ยากแต่คุ้มค่าที่สุด : ฝึกเป็น ‘นักรักตัวเอง’ ด้วยศิลปะ Loving Yourself เพื่อสุขภาพจิตที่ดียิ่งขึ้น

รักใครก็รักได้แต่อย่าลืม รักตัวเอง…

ไม่ต้องเป็นระดับนักคณิตศาสตร์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ ทั้ง ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผู้อำนวยการสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) และยิปโซ อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ ต่างก็รู้ว่าการรักตัวเองเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากสุดๆ ไม่แพ้กัน 

ทั้ง 3 คนจึงมายืนอยู่บนเวที Better Mind Better Bangkok 2024 ที่จัดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองในหัวข้อ Loving Yourself: The Art of Self-Care

งาน Better Mind Better Bangkok 2024 (ที่มาภาพ: SATI App)

ก่อนที่จะรักตัวเอง ย่อมมีช่วงเวลาที่ไม่รักตัวเองมาก่อนทั้งนั้น 

ดุจดาวบอกว่าช่วงที่ไม่รักตัวเองมักจะเกิดขึ้นตอนที่พยายามจะรักคนอื่นๆ จนเหมือนลืมไปเลยว่าเราก็รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน การให้คุณค่ากับตัวเองมักจะลดลงเมื่อไปทุ่มเทสิ่งนั้นให้คนอื่น 

“ตอนเด็กๆ เราไม่ให้คุณค่ากับตัวเองค่อนข้างเยอะ เพราะเราอยู่ในดงคนเก่ง เราอยู่ในห้องเรียนที่เอาจอมยุทธ์มารวมกัน แล้วเราดันเป็นคนสุดท้ายที่ได้เข้าไปอยู่ตรงนั้นจากการที่คุณครูแอบมากระซิบบอก แล้วการนั่งอยู่ในดงนั้นทำให้เราประเมินตัวเองเร็ว ประกอบกับที่ครูมาปั๊มตราด้วยว่าเธอเนี่ยแย่ที่สุด

มันทําให้เรารู้สึกแย่มาก”

ขณะที่อาจารย์เติ้น ณัฐสุดา เปรียบเทียบความรู้สึกช่วงเวลาของการรักตัวเอง และไม่รักตัวเองว่าไม่เหมือนกับตอนซื้อรถที่ซื้อแล้วจะมีสิ่งนั้นตลอดเวลา ซึ่งช่วงเวลาที่ไม่รักตัวเองมักจะเริ่มจากสิ่งรอบข้างที่กระตุ้นทำให้เธอเกิดความรู้สึกไม่รักตัวเอง 

“มีคนกําลังมองว่าฉันดีหรือไม่ดี ฉันถูกหรือไม่ถูก จนบางครั้งทำให้เราก็จะรู้สึกว่าเราไม่มีค่าพอ”

และสำหรับยิปโซ ที่ยอมรับว่า ณ ตอนนี้ที่กำลังพูดอยู่บนเวทีก็ยังรู้สึกรักตัวเองไม่มากพอ เพราะภาพใหญ่ของการรักตัวเองคือการให้อภัยตัวเองมากกว่า

“เอางี้ดีกว่าประมาณ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ยิปยังลอยอยู่เลย ฉันรู้สึกว่าโลกนี้มันดี ฉันรักตัวเอง รักตัวเองมากพอซะจนมันไหลออกมา แต่ผ่านไปแค่วันเดียวเท่านั้นแหละกลายมาเป็นอีกคนเดิมแล้ว คนที่มาตั้งคำถามกับตัวเองว่าดีพอหรือยัง

จุดร่วมเดียวกันของช่วงเวลาที่ยิปโซ และอาจารย์เติ้นมีในช่วงเวลาที่ไม่รักตัวเอง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัดสินตัวเองจากสายตาคนอื่นๆ 

“คือเรากลัวว่าคนอื่นจะประเมินตัวเองไม่ดี แต่ว่าหนักที่สุดคือเราประเมินตัวเองผ่านทางลูกตาคนอื่น” ยิปโซพูดต่อว่าประสบการณ์ที่อยู่ในวงการบันเทิง ทำให้มีแนวคิดถึงราคาที่ต้องจ่ายความหมายคือการมีคนรัก ต้องมีคนเกลียด แล้วต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อยๆ ต้องแคร์ยอดไลก์ ยอดแชร์ เหมือนใช้ชีวิตบนลู่วิ่งตลอดเวลา 

