‘หนังสือ’ เพื่อนและอิสรภาพภายใต้กรงขัง ว่าด้วยปัญหาการขาดแคลนหนังสือในเรือนจำไทย เพราะ การให้โอกาสผู้ต้องขังอ่านหนังสือเท่ากับลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ 

“การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำของผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นขาเล็ก ขาใหญ่ ดื้อ เกเร หรือเป็นคนสารเลวขนาดไหน ต่างก็ต้องการความบันเทิง แต่ในเรือนจำไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรทัศน์ ที่อยากจะดูอะไรก็ได้ดู สิ่งเดียวที่จะสร้างความบันเทิงให้กับพวกเขาได้ก็คือหนังสือ” พิเชฐ นาเอก อดีตผู้ต้องขัง กล่าว

‘หนังสือ’ เปรียบเป็นอะไร?

เชื่อว่าทุกคนรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าหนังสือ ตั้งแต่เริ่มจำความได้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเรียน นิทาน การ์ตูน นิยาย ฯลฯ และหลังจากที่เรารู้จักกับพวกมันแล้ว หากรู้สึกชอบและดำดิ่งไปกับหนังสือประเภทไหน เราก็จะพยายามหวนกลับไปอ่านหนังสือเหล่านี้เสมอ เพราะอาจจะให้ความบันเทิง ความผ่อนคลาย ความรู้ หรือทุกๆ ความรู้สึกรวมกันก็ได้

อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนหนึ่งที่ก็รู้จักและคุ้นเคยกับหนังสือ แต่กลับไม่มีโอกาสที่จะอ่านมัน คนกลุ่มนี้ก็คือ ‘ผู้ต้องขัง’ เพราะไม่นานมานี้ ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางเข้าไปในเรือนจำแห่งหนึ่ง และระหว่างที่ผู้เขียนเดินพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็พบเข้ากับห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง ที่มีหนังสือวางกองบนโต๊ะอย่างกระจัดกระจาย ซึ่งต่อมาทราบว่ามันคือห้องสมุด

แต่ความรู้สึกในขณะนั้น ผู้เขียนกลับไม่ได้มองมันเป็นห้องสมุด เพราะด้วยจำนวนหนังสือที่มีไม่มากนัก และยังถูกจัดวางอย่างไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่เป็นหมวดหมู่ ซึ่งตรงกันข้ามกับภาพจำที่ผู้เขียนมีระหว่างเรือนจำและหนังสือ หากใครเคยดูภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption คงจะจดจำตัวละคร บรู๊คส์ แฮตเลน (Brooks Hatlen) ผู้ต้องขังที่เป็นบรรณารักษ์ในเรือนจํา ที่ระหว่างเรื่องราวดำเนินไป บรู๊คส์จะเป็นคนที่คอยดูแลห้องสมุด พร้อมกันนั้นยังเป็นคนนำหนังสือไปแจกจ่ายให้กับผู้ต้องขังคนอื่นตามห้องขังอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงลืมที่จะตั้งคำถามกับตัวเองว่า แล้วในโลกความเป็นจริงผู้ต้องขังสามารถเข้าถึงหนังสือง่ายดาย เหมือนในภาพยนตร์หรือไม่? ที่ผ่านมาผู้เขียนมักนึกถึงการเข้าไม่ถึงหนังสือ กับกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ดีมากกว่า 

ดังนั้นผู้เขียนจึงลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือในเรือนจำ และพบว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีโครงการมากมายที่เปิดรับบริจาคหนังสือ เพื่อนำไปมอบให้กับทางเรือนจำ จึงนำไปสู่ข้อสงสัยว่า แล้วตอนนี้ผู้ต้องขังสามารถเข้าถึงหนังสือได้เแค่ไหน?

เพราะสำหรับผู้เขียนแล้ว ทุกคนควรได้รับสิทธิที่จะเพลิดเพลิน จินตนาการ และได้รับความรู้ผ่านตัวหนังสืออย่างเท่าเทียม เพราะผู้เขียนเชื่อว่าหนังสือสามารถเปลี่ยนมุมมอง เติมเต็มชีวิต หรือแม้แต่ให้เรารู้จักตนเองมากขึ้น

เบื้องต้น รายงานสถิติจากกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง มีจำนวนผู้ต้องขังอยู่ที่ 295,076 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2025) 

