“ทำไมบางครั้งการที่ใครสักคนไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้แปลว่าเขายินยอม?”
คำถามง่าย ๆ นี้กลายเป็นหนึ่งในบทสนทนาที่สังคมไทยกำลังกลับมาทบทวนอีกครั้ง ผ่านเรื่องราวในซีรีส์ ทนายปีศาจ ที่พาผู้ชมเข้าไปสำรวจเรื่องความยินยอม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย ผ่านตัวละคร ‘ปุ้ย’ ผู้เสียหายในคดีหมอล่วงละเมิดทางเพศคนไข้
ตัวละครของเธอไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของเหตุการณ์หนึ่ง แต่สะท้อนคำถามที่กว้างกว่า นั่นคือ ในสังคมที่ความสัมพันธ์ระหว่างคนมีอำนาจไม่เท่ากัน เราจะรับฟังเสียงของคนที่มีอำนาจน้อยกว่าอย่างไร และเราจะสร้างวัฒนธรรมที่เคารพขอบเขตของกันและกันได้อย่างไร
เบื้องหลังบทบาทของปุ้ย คือ ‘แม่พลอย’ พลอย ศิริอุดมเศรษฐ นักเพศวิทยา นักเพศศึกษา และนักแสดง
ประสบการณ์ของการเป็นนักสื่อสารทางเพศของแม่พลอย กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจตัวละครปุ้ย
ปุ้ยเล่าว่าการเชื่อมโยงระหว่างบทบาทนักสื่อทางเพศและนักแสดง เกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงที่ต้องทำการบ้านตัวละคร เพราะองค์ความรู้และกรอบคิดที่มีอยู่แล้วช่วยให้เธอเข้าใจความซับซ้อนของตัวละครได้มากขึ้น
สำหรับแม่พลอย การพูดถึงสิทธิในร่างกายของตนเอง (Body Autonomy) ไม่ควรเริ่มต้นขึ้นเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรง หรือเมื่อเราต้องมองหาวิธีป้องกันตัวเองจากอันตราย แต่ควรเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การได้รู้จักร่างกายของตัวเอง การเรียนรู้ที่จะฟังความรู้สึกของตัวเอง และการเข้าใจว่าร่างกายของเราเป็นของเรา เช่นเดียวกับที่ร่างกายของคนอื่นเป็นของเขา
เธอและ ‘กอฟแกฟ’ กิตติภณ บุญลีชัย นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ จึงร่วมกันจัดเวิร์คชอป Body Autonomy เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองทำความเข้าใจประเด็นสิทธิ์เนื้อตัวร่างกาย ผ่านหนังสือนิทาน ‘ส่วนนี้หนูหวงที่สุด’
ร่างกายไม่ใช่พื้นที่สาธารณะ

ในซีรีส์ทนายปีศาจ ปุ้ยคือหนึ่งในตัวละครที่สะท้อนผลกระทบจากการถูกละเมิดสิทธิในเนื้อตัวและร่างกาย
ด้วยอายุที่ห่างจากตัวละครเพียงไม่กี่ปี แม่พลอยมองว่า ทั้งเธอและปุ้ยโตมาในยุคที่คำว่า ‘บุลลี่’ ยังไม่เป็นที่พูดถึง แม้จะถูกล้อเลียนเรื่องรูปร่างอยู่เสมอ แต่เธอมองว่าตัวเองโชคดีกว่าปุ้ย เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่พร้อมกว่า และได้รับการสอนให้กล้าปกป้องตัวเองมากกว่า
อย่างไรก็ดี ความเชื่อดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน หากค่อย ๆ ถูกหล่อหลอมผ่านประสบการณ์และผู้คนรอบตัว ตั้งแต่คำสอนของพ่อที่ให้เธอท่องมอตโต้ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนว่า “จะเป็นคนที่เข้มแข็ง กล้าหาญ และบึกบึน”
พ่อพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล – “พ่อเป็นเต้าหู้นุ่มนิ่ม” แม่พลอยบอก
“การเป็นคนอ้วนมันเป็นคำใหญ่ แต่มันประกอบไปด้วยหลายอย่างที่คนอ้วนหลายคนอาจเคยเจอคล้ายกัน คือความไม่มั่นใจในตัวเอง พลอยอาจจะมั่นใจและแสดงออกมากกว่าปุ้ย แต่ปุ้ยเขาอาจจะยอมไปเลย”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง เราจะช่วยให้ใครสักคนลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองเมื่อถูกละเมิดอย่างไร แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเข้าใจว่า ร่างกายของเขาเป็นของเขาตั้งแต่แรก?
คำตอบหนึ่งเริ่มต้นขึ้นในเวิร์กช็อปเล็ก ๆ เมื่อเด็ก ๆ นอนลงบนกระดาษแผ่นใหญ่ ขณะที่พ่อแม่ค่อย ๆ วาดเส้นตามรูปร่างของเขา ภาพที่กิจกรรมศิลปะธรรมดาที่สร้างจุดเริ่มต้นของบทสนทนาสำคัญระหว่างพ่อแม่และลูก
“ตรงไหนของร่างกายที่ลูกอยากให้คนอื่นขออนุญาตก่อนสัมผัส”
“เวลามีคนกอดหรือจับตัว เรารู้สึกอย่างไร”

