ในตอนนี้ที่กระแสอุตสาหกรรมบันเทิงไทยกำลังเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ฝั่งการแสดงก็มี BL และ GL เป็นหัวเรือออกไปตีตลาดต่างประเทศ ฝั่งดนตรีก็มี T-POP ที่กำลังเติบโตขึ้น ชวนให้นึกถึงยุคที่ใครๆ ก็ฟังกามิกาเซ่ ซึ่งเพลงหนึ่งที่ขึ้นมาในหัวของเราทันทีคือเพลง ‘รักฉันเรียกว่าเธอ’
ความรักหน้าตาประมาณไหน
ความรักจะใจดีแบบเธอไหม
เก็บซ่อนความรักไม่ใกล้ไม่ไกล
หน้าอกข้างซ้ายตรงใจของเธอ
พอนึกถึงหน้าตาความรักตามเนื้อเพลง ก็นึกขึ้นได้ว่า หลายคนรู้สึกสนใจ ชอบ และรักจากการมองเห็นภาพลักษณ์ภายนอก แบบที่บางคนชอบถามกันว่า มีสเปคแบบไหน ชอบหนุ่มตี๋ ไทบ้าน หรือหมวยอินเตอร์
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกชอบพอใครสักคนที่หน้าตา และ เกรซ – ชิษณุชา กระชอนสุข คือ 1 ในนั้น

“สวัสดีค่ะ เกรซ ชิษณุชา กระชอนสุข อายุ 28 ปี เป็น LGBTQ ตัว T – Transgender Woman ค่ะ”
เราเจอเกรซครั้งแรกในวงเสวนา ‘ใจที่เราเป็นได้’ กิจกรรมวงเล่าใจในแคมเปญ Mindmonth ที่ชวนคนในคอมมูนิตี้ LGBTQ+ มานั่งเล่าเรื่องของตัวเองให้ต่างฝ่ายฟัง ซึ่งบางเรื่องก็ทำให้พยักหน้าโดยไม่รู้ตัวเพราะมีประสบการณ์ร่วม บางเรื่องก็ชวนขมวดคิ้วกับเรื่องแย่ๆ ที่เขาเจอ และบางเรื่องก็ทำให้ยิ้มออกมา
อย่างเรื่องของเกรซที่ทำให้เพื่อนร่วมทางกลับบ้านจากวงเสวนาพูดกับเราว่า “ดีนะที่ได้ฟังเรื่องของเขา มันทำให้บรรยากาศไม่ดิ่ง”
เพราะเรื่องที่เกรซเล่า บางเรื่องเป็นเรื่องแย่ๆ ที่เธอเจอในฐานะคนตาบอดโดยกำเนิดที่เป็นทรานส์ แต่เกรซกลับสามารถเล่าออกมาได้แบบ ‘ตัวแม่จะแคร์เพื่อ’
เราเลยชวนเกรซมาคุยกันอีกครั้ง ในเรื่องของตัวเธอเอง ทั้งในประเด็นการข้ามเพศ ความสวย ความรัก และเรื่องอื่นๆ โดยไม่ต้องแบ่งแอร์ไทม์ให้คนอื่น
เส้นทางของตัวแม่
“เรารู้สึกว่าอยากเป็นเด็กผู้หญิงตั้งแต่ประมาณ 5 – 6 ขวบแล้วค่ะ ตั้งแต่เข้าโรงเรียน เพราะว่าเรามีคุณครูพาแต่งหญิง แต่งหน้า พี่สาวก็จับแต่งหน้าแล้วก็พาไปเดินนู่นเดินนี่ เราก็ไม่อายที่จะทำมัน ก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงตั้งแต่ตอนนั้น”
เกรซเล่าว่าตัวเองรู้สึกว่าอยากเป็นผู้หญิงตั้งแต่ช่วง 5 ขวบ อยากใส่ชุดเดรส แต่เพิ่งมาเรียกตัวเองว่าทรานส์ตอนอายุ 14 ปี เพราะเป็นวัยที่เธอเริ่มกระบวนการข้ามเพศด้วยการรับประทานยาคุมกำเนิด หรือที่เรียกว่า ‘เทคยาคุม’
ซึ่งการเริ่มเทคยาคุมของเกรซไม่ได้ผ่านการปรึกษากับที่บ้าน แต่เป็นการปรึกษาแกมร้องขอให้ครูที่โรงเรียนไปซื้อให้