เมื่อถูกประเมินไม่ดีก็ไม่รักตัวเอง หรือถูกประเมินดีก็อาจจะไม่รักตัวเอง เพราะว่าอยากจะดีขึ้นไปอีก สิ่งนี้คือกำแพงที่ช่วยเสริมให้ทั้งสามคนรักตัวเองยากมากขึ้น

Picture Perfect ภาพในฝันว่าฉันต้องสมบูรณ์แบบ 

ในฐานะนักจิตวิทยา อาจารย์เติ้นกล่าวว่าต้นน้ำของการรักไม่รักตัวเองอาจจะมาจาก Picture Perfect 

“เราอยู่ในสังคมที่มีภาพของ Picture Perfect ให้ว่าต้องสําเร็จที่สุด ต้องเก่งที่สุด ต้องสวยที่สุด

มันมีบรรทัดฐาน (Norm) ของสังคมที่เซตไว้” 

อาจารย์เติ้นพูดต่อว่าเรื่องเหล่านี้เคยมีงานวิจัยที่กล่าวถึงเช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมเอเชียที่มักจะบอกว่าต้องทำงานหนัก ต้อง Tough กับตัวเองจึงจะสําเร็จ ดังนั้นบางทีแค่ความสําเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทําได้แต่ยังไม่ถึงภาพ Picture Perfect ที่ถูกวาดไว้ เราจะไม่มีความสุขกับสิ่งนั้นเลย สิ่งนี้ทําให้เรารู้สึกรักตัวเองได้ยากเพราะมันยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์แบบที่ถูกวางไว้

ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ที่มาภาพ: SATI App)

ศิลปะแห่งการรักตนเอง

ดุจดาวเสริมว่าถ้าเราจะมารอผลประเมินของตัวเองจากคนอื่น แล้วเมื่อไรเราจะรู้สึกดี สำหรับเธอจากประสบการณ์ที่เคยเจอนั้นมันเหนื่อยมากๆ 

“เราชอบการใช้เสียงในใจบอกตัวเองว่ามีค่าเถอะ แบบเก่งแล้วเนี่ย เก่งแล้ว เก่งจะตาย นี่เจ๋งแล้ว เก่งมาก”

แม้ว่าการกระทำแบบนั้นจะเข้าข่ายการสะกดจิตตัวเอง แต่ดุจดาวกลับคิดว่าเมื่อเราแบบนั้นแล้วมันรู้สึกดี ก็เลยทําไปเรื่อย ๆ

“คือมันเป็นความรู้สึกดีที่ไม่ค่อยได้รับจากจากแรงข้างนอก จากคนข้างนอก แต่พอพูดแล้วใจมันแน่นขึ้น มันอยู่ได้ มันจะหลอกหรือจะไม่หลอก ตอนนั้นดาวว่าไม่สนน่ะค่ะ ก็ชอบความรู้สึกนี้ก็เลยทําแบบนั้นเรื่อยมา”

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือค่านิยมเรื่องสีผิว ที่เธอมองอีกมุมว่าแม้ไม่ได้ตรงกับมาตรฐานสังคม แต่ถ้าสามารถบอกตัวเอง หรือหาเหตุผลได้ว่าสีผิวนี่คือตัวเรา สีที่ได้ครึ่งหนึ่งจากพ่อและแม่มันก็สวยดีเหมือนกัน มันเข้ากับเรานะ ก็จะทำให้เราค่อยๆ มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งมันขึ้นอยู่กับวิธีที่พูดอยู่กับตัวเอง

“เราต้องสู้บ้าง” 

โดยเฉพาะในกรณีที่เจอคำ Negative เยอะๆ ยิปโซกล่าว นอกจากการพูดกับตัวเองยิปโซบอกว่าเธอมีอาวุธของตัวเอง ซึ่งวิธีที่ใช้ได้ดีคือการหาจุดอ่อนของตัวเองให้เจอจริงๆ 