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์เรือนจำไทยประจำปี 2025 โดย สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) พบว่า สภาพของเรือนจำไทยต่ำกว่ามาตรฐานสากล ทั้งห้องขังแออัด การปฏิบัติและการลงโทษที่ทารุณ สภาพสุขาภิบาลย่ำแย่ เกย์และหญิงข้ามเพศไม่ได้รับการคุ้มครอง รวมถึงถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ช่องทางสำหรับผู้ต้องขังในการติดต่อกับโลกภายนอกถูกจำกัดเฉพาะการเยี่ยม และการติดต่อทางจดหมาย การเข้าถึงข่าวสารและข้อมูลภายนอกถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่มีหนังสือพิมพ์ให้บริการในเรือนจำทุกแห่ง 

นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวยังแนบความเห็นของอดีตผู้ต้องขังต่อหนังสือในเรือนจำ ส่วนใหญ่ให้คำตอบว่า ผู้ต้องขังสามารถเข้าถึงหนังสือได้ที่ห้องสมุดของเรือนจำ แม้ว่าจะมีหนังสือให้เลือกอย่างจำกัด เช่น ตามคำบอกเล่าของอดีตผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ หนังสือประเภทที่เธอพบมากที่สุดในห้องสมุด คือ ประเภทนวนิยาย 

ขณะที่อดีตผู้ต้องขังเรือนจำกลางยะลา ระบุว่า ห้องสมุดของเรือนจำมีหนังสือศาสนาอิสลามอยู่อย่างจำกัด ส่วนอดีตผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางปัตตานี กล่าวว่า ไม่มีห้องสมุดในเรือนจำ

ดังนั้นสำหรับผู้เขียนแล้ว ข้อมูลนี้เป็นการบ่งชี้ว่าแม้ในเรือนจำจะมีหนังสือจำนวนน้อยเพียงใด แต่ผู้ต้องขังก็ยังเลือกที่จะเข้าห้องสมุด เพื่อหาหนังสือสักเล่มมาอ่านฆ่าเวลาอยู่ดี ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญของหนังสือในเรือนจำมากขึ้น ผู้เขียนขอยกคำพูดของอดีตผู้ต้องขัง มาเรีย มอนทัลโว (Maria Montalvo) ที่ให้สัมภาษณ์กับ NBC News เกี่ยวกับองค์กรไม่แสวงหากำไร Freedom Reads ที่มีเป้าหมายในการเติมเต็มความสำคัญของหนังสือในเรือนจำ

“Freedom Reads ได้นำหนังสือหลากหลายรูปแบบเข้ามาในเรือนจำ ทั้งวรรณกรรม กฎหมาย หรือหนังสือของ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง (Martin Luther King) ฉันรู้สึกดีมากที่ได้อ่าน เพราะมันช่วยให้ฉันมีความรู้มากขึ้น” มอนทัลโว ระบุ

องค์กรดังกล่าวถูกก่อตั้งขึ้นโดย เรจินัลด์ ดเวย์น เบตส์ (Reginald Dwayne Betts) อดีตผู้ต้องขังที่เคยทำผิดในข้อหาขโมยรถเมื่ออายุ 16 ปี เขาถูกตัดสินจำคุก 9 ปี ในเรือนจำเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา 

อย่างไรก็ดี เบตส์ พูดถึงเหตุผลในการก่อตั้งองค์กรที่ถือมีบทบาทสำคัญในการเป็นสะพานให้ ‘ทุกคน’ สามารถเข้าถึงการอ่าน ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในสถานะไหนก็ตาม “ขณะที่อยู่ในเรือนจำ ผมอยู่กับหนังสือ จนผมกลายเป็นนักเขียนและนักสื่อสารที่ดี สามารถสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนมาจวบจนปัจจุบัน เพราะหนังสือทําให้ผมเข้าใจโลกมากขึ้น” 

หลังเบตส์ออกจากเรือนจำ เขาได้รับปริญญานิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล และผันตัวเป็นนักเขียนกวีนิพนธ์และได้รับรางวัล Guggenheim และ MacArthur และในปี 2020 เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Freedom Reads เนื่องจากต้องการให้ผู้คนในเรือนจำสามารถเข้าถึงหนังสือให้มากที่สุด ผ่านการสร้างห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสือไม่ต่ำกว่า 500 เล่ม และการสร้างห้องสมุดในเรือนจำให้ได้ 1,000 แห่งทั่วสหรัฐฯ