“เราบอกเขาว่า เกรซอยากมีหน้าอก อยากเป็นผู้หญิง ไปซื้อยาคุมให้หนูหน่อยค่ะ ครูเขาก็บอกเราว่า กินยี่ห้อนี้สิดีนะ กินแล้วไม่อ้วน พอโตขึ้นก็มีรุ่นพี่แนะนำให้กินตัวที่แพงขึ้น ดีขึ้น สุดท้ายตัวที่ 3 ตัวที่ 4 ที่เรากินก็ทำให้เราอ้วนจนถึงทุกวันนี้ (หัวเราะ)”
แต่การเทคยาคุมเพื่อข้ามเพศเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เพราะตามกระบวนการทางการแพทย์แล้ว จะต้องมีการปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อให้แพทย์ให้ฮอร์โมนที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
การเทคฮอร์โมนเป็นกระบวนการให้ฮอร์โมนเพศที่ตรงข้ามกับเพศกำเนิดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยฮอร์โมนใหม่จะเข้าไปกดฮอร์โมนเพศเดิม ทำให้ร่างกายแสดงลักษณะทางเพศตามฮอร์โมนใหม่มากขึ้น

พอโตมากขึ้น มีความรู้มากขึ้น เกรซจึงเลิกเทคยาคุมและไปปรึกษาแพทย์เพื่อเทคฮอร์โมนที่ถูกต้อง โดยต้องผ่านการเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าฮอร์โมน แพทย์จึงจะสามารถแนะนำได้ว่าต้องกินอะไร เทคอะไร ซึ่งการเทคฮอร์โมนอย่างถูกต้องเป็นขั้นตอนแรกที่เกรซเตรียมตัวสำหรับการผ่าตัดยืนยันอัตลักษณ์ (Gender Affirmation Surgery) หรือที่เราเรียกกันว่า ‘ผ่าตัดแปลงเพศ’
“เราเริ่มเล่นอินเทอร์เน็ตตั้งแต่ 9-10 ขวบ เราเสิร์ชหา ‘เปลี่ยนผู้ชายเป็นผู้หญิง’ อะไรแบบนี้ แล้วมันก็ขึ้นข้อมูลมา เราก็ อุ๊ย ฉันอยากทำ มีความหวังที่จะได้ทำค่ะ แต่เพราะฐานะทางบ้านปานกลาง ไม่ได้มีเงินก้อน 2-3 แสนเพื่อแปลงเพศ เราก็ได้แต่คิดมาตลอด”
เกรซเก็บความรู้สึกอยากแปลงเพศมาตั้งแต่ยังไม่เข้ารั้วโรงเรียนมัธยมจนเรียนจบได้ 2 ปี โอกาสนั้นก็มาถึงเธอเมื่อแม่ถามว่าอยากได้อะไรเป็นของขวัญ
“อยู่ดีๆ แม่มาถามว่าอยากได้ของขวัญอะไร แม่ยังไม่เคยให้เลย เราเลยบอกว่า หนูอยากแปลงเพศค่ะ แม่เขาเลยถามว่าเท่าไหร่ เดี๋ยวแม่ให้”
ถึงจะพร้อมด้านการเงิน แต่การผ่าตัดไม่สามารถทำได้โดยทันทีเหมือนเวลาอยากทำจมูก หรือทำตาสองชั้น เกรซจะต้องผ่านการตรวจร่างกายและการปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางหลายคน ทั้งหมอศัลยกรรม หมอลำไส้ และจิตแพทย์
“เราคุยกับจิตแพทย์ 2 คน เขาจะสอบถามตั้งแต่วัยเด็กเลยว่า รู้สึกเป็นผู้หญิงตั้งแต่เมื่อไหร่ อยากทำจริงๆ เหรอ ถ้าแปลงเพศจะเสียดายไหม เราก็ต้องตอบตามความจริงเพื่อให้เขาประเมินเราถูก”
จากประสบการณ์ เกรซบอกว่าจิตแพทย์ใจดี พอผ่านการประเมินก็ส่งเกรซเข้าสู่การเจาะเลือด ตรวจร่างกาย ต่างจากหมอคนอื่นที่พอเห็นเกรซเป็นตาบอดก็แกล้งพูดว่าจะไม่ผ่าตัดให้ถ้าเกรซไม่มีคนดูแลหลังแปลงเพศ
