“คุณไม่สามารถสู้กับน้ำได้หรอก สุดท้ายสายน้ำจะเอาทุกอย่างกลับคืนไป” โลกี (Lokhi) หญิงในชุดส่าหรี กล่าวกับสามีของเธอ หลังจากบ้านครึ่งหนึ่งของครอบครัวปลิวหายไปกับพายุไซโคลน ‘ริมาล (REMAL)’ ที่พัดขึ้นฝั่งอ่าวเบงกอล
โลกี ตัดสินใจไปหางานทำที่ธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ เพราะพายุที่ซัดขึ้นฝั่งบังกลาเทศตอนใต้ที่เธออยู่มักจะไม่ได้จบแค่พายุลูกเดียว แต่ตามมาด้วยน้ำท่วมมิดถึงคอ ผืนดินกลายเป็นผืนน้ำ บ้านของเธอต้องย้ายที่ตั้งไปเรื่อยๆ เพราะไร้ผืนดินจากน้ำกัดเซาะชายฝั่งที่มากขึ้น และสุดท้ายคือสามีของโลกีไม่มีอาชีพที่พอจุนเจือครอบครัว และส่งเสียลูกสาวที่อยู่ในวัยกำลังเรียนได้

“ลูกไม่ต้องห่วง แม่จะส่งเงินมาให้” โลกีบอกกับลูกของเธอก่อนขึ้นรถไฟที่แน่นขนัดด้วยผู้คนที่มุ่งหน้าหวังไปหางานทำในเมืองหลวงเช่นเดียวกัน
“ห้องเธออยู่ส่วนนี้นะ ห้องนี้อยู่กันหลายครอบครัว เวลาใช้ครัว และห้องน้ำเราจะมีคิวเข้าว่าใครจะใช้บ้าง” โลกีมาอาศัยอพาร์ตเมนต์ร่วมกับน้องสาว และอีกหลายๆ ครอบครัว ในพื้นที่สลัมแห่งหนึ่งในธากา และรับงานเป็นช่างเย็บในโรงงานเสื้อผ้า และสุดท้ายเธอก็ไปรับงานแบกอิฐที่ทั้งหนัก และเสี่ยงมลพิษเพิ่มอีกหนึ่งงาน เพื่อรายได้ทั้งตัวเองและเพื่อครอบครัวในชนบท
สภาพแวดล้อมที่โลกีมาอยู่เต็มไปด้วยความแออัด ขยะที่เหม็นคลุ้ง แม่น้ำสีดำที่เต็มไปด้วยเศษซากขยะที่ไหลมาพร้อมกับสายน้ำ

ธากา คือหนึ่งในเมืองที่มีประชากรและมลพิษมากที่สุดในโลก แต่เพราะระดับน้ําทะเลที่สูงขึ้น พายุไซโคลน น้ําที่ดื่มไม่ได้ และการกัดเซาะได้บังคับให้หลายครอบครัวต้องออกจากพื้นที่ชนบท ซึ่งในทุกๆ วันจะมีผู้คนเดินทางมาที่เมืองหลวงแห่งนี้ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน
ขณะเดียวกัน ชากีลา (Shakila Islam) ผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้แต่งบทกวีถึงปัญหาโลกเดือดที่บังกลาเทศกำลังเผชิญ
“บังกลาเทศกำลังจะมีการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ทุกคนควรหันมาใส่ใจได้แล้ว” ชากีลาส่งเสียงออกไปตามสายวิทยุ
สิ่งที่ชากีลาบอกคือการคาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2050 บังกลาเทศจะมีประชากรราว 220 ล้านคน และพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะถูกน้ำท่วมถาวร สถานการณ์นี้อาจทำให้ประชาชน 10-30 ล้านคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งตอนใต้ของประเทศต้องอพยพออกจากถิ่นฐาน กลายเป็น “ผู้ต้องโยกย้ายถิ่นอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (climate migration) ซึ่งทั่วโลกคาดว่าจะมีจำนวนมากถึง 250 ล้านคนภายในกลางศตวรรษนี้

ชากีลาเริ่มรวมตัวกับนักรณรงค์สิ่งแวดล้อม และเดินขบวนใจกลางเมืองเพื่อตั้งคำถามว่าเมืองธากาจะรับมือกับการหลั่งไหลของผู้คนจำนวนมหาศาลได้นานแค่ไหน คนเหล่านี้จะไปที่ใดได้อีกเมื่อเมืองต่างๆ ล้วนกำลังล่มสลาย ทั้งหมดนี้ถูกสะท้อนผ่านสารคดี Black Water โดยผู้กำกับชาวสเปน นาโช ลูเซ (Natxo Leuza) ที่ได้เข้าชิงรางวัล Human Rights Award ที่เทศกาล CPH:DOX
“ฉันค้นพบว่า 17% ของชายฝั่งทางใต้ของประเทศ พื้นที่ป่าชายเลน หรือที่รู้จักกันในชื่อปอดของบังกลาเทศ จะจมอยู่ใต้น้ําจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ลูเซ กล่าว
ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกจะร้อนขึ้น ชื้นขึ้น และอันตรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดไม่ได้ถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกันในบังกลาเทศ ลูเซจึงตามติดโลกีและครอบครัวของเธอซึ่งอาศัยอยู่บนชายฝั่งทางใต้ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ําท่วม ต้องออกจากบ้านและอพยพไปยังธากา หนึ่งในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านและมีมลพิษมากที่สุดในโลก เพื่อสะท้อนการระเบิดเวลา

ชีวิตโลกีอยู่ในวังวนของความยากจน ความเปราะบางทางสังคม และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม และผู้คนยังคงเดินหน้าเข้าเมืองธากาแบบไม่หยุดยั้ง สิ่งที่ลูเซต้องการคือการส่งต่อคำถามว่าในอนาคตเราจะปล่อยให้มีชีวิตแบบโลกีแบบนี้อีกหรือไม่ แล้วใครจะรับผิดชอบชีวิตผู้คนในบังกลาเทศ ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก
สามารถดู Black Water ได้ที่ documentary club