“ตอนทำงานวงการบันเทิง เราอยู่คนละด้านกับสิ่งที่สังคมต้องการเลย เขาอยากได้คนขาวเราไม่ขาว เขาอยากได้คนตัวเล็ก เราตัวสูง ซึ่งแต่ก่อนเรามองว่านี้คือจุดอ่อน แต่พอตอนนี้เราเจอแล้วว่าจุดอ่อนของจริงของเราไม่ใช่ผิวที่คล้ำเกินไป ไม่ใช่ร่างกายที่อ้วนเกินไป ไม่ใช่การที่ยังเก่งไม่พอ แต่จุดอ่อนมาจากการที่ให้อํานาจกับความคิดเห็นของคนอื่นมากเกินไป อันนั้นคือ Boss ซึ่งเป็นด่านที่ขัดขวางเราไม่ให้เรารักตัวเอง หรือไม่ให้เรายอมรับตัวเอง”

นิยามการรักตัวเองของยิปโซไม่ใช่ลักษณะของการตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกอาบในแสงแห่งรักของตัวเองตลอดเวลา

“บางทีรักตัวเอง มันแค่เฮ้ย ฉันโอเคกับตัวเอง ฉันโอเคกับการออกนอกบ้านไป แล้วไม่แต่งหน้าวันนี้ ฉันโอเคกับการที่มีสิว ฉันโอเคกับการที่ฉันหัวยุ่ง เล็บฉันมีหนังยื่นออกมาอันหนึ่งแล้วก็ ทำไม ฉันโอเค รักตัวเองอะ โอเคกับตัวเองพอแล้ว”

(ซ้าย) ดุจดาว วัฒนปกรณ์ ผู้ก่อตั้ง Empathy Sauce, (ขวา) ยิปโซ-อริย์กันตา มหาพฤกษ์พงศ์ (ที่มาภาพ: SATI App)

ยิปโซเพิ่มเติมอีกว่าในโลกโซเชียลการรักตัวเองคือการเติมแสงออร่าต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วความรู้สึกมีออร่าอาจไม่จำเป็น

“ไม่ต้องหาออร่า หาความสบายใจในตัวเองพอ อย่าไปเกลียดสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา อย่าไปเกลียดความรู้สึกที่เราเปรียบเทียบกับตัวเองกับคนอื่นอยู่เลย เรายังแคร์ความคิดเห็นคนอื่นอยู่เลย ถ้าเกิดเรายังคงไปเกลียดความรู้สึกนี้ที่สุดท้ายแล้วยังมีในตัวเรา เราก็ยังไม่ยอมรับตัวเองอยู่ดี” 

ต่อเนื่องกัน สิ่งที่อาจารย์เติ้นทำ คือการไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกล่อง Picture Perfect เพราะถ้าอยู่ในวังวนนั้นอย่างการคิดว่าถ้าฉันเป็นอย่างนั้นคนจะรักฉัน แล้วฉันจะมีความสุข แต่ในความเป็นจริง การที่เราพยายามจะเอาตัวเราบิดไปอยู่ในกล่องนั้นเรามีความสุขหรือเปล่า ลองตั้งถามกับตัวเองดูก่อน

 “ฉันอยากรู้สึกว่าฉันมีค่า ซึ่งคนแต่ละคนมีค่าแตกต่างกัน มีภาพความสมบูรณ์แบบที่ไม่เหมือนกัน แต่ละสิ่งมีค่าของตัวเอง ดังนั้น หาคุณค่าของเราให้เจอ มันคือ Secret Weapon ของจริงที่เราจะสามารถรักตัวเองได้ แล้วเราก็จะช่วยส่งเสียงให้รู้ว่าเราอาจจะแตกต่างได้แต่เรามีค่าและมีความสุขในชีวิตแบบของเราได้”

วันที่ 10 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันสุขภาพจิตโลก (World Mental Health Day) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ปี 2567 ที่อาจมีปัจจัยมากมายเข้ามากระทบกระเทือนจิตใจ จะดีกว่าไหมถ้าทุกคนกลับมารักตัวเองและสามารถเปิดใจแชร์เรื่องราวปัญหาที่เผชิญอยู่ได้อย่างไม่ต้องกลัวถูกตัดสิน

ที่มาภาพ Sati App