“เราให้พี่คนนึงมารับเรา หมอก็สอนการแยงโม สอนการสวนล้าง สอนการดูแลแผลให้พี่เขา พี่เขาจำไม่ได้หรอก แต่เราจำได้ เราดูแลตัวเองหมดเลย พี่เขาทำแค่ซื้อข้าวมาให้กินกับทำความสะอาดห้องให้ พอแผลหายเราก็ไปบอกหมอว่า เราดูแลตัวเองนะ หมอก็หาว่าเราขิง เราเลยถามว่า ไม่ขอโทษหนูสักคำเหรอคะ”
เกรซผ่าตัดยืนยันอัตลักษณ์เมื่อเดือนเมษายน ปี 2568 ซึ่งเกรซเล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกหมอแนะนำให้สวนล้างและ ‘แยงโม’ เพื่อขยายช่องคลอดที่สร้างขึ้นวันละ 2 ครั้ง แต่พอ 6 เดือนขึ้นไปก็ลดการแยงโมเป็นวันเว้นวันแทน
ซึ่งการแยงโม (Vaginal Dilation) สำคัญมากสำหรับผู้หญิงข้ามเพศที่ทำการผ่าตัดแล้ว เพราะหากไม่ดูแลตัวเอง ไม่มีวินัยในการแยงโม ช่องคลอดที่ทำมาก็จะตีบและตัน
ความส๊วยยยย (เสียงแบบเพชรชี่)
แต่ละยุคมีนิยาม มีมาตรฐานความสวย (Beauty Standard) ที่ต่างกันออกไป ถ้าเป็นยุคนี้ก็อาจจะเป็นผิวขาว หน้าเล็ก แต่งหน้าแบบโต่วอิน แบบที่ทำให้เกิดเทรนด์พอกผิว ฉีดหน้า และเขียนดอลลี่อายชัดๆ
ทว่า ความสวยเป็นเรื่องปัจเจก เทรนด์มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อย่างน้อยในตอนนี้เราก็เห็นการแต่งหน้า ‘ปรุงจืด’ มาแทนที่โต่วอินได้ชั่วคราวแล้ว เรียกได้ว่าเทสต์ใครเทสต์มัน
ซึ่งสำหรับเกรซ เกรซก็มีนิยามความสวยเป็นของตัวเองเช่นกัน
“หน้าตาที่เราเป็นเราโดยที่ไม่เดือดร้อนใครคือความสวยของเกรซ เราสวยในแบบของเรา มันต้องมีคนที่ชอบและไม่ชอบนั่นแหละ แต่ถ้าองค์รวมเราไม่เดือดร้อนใคร จะผิวขาว ผิวแทน มีดั้ง ไม่มีดั้ง ช่างมันเถอะ ขอแค่มั่นใจในตัวเองก็พอค่ะ”
เกรซในวันนี้ที่มาเจอเราจึงมาพร้อมหน้าสดด้วยความมั่นใจ แต่เธอก็ขอให้เราช่วยแต่งหน้าด้วยครีมบลัชสีแดง สีเดียวกับเดรสที่เกรซสวมมาในวันนี้ จะได้ขึ้นกล้อง

“เกรซชอบแดง ชมพู ฟ้า ม่วง เวลาเลือกเสื้อผ้าจะเลือกสีนี้ เสื้อบางตัวมีคำอธิบาย บางตัวไม่มี มีแต่รูป เราก็ให้ AI ไม่ก็เพื่อนช่วยดูให้ว่าเหมาะกับฉันหรือเปล่า แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้วขี้เกียจส่งให้เพื่อนดู ก็จะต้องเสี่ยงดวงเอาหน่อย”
ส่วนเหตุผลที่เกรซชอบสีแดง เธอบอกว่า สีแดงเป็นสีที่สดใสมีพลัง ส่วนเรื่องที่ชอบใส่เดรสเป็นเพราะว่ายังไม่มีสกิลแต่งตัว เดรสเป็นทางเลือกที่เซฟที่สุด
“ความฝันของเกรซคือ อยากเปิดคลินิกความงามเป็นของตัวเองค่ะ”
เกรซเล่าว่า เธอสนใจเรื่องความสวยความงามมาโดยตลอด ตอนเด็กๆ ที่แต่งเชียร์ลีดเดอร์สวยๆ เธอก็แต่งแต่ไม่เต้น เน้นเดินอวดความสวยมากกว่า ส่วนงานอดิเรกที่ชอบก็เป็นการศึกษาเรื่องสกินแคร์ วิตามิน อาหารเสริม ฟังเพลง และดู (ฟัง) นางงาม
