Blue Giant เป่าฝันให้เต็มฟ้า

BLUE GIANT : “วันนี้ฉันมาเพื่อดูพัฒนาการของเธอเลยนะ” เมื่อเราพยายามแล้วใครสักคนมองเห็น มือกลองฝึกหัดอย่างทามาดะ ชุนจิ ก็มีกำลังใจฝึกจนเล่นโซโลได้

“วันนี้ฉันมาเพื่อดูพัฒนาการของเธอเลยนะ”

หลังสิ้นสุดการแสดงดนตรีสดของวงแจ๊ส (JASS) ชายสูงวัยคนหนึ่งและหนึ่งเดียว เดินมาพูดพร้อมรอยยิ้มกับ ทามาดะ ชุนจิ (Tamada Shunji) มือกลองฝึกหัดประจำวงในฐานะผู้ชม ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังยืนล้อมขอลายเซ็น มิยาโมโตะ ได (Miyamoto Dai) นักแซ็กโซโฟน และ ยูกิโนริ ซาวาเบะ (Yukinori Sawabe) นักเปียโนประจำวงเดียวกัน

ในทีแรก ทามาดะคงไม่ได้แปลกใจที่เพื่อนๆ จะได้รับการตอบรับที่ล้นหลามจากผู้ชม ในขณะที่ตัวเขากำลังยืนมองอยู่คนเดียวไกลๆ เพราะรู้ดีว่าประสบการณ์ของคนที่เพิ่งเริ่มเล่นได้ไม่กี่เดือน คงเทียบไม่ได้กับเพื่อนๆ อีกสองคนที่เป่าแซ็กโซโฟนทุกวันมาตลอดสามปี และพรมนิ้วบนลิ่มเปียโนมามากกว่าสิบปี แต่คำชมเล็กๆ จากคนที่สังเกตเห็นพัฒนาการของเขา กลับทำให้เขาน้ำตารื้น และมีแรงฮึดจะสู้ต่อ ในวันที่อาจมีความท้อบ้างเล็กๆ

ฉากนี้จากแอนิเมชันเรื่อง BLUE GIANT เป่าฝันให้เต็มฟ้า ได้ย้ำเตือนให้เรานึกได้พร้อมน้ำตาว่า บางครั้งการได้รับคำชื่นชมเพียงเล็กน้อย หรือการมีตัวตนสำหรับใครสักคน อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเมื่ออยู่ปลายทางในยามที่เราประสบความสำเร็จเสมอไป แต่ ‘ระหว่างทาง’ ที่แสนยากลำบากต่างหาก อาจเป็นช่วงเวลาที่เราต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเรื่อง

หากเล่าย้อนกลับไปเพื่อให้เข้าใจเส้นเรื่องมากขึ้น วง JASS ถือกำเนิดขึ้นโดยมีมิยาโมโตะเป็นตัวตั้งตัวตี ที่ฝันอยากเป็นนักแซ็กโซโฟนอันดับหนึ่งของโลก เขาจึงเก็บกระเป๋าจากบ้านเกิดมาโตเกียว ที่เต็มไปด้วยบาร์แจ๊สและนักดนตรีเก่งๆ เพื่อหาโอกาสให้ตัวเองเข้าใกล้ความฝันมากยิ่งขึ้น 

นั่นทำให้มิยาโมโตะได้ยินเสียงเปียโนที่นุ่มนวล แต่ร้อนแรงของยูกิโนริเป็นครั้งแรก ที่บาร์แจ๊สแห่งหนึ่ง และชวนเขาเข้ามาเป็นสมาชิกคนที่สองของวง 

ทามาดะตามมาเป็นคนสุดท้ายที่ร่วมวง ในฐานะเพื่อนสนิทของมิยาโมโตะ แม้เขาจะมีทักษะด้านดนตรีเป็นศูนย์ แต่หัวใจเรียกร้องอยากร่วมเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ

“นายว่าฉันจะตีกลองไหวไหม?”

