบบเดิมแทบไม่เหลือ”

ในอดีต การทำนาจะมีความยึดโยงกับธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชน เพราะจะเริ่มตั้งแต่การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ผลผลิตออกมาดี ต่อด้วยการไถนาด้วยควายที่ชาวนาแต่ละคนเลี้ยงเหมือนลูก ไปยังการดำนาปลูกข้าวที่จะปักต้นกล้าแต่ละต้นลงแปลง และปิดท้ายด้วยประเพณีลงแขกเกี่ยวข้าวที่จะเรียกเอาญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักในละแวกบ้านมาช่วยกับเก็บเกี่ยวผลผลิต สร้างความสุขและความสนิทชิดเชื้อจากกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกัน ซึ่งพอจบงานเจ้าของนาก็จะเตรียมอาหารคาวหวาน เหล้ายาปลาปิ้ง ไว้ตอบแทนสินน้ำใจ
แต่ในปัจจุบัน ลักษณะการทำนาเปลี่ยนไป จากควายก็เปลี่ยนเป็นแทรกเตอร์ แทนที่จะปักต้นกล้าทั้งหมดด้วยตัวเองและครอบครัวก็เปลี่ยนไปเป็นจ้างคนนอกมาหว่านเมล็ดให้ พอถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็ใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็จ้างคนมาเก็บเกี่ยวแทน ภาพความครื้นเครงและความใกล้ชิดของคนในชุมชนจึงค่อยๆ ถดถอยไป และผีตาแฮกก็ถูกลดบทบาทจนกลายเป็นเรื่องเล่าปากต่อปากที่นับวันยิ่งไม่มีคนกล่าวถึง
มองความเชื่อที่เปลี่ยนไปในมุมมองนักมานุษยวิทยา
ทั้งประเพณีจรดแรกนาขวัญและผีตาแฮกล้วนเกิดจากวิถีชีวิตของผู้คน แต่เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป พฤติกรรมและความเชื่อของผู้คนก็จะเปลี่ยนตาม
จักรกริช สังขมณี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ‘มนุษยสมัย (Anthropocene)’ หรือ ‘ยุคสมัยที่กิจกรรมของมนุษย์ทำให้โลกผันผวน’ เป็นตัวการที่ทำให้การดำรงอยู่ของความเชื่อในสิ่งเร้นลับถูกรบกวนและเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะกระทบต่ออัตลักษณ์ของชุมชนที่มีความเชื่อนั้นๆ
“ความผันผวนของโลกจะทำให้อัตลักษณ์ความเป็นชุมชนเปลี่ยนแปลงไป”
อัตลักษณ์ของชุมชน เกิดจากทุนทางสังคมและทุนทางวัฒนธรรม ที่คนในชุมชนร่วมกับสร้าง สั่งสม และสืบทอดต่อกันมา ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทำให้ชุมชนมีแบบแผนเป็นของตัวเอง แต่เมื่อผลกระทบจากโลกรวนทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป แบบแผนที่ยึดถือกันมาไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ทำให้ความสำคัญของสิ่งที่สืบทอดกันมาค่อยๆ ลดลง ซึ่งเรื่องของผีก็เป็น 1 ในนั้น
“เรื่องผีไม่ใช่เป็นแค่เรื่องงมงายหรือเรื่องเล่าสนุก แต่ว่าสำหรับคนหลายๆ คนมันคือทุนทางวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดการเพาะปลูก ทำให้เกิดวิธีการผลิตที่มีการจัดความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ และนำไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน”
ความเชื่อผีตาแฮกหายไป หรือคนให้ความสำคัญกับพิธีจรดแรกนาขวัญน้อยลง จึงกลายเป็นความเปลี่ยนเล็กๆ ที่สั่นคลอนในระดับสังคม
“มันเป็นกลไก (Mechanism) อย่างหนึ่ง เมื่อชุมชนสูญเสียเรื่องเล่าหรือคำอธิบายแบบนี้ไปก็มีความสุ่มเสี่ยงที่ชุมชนจะสั่นคลอน หรือไม่สามารถมีกลไกใหม่ขึ้นมารับรองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนได้”
ท้ายที่สุดแล้ว ประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ และความเชื่อต่อสิ่งที่มองไม่เห็นจะดำรงอยู่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผู้คน ในอนาคตเราอาจจะยังมีประเพณีจรดแรกนาขวัญอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนการตีความไปอ้างอิงกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น พระโคอาจจะไม่ต้องกินข้าวกินเหล้าเพื่อทำนายอีกต่อไป ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบวัฒนธรรมเช่นเดียวกับ ‘การลอยกระทง’ ที่คนไทยเริ่มปรับตัวจากการลอยในแม่น้ำ เป็นการลอยกระทงดิจิตอลแทน
อ้างอิง
- หนังสือผีไทย โดยเอนก นาวิมูล
- บทความ : รายงาน NC4 เผยสถิติ เมื่อโลกร้อนและรวน อากาศแปรปรวนกระทบทุกภาคส่วนของประเทศไทย (UNDP)
- thaipbs