“เราชอบตอนเขาแนะนำตัว ตอนตอบคำถาม ตอนแสดงทัศนคติ จริงๆ ก็ชอบทุกเวทีนะคะ แต่ชอบเมื่อก่อนมากกว่า เพราะเมื่อก่อนจะบอกส่วนสูง น้ำหนัก สัดส่วน”
การประกวดนางงามสมัยก่อน มักจะมีการบอกสัดส่วนของตัวเองบนเวที ซึ่งทำให้เกรซพยายามนึกภาพตามได้ ถ้านึกไม่ออกจะจินตนาการโดยนึกไปถึงสัดส่วนของตัวเอง
ซึ่งนางงามที่เกรซชอบที่สุดคือ ไข่มุก ชุติมา ดุรงค์เดช เจ้าของวลี “มุกว่ามันไม่แฟร์”
“เขาเป็นนางงามที่เปิดประตูแห่งความมั่นใจ อะไรที่มันไม่แฟร์ เขาก็จะพูดว่ามันไม่แฟร์”
ความรักของเกรซ
เกรซนิยามตัวเองว่าเป็นทรานส์ที่ดึงดูดกับเพศชาย โดยมีสเปคเป็นผู้ชายที่ตัวสูง เสียงหล่อ เสียงน่ารัก พาเกรซไปออกกำลังกายได้ และถึงเกรซจะมองว่าตัวเองสวยหวานสไตล์ผู้ชายอินเดียชอบ แต่เกรซชอบหนุ่มไทย ไม่ก็ฝรั่งไปเลย
ทว่า พอย้อนกลับไปสมัยเด็กๆ เกรซมี Puppy Love เป็นเพื่อนผู้หญิงสมัยอนุบาล ก่อนจะเริ่มกุ๊กกิ๊กกับรุ่นพี่ผู้ชายสมัยมัธยม ส่วนแฟนคนล่าสุดที่คบหากันอย่างจริงจังก่อนจะเพิ่งเลิกรากันไปเป็นผู้ชาย โดยเหตุผลที่เลิกเป็นเพราะมีทัศนคติที่ไม่ตรงกัน
“คนที่เพิ่งเลิกกัน ครอบครัวเขาดีนะ แต่ทัศนคติของเกรซกับเขาไม่ตรงกัน เราคุยกันแล้ว แต่ว่าเกรซเป็นคนที่ถ้ารู้ว่ารักนี้มันไม่สามารถไปต่อได้ ก็จบ”
อย่างที่ผ่านมา ก็มีหลายเรื่องที่ไม่ตรงกันแต่ไม่เป็นปัญหาใหญ่ อย่างเกรซฟังกามิกาเซ่ แฟนฟังเพื่อชีวิต แค่ใส่หูฟังก็จบ หรือเกรซกินเผ็ด แฟนไม่กินเผ็ด ก็แยกกันสั่ง เรื่องเหล่านี้คือเรื่องที่ปรับกันได้โดยไม่ต้องเสียความเป็นตัวเอง
“เราไม่ควรปรับตัวเข้าหากันจนเสียความเป็นตัวเอง ปล่อยทั้งเขาทั้งเราไปใช้ชีวิตของตัวเองเถอะค่ะ” เกรซเสริม
สำหรับเรื่องรักครั้งต่อไปเกรซก็มีคิดอยู่บ้าง แต่ก็มองว่า หากจะมีก็ขอแบบมีแล้วมีความสุขกว่าอยู่คนเดียว ถ้ามีแล้วสุขไม่เท่า ไม่ต้องมีก็ได้ ส่วนเรื่องมีครอบครัวมีลูกที่มีอนาคตอันไกล เกรซบอกว่า เธออยากมี แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กที่เกิดจากเธอก็ได้
“ก็อยากมีลูก แต่ถ้าครอบครัวแฟนมีพี่สาวที่มีลูก มีน้องสาวที่มีลูก หรือไม่กำลังจะมีลูกอะไร เราก็สามารถเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเขาได้ ไม่ต้องไปหาวิธีที่จะมีเองหรอก คือการเลี้ยงเด็กมันไม่จำเป็นต้องออกมาจากเรา เลี้ยงได้หมดแหละ ถ้าเรารักเด็ก ถ้าเด็กรักเรา”
เปิดกว้างแต่ไม่เปิดใจ
ประเทศไทยมีสมรสเท่าเทียม มีขบวนไพรด์พาเหรดในเดือนแห่งความหลากหลาย ถูกมองว่าเป็นมิตรต่อ LGBTQ+ แต่สำหรับคนในคอมมู โดยเฉพาะตัวอักษร T อย่างเกรซที่อยากเปลี่ยนคำนำหน้านามเป็น ‘นางสาว’ เกรซมองว่า ประเทศไทยเปิดกว้างแต่ไม่ค่อยเปิดใจ