เป็นคำถามที่ทามาดะพูดกับเพื่อนสนิท หลังจากช่วยซ้อมตีจังหวะให้กับมิยาโมโตะเป็นครั้งแรก ด้วยเศษกิ่งไม้และกระป๋องข้างทาง ราวกับไฟที่มุ่งมั่นของมิยาโมโตะได้ลามมาจุดประกายไฟในใจทามาดะ จนรู้สึกว่าการเป็นมือกลองของวงดนตรีแจ๊ส คือ เป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้ว่าที่ผ่านมาเขาจะเป็นนักฟุตบอลแข้งทอง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงของหัวใจตัวเองจริงๆ ว่าอยากทำอะไร กลายเป็นจุดเริ่มต้นในเส้นทางใหม่ที่เขากำลังจะเลือกเดิน โดยมีปลายทางเป็นการพัฒนาฝีมือตีกลอง ให้เล่นได้เทียบเท่ากับเพื่อนๆ ที่นำหน้าไปมากโขแล้ว

ยูกิโนริผู้หลงรักความสมบูรณ์แบบ และเพิ่งรู้จักกับทามาดะได้ไม่นาน ไม่ได้เห็นด้วยกับการชวนมือใหม่มาเข้าร่วมตั้งแต่ทีแรก เพราะกลัวว่าฝันใหญ่ที่อยากแสดงสดในบาร์แจ๊สอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น จะยิ่งไกลออกไปอีก

แต่สิ่งที่รั้งเอาไว้ คือ ‘ความเชื่อใจ’ ที่มิยาโมโตะมีต่อแรงฝันของเพื่อนสนิท จนในที่สุดทามาดะก็ได้เข้ามาเป็นมือกลองพาร์ตไทม์ จนกว่าเขาจะพิสูจน์ให้เพื่อนๆ เห็นได้ว่าตัวเองคู่ควร

“ผมมีสิ่งที่ต้องทำ ถ้าไม่ได้ทำตอนนี้ ผมคงเสียใจไปจนตาย”

สิ้นเสียงที่ทามาดะพูดกับคนทางบ้านในปลายสายโทรศัพท์ นับแต่นั้นมาเขาก็เลิกโฟกัสกับชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย และหันมาฝึกฝนการตีกลองอย่างจริงจัง ขนาดที่ว่าซ้อมกับเพื่อนทั้งวันก็หนักแล้ว แต่กลับมาถึงห้องพักเขายังซ้อมต่อกับแผ่นตีกลองทุกวัน

หลายๆ คนก็อาจจะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันบ้าง ที่เวลามีโอกาสบางอย่างเข้ามา เราอาจรู้สึกว่ามีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเลือกและทิ้งอะไรบางอย่างเพื่อให้เวลาเต็มที่กับทางที่เลือก และสู้ตายไม่ยอมถอยแบบทามาดะ 

แต่เชื่อว่านักล่าฝันทุกคนคงจะเข้าใจดีว่า ระหว่างทางก่อนเป้าหมายจะเป็นจริงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

สำหรับทามาดะ แรงกดดันจากความด้อยประสบการณ์ที่สุดในวง เป็นอุปสรรคใหญ่ที่เขาต้องเผชิญอยู่ตลอด ทั้งจากคำวิจารณ์ของผู้ชม หรือตัวเขาเองที่มักจะคิดว่าเป็นตัวถ่วงของเพื่อน

หลังจากที่พวกเขาซ้อมด้วยกันมาตลอดสามเดือน ด่านวัดใจที่สุด คือ การขึ้นแสดงสดครั้งแรก ที่แม้จะมีคนดูแค่สี่คน (ที่นับบาร์เทนเดอร์ด้วยแล้ว) แต่แรงกดดันที่มือใหม่ต้องแบกรับ ผสมกับผลลัพธ์ที่ไม่ได้ออกมาเข้าท่า เป็นใครก็คงเฟลกันบ้าง และอาจเป็นจุดที่บางคนอาจตัดสินใจล้มเลิกความฝันไปเลยก็ได้ 