“ผมเรียกมันว่าห้องสมุดแห่งอิสรภาพ เพราะผมเชื่อว่าอิสรภาพเริ่มต้นด้วยหนังสือ” เบตส์ กล่าว

ทั้งนี้นอกจากสหรัฐฯ ที่มีองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการอ่านในเรือนจำ ก็ยังมีบางประเทศที่ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้มีห้องสมุดและหนังสืออย่างเหมาะสมและเพียงพอในเรือนจำ เช่น สหราชอาณาจักร ที่มีกฎหมายกำหนดให้ทุกเรือนจำต้องมีห้องสมุด ที่ผู้ต้องขังสามารถขอยืมหนังสือ เข้าร่วมกิจกรรมอ่านหนังสือ รวมถึงการสอนทักษะการอ่านและเขียนให้ผู้ต้องขังที่อ่านหนังสือไม่ได้

ขณะที่นอร์เวย์และเยอรมนีมีงบสนับสนุนจัดหาหนังสือหลากหลายประเภทให้แก่ผู้ต้องขัง เพราะมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น วรรณกรรม ตำราเรียน ซึ่งประเทศที่ผู้เขียนนำมายกตัวอย่าง ต่างทำตามหลักแนวคิดที่ว่า “การให้โอกาสผู้ต้องขังอ่านหนังสือเท่ากับลดโอกาสกระทำผิดซ้ำ” 

ด้วยเหตุนี้รายงานเกี่ยวกับเรือนจำไทยที่จัดทำขึ้นโดย สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

จึงระบุข้อเสนอแนะสำหรับรัฐบาลไทย ต่อการเข้าถึงโลกภายนอกของผู้ต้องขังว่า รัฐบาลต้องทำให้ผู้ต้องขังสามารถเข้าถึงหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือ และสื่อด้านวัฒนธรรม นันทนาการ หรือการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ

ข้อเสนอแนะข้างต้นอาจสรุปได้ว่า ผู้ต้องขังในเรือนจำไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงหนังสืออย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงพูดคุยกับ พิเชฐ นาเอก หรือเจ้าของเพจ พิเชฐ วาดภาพเหมือน อดีตผู้ต้องขัง ถึงความประทับใจที่เขามีต่อหนังสือขณะอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากพิเชฐออกมาแชร์เรื่องราวของตนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “หนังสือเปรียบเสมือนเพื่อนในเรือนจำ” นอกจากนี้ ผู้เขียนยังพูดคุยกับตัวแทน Freedom Bridge องค์กรขับเคลื่อนประเด็นประชาธิปไตยและเสรีภาพของผู้ต้องขังการเมือง ถึงเหตุผลในการเปิดรับบริจาคหนังสือมือสองเพื่อส่งต่อให้กับผู้ต้องขัง 

หนังสือ คือ เพื่อน 

พิเชฐ นาเอก บอกว่า เหตุผลที่เขาหยิบยกเรื่องราว ‘หนังสือคือเพื่อนในเรือนจำ’ มาเล่าบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก เนื่องจากเขาเป็นวิทยากรในเรือนจำ ที่เข้าไปแชร์เรื่องราวหลังการพ้นโทษ 

“หลังเข้าไปในเรือนจำหลายครั้งในฐานะวิทยากร ผมมักจะเห็นภาพบรรยากาศเก่าๆ ที่ผมเคยเห็น ผมเห็นเพื่อนๆ ผู้ต้องขังเดินถือหนังสือกันคนละเล่ม และในขณะที่ผมไปพูด ไปแชร์เรื่องราว ก็จะเห็นเพื่อนผู้ต้องขังพกหนังสือมานั่งฟังผมด้วย ซึ่งตัวผมเองก็เคยทำแบบนั้น คือ ถือหนังสือติดตัวตลอด”

เขาพูดต่อว่าการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำของผู้ต้องขัง ไม่ว่าจะเป็นขาเล็ก ขาใหญ่ ดื้อ เกเร หรือเป็นคนสารเลวขนาดไหน ต่างก็ต้องการความบันเทิง แต่ในเรือนจำ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโทรทัศน์ ที่อยากจะดูอะไรก็ได้ดู สิ่งเดียวที่จะสร้างความบันเทิงให้กับพวกเขาได้ก็คือหนังสือ 