“เดือนไพรด์มันก็ดีแหละ แต่เราอยากให้ทุกวันเป็นวันของทุกคน ไม่ใช่ให้ความสำคัญแค่เดือนนี้ แต่เดือนหน้าหาย อยากให้ทรีตทุกคนเท่ากัน ไม่ตัดสินไปก่อนว่าคนนี้เป็นกะเทยต้องสร้างความเดือดร้อน เป็นทอมต้องดุร้าย ไม่อยากให้ตัดสินคนจากเพศ”
ในตอนนี้พรรคการเมืองบางส่วนและภาคประชาชนกำลังผลักดันพ.ร.บ.คำนำหน้านาม เพื่อให้คนไทยสามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามได้ตรงตามอัตลักษณ์ ทว่าเสียงคัดค้านในสังคมก็ยังมีอยู่มาก บ้างก็มองว่าเพศหลากหลายเรียกร้องมากไป บ้างก็มองว่าเป็นภาระบุคลากรทางการแพทย์
ซึ่งในมุมของเกรซ การเปลี่ยนคำนำหน้านามสำคัญมากกว่าเป็นแค่ความอยาก
“เราอยากให้นางสาวอยู่บนหน้าบัตร จะมีสัญลักษณ์อะไรเพิ่มก็ได้ให้หมอรู้เวลารักษา เราไม่ได้อยากเป็นนะ แต่ชีวิตเราเป็นแบบนี้ไปแล้ว อย่างเราแปลงเพศแล้ว พอมีคำว่านายบนหน้าบัตรมันไม่ค่อยสะดวก เวลาเดินทางเขามี Lady Zone ก็จริงแต่เรานั่งไม่ได้”
เกรซเล่าว่า ตอนที่ต้องไปนั่งที่อื่นที่ไม่ใช่เลดี้โซนทำให้เกรซรู้สึกไม่ปลอดภัย เนื่องจากจะมีคนอื่นมานั่งข้างๆ และมีครั้งหนึ่งที่เกรซถูกผู้ชายลูบขาตอนที่เธอเคลิ้มหลับ ซึ่งถ้าคำนำหน้านามตรงกับเพศสภาพ เกรซก็จะไม่ต้องเจอประสบการณ์แบบนี้

นอกจากประเด็นคำนำหน้านามที่ยังต้องผลักดัน ล่าสุด เกิดเสียงคัดค้านมากมายเมื่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) บรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ 8 รายการเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทองสำหรับบุคคลข้ามเพศและผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยมีจำนวนไม่น้อยที่มองว่าสิ้นเปลืองเพราะการข้ามเพศ ‘ไม่ใช่อาการป่วย’
ซึ่งเกรซสวนขึ้นมาทันทีว่า “แล้วคุณรู้ได้ไงว่าเขาไม่ป่วย”
“ฮอร์โมนมันสำคัญนะ ถ้าเราไม่กินฮอร์โมนเพศหญิง กระดูกเราพรุนนะ คุณไม่ได้ศึกษากันไง แล้วฮอร์โมนที่ให้มันก็แบบเดียวกับที่ให้ผู้หญิงนั่นแหละ แค่เพิ่มให้ทรานส์เท่านั้นเอง มันเป็นสิทธิที่ทุกคนควรได้รับ อย่างเราเราซื้อเองไวกว่า แต่มันก็มีคนที่เข้าไม่ถึง มีปัญหาเรื่องเงิน ก็ให้เขาเถอะค่ะ เขามีเยอะนะ แค่เขาไม่ได้แสดงตัว”
เกรซเสริมว่า ต่อให้ไม่ใช่ป่วยกาย แต่ทรานส์คนนั้นอาจจะป่วยใจก็ได้หากไม่ได้รับฮอร์โมน ถ้าเขาได้รับ แล้วรู้สึกพึงพอใจกับตัวเอง เขาก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น และอาจจะลุกขึ้นไปทำอะไรเพื่อสังคมมากกว่านี้ก็ได้ เหมือนกับเกรซที่ในตอนนี้คอยให้คำปรึกษารุ่นน้องทรานส์ที่รู้จักเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงามและกระบวนการข้ามเพศ