แต่ไม่ใช่สำหรับทามาดะ ที่พร้อมจะงัดพลังทุกอย่างในตัวออกมาสู้

“วันนี้ฉันตีพลาดไปกี่ครั้ง”

ทุกครั้งหลังทำการแสดงเสร็จ เขาจะถามคำถามนี้กับยูกิโนริอยู่เสมอ ผลลัพธ์จากการหมั่นฝึกซ้อมทำให้ความคาดหวังของเขา และคำตอบที่ได้รับเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือตัวเลขที่ลดลงเรื่อยๆ สวนทางกันกับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมวง ที่ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น 

ในระยะเวลาอันสั้น จากคนตีกลองคร่อมจังหวะ กลายมาเป็นมือกลองที่เล่นโซโลได้ร้อนแรงบาดใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชมในจอหรือนอกจอ ที่ได้เห็นทามาดะตั้งแต่วันที่หยิบกิ่งไม้มาเคาะกระป๋องในวันแรก ก็คงจะปลื้มปริ่มน้ำตานองหน้า เสมือนภูมิใจในตัวลูกที่เลี้ยงมากับมือจนประสบความสำเร็จ

นอกจากแรงใจที่มีอยู่ท่วมท้นในตัวเขาเอง สิ่งที่ช่วยเติมเชื้อไฟฝันของทามาดะ คือ ความเชื่อมั่น การให้กำลังใจ คำชมเล็กๆ น้อยๆ หรือการถูกมองเห็นความพยายามจากคนรอบข้าง จนไฟดวงนี้ไม่มอดดับไปเสียก่อน

สิ่งเหล่านี้อาจคล้ายกับการบอกขอโทษและขอบคุณ ซึ่งเป็นคำพูดสั้นๆ ที่เรามักจะลืมพูดต่อกันบ้าง แต่พลังของมันกลับยิ่งใหญ่กว่าที่คิด จนบางทีมีผลต่อความสัมพันธ์และจิตใจของคนตรงหน้า สามารถส่งทั้งพลังด้านดีและลบต่อกันได้ง่ายๆ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงใจความหนึ่งที่กินใจผู้เขียนมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวการไล่ตามความฝันของทั้งสามคน ซึ่งถ้าใครชอบดูหนังแนว Coming of age  อาจรู้สึกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การเล่าแปลกใหม่อะไร แต่เราเชื่อว่าความร้อนแรงของพวกเขา จะช่วยเติมเชื้อไฟให้ใครก็ตามที่กำลังท้อกับความฝัน มีแรงฮึดขึ้นมาอีกเฮือกเพื่อสู้ต่อไปได้

ถ้าถามว่าร้อนแรงขนาดไหน ก็ต้องบอกว่าชื่อเรื่องได้บอกเอาไว้แล้ว นั่นคือดาวยักษ์ที่ปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีน้ำเงิน ที่ร้อนแรงยิ่งกว่าสีแดง

คนที่ไม่ได้ฟังดนตรีแจ๊ส ก็ไม่ต้องกลัวจะว่าจะเข้าไม่ถึง เพราะนอกจากอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเสียงเพลง ผู้กำกับ ยูซุรุ ทาชิคาว่า (Yuzuru Tachikawa) ยังได้ออกแบบภาพที่ช่วยเสริมอรรถรสได้แบบจัดเต็มยิ่งกว่าฉบับมังงะ จนไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ดู ก็คล้อยตามไปกับเนื้อเรื่องกันได้ง่ายๆ

สามารถรับชม BLUE GIANT ได้แล้ววันนี้ ที่โรงภาพยนตร์ชั้นนำทั่วประเทศ

*ภาพจาก BLUE GIANT