“หากเล่าย้อนไปตอนที่อยู่ในเรือนจำ ผมเห็นเพื่อนๆ เดินเข้าออกห้องหนังสือ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยที่ผมไม่เคยเข้าไปในห้องนั้นเลย ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนรักการอ่าน สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่นหรือวัยเด็กผมชอบอ่านนิยายมาก แต่สาเหตุที่ผมไม่ได้เข้าไปห้องสมุดเสียที เพราะผมยังดื้อและเกเร สิ่งผิดๆ ในเรือนจำ ผมเอาหมด ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความบันเทิง ผมก็เลยไม่มีเวลาที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับหนังสือ”

พิเชฐยอมรับว่าตัวเองลุ่มหลงกับสิ่งผิดๆ ทำให้ผู้คุมเห็นพฤติกรรมของเขา แล้วคิดว่าจะโยกย้ายเขาไปเรือนจำอื่น จุดนี้ทำให้พิเชฐเกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า “เราจะหาความบันเทิงอื่น ที่ไม่ใช่สิ่งที่ผิดได้อย่างไรบ้าง”

พิเชฐเลยเปิดใจไปห้องสมุด พอเข้าไปก็เห็นเพื่อนเยอะแยะมากมาย ยืนและนั่งอ่านหนังสืออยู่ตามมุมต่างๆ หรือบางคนก็วุ่นวายอยู่กับการเลือกหนังสือ “ผมก็หยิบหนังสือมาเล่มหนึ่ง โดยที่ไม่สนใจว่าเป็นหนังสืออะไร ขณะอ่านไปก็เริ่มรู้สึกถึงความหลงใหลกับการอ่านและตัวหนังสือ”  

เขาอธิบายความรู้สึกเพิ่มว่า “เหมือนผมหลุดไปอีกโลกหนึ่ง โลกของการอ่าน หลังจากนั้นผมมองว่าหนังสือเป็นเพื่อน ที่ดึงผมออกมาจากเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง ให้มาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง เพราะหนังสือทำให้ผมรู้สึกมีความสุข รู้สึกอยากจะเปิดหน้ากระดาษต่อไป อ่านต่อไปว่าเรื่องราวมันจะเป็นอย่างไรต่อ”

พิเชฐพูดถึงหนังสือเล่มโปรดว่า เล่มที่ชอบมีเยอะมากๆ หากเป็นนิยาย

“ผมยกให้กิ่งฉัตร เพราะเหมือนดูละครเรื่องหนึ่งเลย มีหลายภาค หลายเล่ม หลายเรื่องราว และผมก็ยังชอบอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อีกด้วย แต่จำไม่ได้ว่าชอบเล่มไหน” เพราะอ่านเพื่อสร้างความสนุกสนาน เพื่อความบันเทิง มันจึงไม่ได้จดจำเท่าไร แต่มันทำให้วันและเวลามีค่าและไม่สูญเปล่า”

เขาเสริมว่า การอ่านหนังสืออย่างจริงจัง ทำให้เขากล้าแสดงออก กล้าที่จะพูด และพูดจาเป็นระบบระเบียบมากขึ้น 

“ผมเคยเป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าที่จะพูดกับใคร ไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นให้ใครฟัง แต่พอผมมาอ่านหนังสือ แล้วเข้าไปในโลกของตัวหนังสือ ทำให้ได้เห็นหลายๆ มุมมอง หลายๆ ความคิดของผู้เขียน ก็เริ่มซึมซับตัวหนังสือ กลายเป็นว่าผมเจรจาเก่งขึ้น”

หนังสือเปลี่ยนตัวตนคนได้

พิเชฐ พูดว่า เขามีเพื่อนหลายคนที่ดื้อและเกเร แต่เขายกตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งที่ติดคุกมานานหลายปีว่า เป็นคนที่เขาคิดว่าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว เพราะไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม ไม่มีศักยภาพ แต่ท้ายที่สุดก็เปลี่ยนได้เพราะหนังสือ

“ในภาษาคุกพูดง่ายๆ เรียกกันว่าเหมือนเป็นปีศาจร้ายตัวหนึ่ง แต่พอเขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับหนังสือ ได้อ่านหนังสือ เขามีเวลาอยู่ในโลกของตัวเองมากขึ้น มีเวลาที่จะคิด มีเวลาที่จะตกผลึกตัวเอง กับเรื่องราวจากหนังสือที่มันตรงกับชีวิตของเขา หลังจากนั้นเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ดีขึ้น กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง ไม่เหลวไหล จากปีศาจร้ายก็กลายเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง”