ใครๆ ก็เคยเจอเรื่องไม่ดี (ที่มุกว่ามันไม่แฟร์)
ระหว่างฟังเรื่องเล่าของเกรซ เรารู้สึกว่าเกรซมีคนดีๆ รอบตัวเยอะ ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่สนับสนุนการข้ามเพศ แถมเคยซื้อวิกมาให้เกรซใส่ ครูที่ซื้อยาคุมมาให้กิน พี่ที่รู้จักที่มาดูแลห้องให้หลังผ่าตัด แต่เกรซก็เคยเจอคนใจร้ายเหมือนกัน โดยเฉพาะคนใจร้ายในการเดินทาง
“ในกรุงเทพการเดินทางมันง่าย มีแอป แต่ตอนอยู่โคราชมันต้องขึ้นวิน ขึ้นสองแถว บางคนไม่โบกให้เรา บางคนก็ไม่บอกเราว่าถึงไหนเพราะกลัวว่าจะต้องเดินไปส่งเรา บางคนก็หลอกเรา”
เกรซเล่าว่าวันนั้นเธอจะต้องไปมหาวิทยาลัย พอเธอถามคนบนรถว่าถึงไหนแล้ว ถึงหรือยัง คนบนรถก็บอกถึงแล้ว ลงได้เลย พอเกรซก้าวลงเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะตามหลัง พอใช้ไม้เท้าเขี่ยทางก็รู้แล้วว่าไม่ใช่จุดหมาย แต่สุดท้ายเกรซก็ไปถึงมหาวิทยาลัยของตัวเองได้
ไม่ใช่เจ้าชายขี่ม้าขาว แต่เป็นหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซต์ผ่านมา
“เราเดินไปสักพักก็มีผู้ชายขับมอ’ไซค์เขาก็ถามว่าไปไหน เราบอกไปราชภัฏโคราชค่ะ เขาก็บอกขึ้นมาเลยครับ เขาไปส่งเรา คือเราเชื่อในการทำสิ่งที่ดีนะ เราทำดีเลยมีคนมาช่วยตลอด”
แต่เรื่องบางเรื่องก็ยังไม่มีคนเข้ามาช่วยหรือเข้ามาแก้ไข เพราะเป็นอคติของคนในสังคมอย่างเรื่องการทำงาน เพราะเกรซมีอีกความฝันหนึ่งเป็นการทำงานในโรงเรียนคนตาบอด โดยเกรซอธิบายว่า สังคมคนตาบอดเขากลัวว่าหากมีผู้หญิงข้ามเพศ หรือเป็นกะเทยแต่งหญิงไปทำงานเป็นครู จะดูไม่ดีในสายตาคนนอก เลยเลือกที่จะไม่รับเกรซเข้าทำงาน

“งานที่เราอยากทำที่สุด คือ ที่โรงเรียนคนตาบอด เราอยากไปตอบแทนโรงเรียน อยากไปช่วยน้อง ตอนโทรไปเขาบอกไปได้เลย แต่พอไปจริงๆ บอกว่าเต็มแล้ว คนเยอะแล้ว แต่ของคนอื่นเขาไม่บอกแบบนี้นะ เราได้คำตอบไม่เหมือนคนอื่น”
แม้จะเคยเจอเรื่องไม่ดี เรื่องไม่แฟร์ แต่เกรซยังอยากให้คนที่กำลังค้นหาตัวตน ค้นตัวเองให้เจอ และสำหรับใครที่เจอตัวเองแล้ว เกรซไม่อยากให้เก็บเป็นความลับ อยากให้ทุกคนกล้าที่จะบอกความเป็นตัวเองออกมา
“อย่าปล่อยให้ความเป็นตัวเองเป็นความลับ บางทีเรารอ 5 ปี 10 ปี แต่ระยะเวลาที่รอคอยมันเป็นเวลาที่มีค่า ถ้ารอบอกทีหลังแล้วเขารับไม่ได้ เราก็จะเสียใจมากเพราะเรารอมาตั้งนาน แต่ถ้าบอกตั้งแต่แรก อย่างน้อยรอบข้างที่ไม่เข้าใจ เขาจะได้มีเวลาในการปรับเข้าหาเรา”
“คนรอบข้างก็ยอมรับเขาไปเถอะค่ะ เขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อน ไม่ได้ทำร้ายใคร สุดท้ายเขาก็เป็นคนเหมือนกับคุณ”