แม่ทราย คุณแม่วัย 34 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเล่าว่า เธอเริ่มคุยเรื่องร่างกายกับลูกชายตั้งแต่ช่วงที่เขาเลิกผ้าอ้อม เธอเรียกชื่ออวัยวะต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมา และสอนให้ลูกเข้าใจว่าการดูแลร่างกายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกอาย
สำหรับเธอ เพศศึกษาไม่ใช่บทเรียนเรื่องเพศเท่านั้น แต่เป็นบทเรียนเรื่องการเคารพตัวเอง และบทเรียนนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะเด็ก แต่ยังเป็นคำถามกลับมาหาผู้ใหญ่ทุกคนด้วยว่า เราเคารพขอบเขตของเด็กมากเพียงใด
ความลับที่ควรเก็บ และความลับที่ควรเล่า
ในโลกของเด็ก (และเราทุกคน) ความลับอาจแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบ
ความลับสีขาว คือความลับที่ทำให้รู้สึกมีความสุข เช่น การเตรียมของขวัญวันเกิด หรือการวางแผนเซอร์ไพรส์คนที่เรารัก
แต่ความลับสีดำ คือความลับที่ทำให้เรารู้สึกหนักใจ หวาดกลัว หรือไม่สบายใจ
โดยเฉพาะเมื่อมีใครบางคนบอกว่า “ห้ามบอกใคร”
ในวันที่เด็กเจอกับความลับสีดำ สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าเขาสามารถเดินไปหาผู้ใหญ่ที่เขาไว้ใจได้ หรือ Trusting Adult ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู ญาติ หรือผู้ใหญ่คนอื่นที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน
แม่พลอยเล่าว่า สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดอาจไม่ใช่คนที่มีคำตอบให้ทุกเรื่อง แต่เป็นผู้ใหญ่ที่พูดว่า “ขอบคุณที่ไว้ใจและเล่าให้ฟัง เราจะหาทางแก้ไขเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
อีกแนวคิดหนึ่งที่แม่พลอยหยิบมาพูดถึงคือ “Anything that isn’t YES equals NO” การขออนุญาตไม่ได้จบลงเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้ปฏิเสธ เพราะความเงียบ ความลังเล หรือการตอบรับที่เกิดขึ้นจากความกดดัน ไม่อาจนับเป็นความยินยอมอย่างแท้จริง
“ไม่ว่าจะรูปร่างหน้าตาแบบไหน มันโดนล่วงละเมิดได้หมดเลย เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องการโดนกระตุ้นความต้องการทางเพศอย่างเดียว จริงๆ การล่วงละเมิดมันเป็นเรื่อง Power of Control คือคนที่กระทำนะ เขาจะมองว่าเขาสามารถทำได้ เขาสามารถคอนโทรลเหยื่อได้ เหยื่ออำนาจน้อยกว่าแบบไม่สามารถขัดขืนได้ หรือไม่สามารถสู้กลับได้ หรือถ้าสมมติเอาไปบอกใครก็จะไม่มีคนเชื่อ” แม่พลอยขยายความ
ในมุมของแม่พลอย การสร้างภูมิคุ้มกันต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจเช่นนี้ จึงไม่ได้เริ่มต้นจากการสอนให้คนรู้จักต่อสู้เมื่อถูกละเมิดเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำให้คนคนหนึ่งตระหนักว่าตัวเองมีคุณค่า มีสิทธิในร่างกาย และมีสิทธิที่จะกำหนดขอบเขตของตัวเอง

“ลองคิดว่าตัวเราเป็นเพื่อนรักของเรา ถ้ามีคนมาพูดจาแย่ ๆ ใส่เพื่อนรัก เราจะโมโหและพยายามต่อสู้เพื่อเพื่อนใช่ไหม เราก็ไม่ควรพูดคำว่าไม่สวยหรือน่ารังเกียจกับตัวเองเหมือนกัน เพราะเรารักตัวเอง”
สุดท้ายแม่พลอยมองว่า ไม่ว่าจะเป็นการสะท้อนความเจ็บปวดผ่านหน้าจอซีรีส์อย่าง ทนายปีศาจ หรือการลงมือสร้างภูมิคุ้มกันผ่านเวิร์กช็อปในโลกความเป็นจริง ทั้งสองบทบาทต่างเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นเรื่องสิทธิในเนื้อตัวร่างกายที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้
“สิ่งที่คนตัวเล็ก ๆ สามารถทำได้คือการไม่เงียบ ถ้าเราช่วยกันผลักดันกันหลาย ๆ แรงเหมือนมด มันก็เคลื่อนรถหรือเคลื่อนอะไรใหญ่ ๆ ได้เหมือนกันนะ” แม่พลอยทิ้งท้าย