“ถ้าพูดกันตรงๆ การอยู่ในเรือนจำ ใครจะไปพูดกับเขาว่า เฮ้ย มึงเป็นอย่างนี้ ต้องเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดี ต้องทำแบบนี้นะ ใครจะไปพูดกับเขาละ แต่หนังสือมันสามารถนำทางเขาได้ว่าควรจะเปลี่ยนแปลงแบบไหน เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่มีความสุขและมีคุณค่ามากที่สุด”

หนังสือในเรือนจำน้อย ไม่หลากหลาย ไม่เป็นระเบียบ

พิเชฐ ระบุว่า ในช่วงที่เขายังอยู่ในเรือนจำ หรือประมาณ 4 ปีที่แล้ว หนังสือในห้องสมุดยังถูกวางสะเปะสะปะ และแม้ว่าจะถูกจัดเป็นหมวดหมู่ขึ้นมา หนังสือก็ถือว่ามีจำนวนน้อยอยู่ดี

“การใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำมันไม่ใช่อยู่แค่ไม่กี่วัน แต่อยู่เป็นปีๆ แต่ในเรือนจำหนังสือน้อย หนังสือไม่เยอะ มันก็จะซ้ำๆ แทบไม่มีใหม่เข้ามา”

“สำหรับผมการมีหนังสือที่หลากหลาย อาจจะช่วยให้ผู้ต้องขังบางคน ที่เขาไม่ได้มีความสนใจในการอ่าน หันมาสนใจได้ เพราะบางเรือนจำสามารถนำหนังสือออกนอกห้องสมุด ผู้ต้องขังก็จะถือหนังสือเดินไปเดินมา แล้วเพื่อนๆ ที่เขาไม่เคยหรือไม่ชอบอ่านหนังสือ อาจเห็นแล้วสนใจขึ้นมาว่า คนนี้อ่านเรื่องอะไร ดูน่าสนใจ หรือบางทีคนที่อ่านอาจเล่าให้เพื่อนฟัง พอเพื่อนฟังปุ๊บ อาจเกิดความรู้สึกอยากอ่านหนังสือเล่มนี้เอง”

เขาพูดเสริมว่า หากห้องสมุดในเรือนจำสามารถจัดระบบให้เหมือนกับห้องสมุดข้างนอกได้ อย่างการจัดหนังสือเป็นหมวดหมู่ มีคนดูแลห้องสมุด คอยตรวจตราหนังสือว่าถูกวางไว้ที่เดิม หรือถูกคืนหรือยัง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก เนื่องจากจะช่วยดึงดูดให้คนมาอ่านมากขึ้น เพราะหยิบจับง่าย 

‘การบริจาค’ ก้าวแรกในการทำให้เรือนจำอบอวลไปด้วยหนังสือ

เมื่อ 21 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก Freedom Bridge โพสต์รับบริจาคหนังสือมือสอง เพื่อนำไปมอบให้กับเรือนจำ ซึ่งโพสต์ดังกล่าวมีคนแชร์และแสดงความสนใจจำนวนหนึ่ง ผู้เขียนจึงติดต่อพูดคุยกับเพจถึงการเกิดขึ้นของโครงการดังกล่าว

ตัวแทน Freedom Bridge ระบุถึงเหตุผลที่เปิดรับบริจาคหนังสือให้ฟังว่า “เดิมทีทางกลุ่มติดตามสถานภาพของผู้ต้องขังคดีทางการเมืองอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีการส่งหนังสือให้กับผู้ต้องขังกลุ่มนี้ เลยคิดว่าไหนๆ แล้ว ก็ระดมบริจาคไปเลยทีเดียว เพราะผู้ต้องขังคนอื่นมาขอหนังสือเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังสือที่มีอยู่ในเรือนจำ เป็นหนังสือเก่าหรือเป็นหนังสือที่ไม่ตรงกับความสนใจของพวกเขา”

“หนังสือส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือธรรมะ หนังสือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง บางครั้งมันก็ไม่ตรงกับความรู้ที่ผู้ต้องขังบางคนอยากได้รับ”

ตัวแทนเพจเสริมอีกสาเหตุที่ทำให้ผู้ต้องขังสนใจที่จะอ่านหนังสือมากขึ้นว่า เนื่องจากเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2568 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พูดถึงนโยบาย ‘อ่านหนังสือจบ 1 เล่ม ได้พักโทษเพิ่ม 1 วัน’ แต่ผู้ต้องขังฟีดแบ็กมาว่าในเรือนจำหนังสือค่อนข้างเก่า หรือว่าไม่ตรงกับความสนใจ 

“พวกเราก็เลยคิดว่าการรวบรวมหนังสือที่ได้รับบริจาคมา จะส่งผลให้ผู้ต้องขังได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ผู้ต้องขังคดีทางการเมือง เพราะพวกเรามองเห็นว่าเรื่องสิทธิต่างๆ ในเรือนจำมันก็กระทบกับทุกคน ไม่ใช่แค่กับเคสที่ติดตาม”

“เพราะที่ผ่านมาเวลาพวกเราจะฝากหนังสือให้กับผู้ต้องขังคดีทางการเมือง จะสามารถฝากได้คนละ 1 เล่มต่อเดือน แล้วก็จะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนกว่าในการตรวจสอบหนังสือ พวกเราเลยคิดว่าก็บริจาคไปทีเดียวเลย ใครได้อ่านก็มีประโยชน์หมด”

“วรรณกรรม ตำราเรียนภาษาอังกฤษ หนังสือที่ผู้ต้องขังต้องการมากที่สุด”

ตัวแทนของ Freedom Bridge ระบุย้ำว่า คนที่อ่านหนังสือส่วนใหญ่เป็นผู้ต้องขังคดีทางการเมือง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องขังคนอื่นไม่อ่าน หากมีหนังสือที่หลากหลายอาจช่วยดึงดูดคนมากขึ้น 

“ในเรือนจำไทยคนที่เข้าไปส่วนมากเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยได้ หรืออ่านหนังสือไม่เยอะ ฉะนั้นการเรียนรู้ของพวกเขาก็ต้องถูกส่งเสริมก่อน ถึงจะทำให้เกิดความสนใจตรงนี้เพิ่มขึ้น”

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม กับ Thai PBS ถึง นโยบายอ่านหนังสือลดวันต้องโทษว่า คนในเรือนจำ 77 เปอร์เซ็นต์ มีการศึกษาต่ำกว่าขั้นพื้นฐาน และอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เรียนหนังสือ

“ประเภทหนังสือที่ Freedom Bridge รับบริจาค ได้แก่ วรรณกรรม ความรู้ทั่วไป ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ การบริหารธุรกิจ หนังสือเรียนภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ และหนังสือเด็ก หากเป็นหนังสือประเภทอื่นๆ เช่น หนังสือที่ออกเป็นแนว 18+  หนังสือการเมือง ปกติแล้วเรือนจำจะปฏิเสธ เพราะอาจทำให้ข้างในเกิดความวุ่นวาย”

ด้วยความสงสัย ผู้เขียนจึงสอบถามตัวแทนกลุ่มถึงเหตุผลในการเปิดรับบริจาคหนังสือเด็ก “เหตุผลที่เรารับหนังสือเด็กด้วย เพราะกลุ่มของเราทำงานกับครอบครัวผู้ต้องขัง ซึ่งหลายๆ คนมีลูก เราก็เลยจะส่งหนังสือเด็กให้กับลูกของพวกเขา อย่างผู้ต้องขังคดีทางการเมือง ค่าเฉลี่ยอายุจะอยู่ที่ประมาณ 35 ปี มักจะมีครอบครัว มีภาระ พออยู่ในเรือนจำ ค่าใช้จ่ายอาจติดขัด ฉะนั้นการซื้อหนังสือให้กับลูก อาจเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบางครอบครัว หนังสือเด็กที่เราได้รับบริจาคมา ก็จะถูกส่งต่อให้กับลูกๆ ของพวกเขา” 

ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีเรือนจำเชียงใหม่ นราธิวาส กรุงเทพฯ และบางขวาง ที่ติดต่อเข้ามาขอรับหนังสือกับทางกลุ่ม

“การมีโอกาสที่จะได้ฟื้นฟูตัวเองในเรือนจำเป็นเรื่องสำคัญ คนที่เข้าไปอยู่ในนั้น ไม่ควรถูกให้อยู่เฉยๆ ไม่ได้พัฒนาหรือปรับปรุงตัว เราจึงมองว่าการส่งหนังสือให้กับผู้ต้องขัง จะเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่จะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ ได้พัฒนาตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น” ตัวแทน Freedom Bridge กล่าวปิดท้าย