ชีวิตในเมืองประชาธิปไตย / ความหวัง / ข้อคิดจากเหมืองแร่ /รักต้องห้ามข้ามศีลธรรม/ ชีวิตมีแค่ 4,000 สัปดาห์ : Book Of The Years ที่ Mutual อยากแชร์

ปีนี้คุณมีพื้นที่สงบๆ ที่พาหลบหนีออกจากโลกแสนวุ่นวายบ้างหรือยัง?

ถ้ายัง… Mutual ขอสวนกระแส #กองดอง แนะนำ Books Of The Year ที่เราอยากแนะนำให้อ่าน เพราะเราเชื่อว่าการตามโลกที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ ไถหน้าจอขึ้นลง มันทำให้เราล้าเกินกว่าที่คิด 

จะดีกว่าไหม ถ้าหยุดตัวเอง ไม่ต้องตามโลกให้ทันบ้างก็ได้ สร้างพื้นที่สงบในจิตใจ ใช้เวลากับตัวหนังสือแบบช้า ปราศจากยอดไลก์ ยอดแชร์ แอพพลิเคชันต่างๆ 

หรือใครที่กำลังหาหนังสืออ่านในช่วงวันหยุดยาว หลีกหนีผู้คน และสร้างความสงบของตัวเองง่ายๆ Mutual ขอแชร์หนังสือ 5 เล่ม 5 เรื่อง ที่กองบรรณาธิการอ่านจบแล้ว ร่วมคัดสรรมาแนะนำต่อ

มันก็เหมือนกับเราอ่านเล่มไหนจบแล้วรู้สึกดีมาก เราก็อยากให้คนที่เรารู้สึกดีมากๆ ได้อ่านด้วย 🙂

Lovable Japan : บ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มันทำให้เรารักการใช้ชีวิตมากแค่ไหน 

“คนญี่ปุ่นมีจริตว่าถ้าริจะรับปากช่วยแล้ว ก็จะช่วยอย่างเต็มที่ ช่วยจนถึงที่สุด เสมือนไม่ใช่แค่ทำงานเสร็จ แต่ทำงานให้สำเร็จ” ตอนหนึ่งในบทแปด – เมืองคือสถานที่ ไม่ใช่ผู้คน

ในเล่ม Lovable Japan เมืองนี้ที่ (คน) รัก เล่าเบื้องหลังการออกแบบเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นที่ทำให้คนรักการใช้ชีวิต 

ชอบบทนี้ที่สุด “มาจิซึคุริ สร้างเมืองโดยคนตัวเล็กตัวน้อย”

นอกจากพลังสำคัญอย่างการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ทำให้บ้านเมืองและสิทธิพลเมืองของญี่ปุ่นเติบโตแล้ว การให้ความสำคัญกับ มาจิซึคุริ ซึ่งแปลตรงตัวว่า การสร้างชุมชน และรวมถึงความหมายโดยนัยว่า ความคิด ความฝันของคนที่ถูกรับฟัง สร้างอาวุธที่เรียกว่า อำนาจแนวราบ ให้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

เช่น ระยะถอยร่นของร้านค้าที่ออกแบบร่วมกันระหว่างเทศบาลและชุมชน หรือ การที่สนามบินคงไว้ซึ่งส้วมแบบนั่งยองขณะที่ห้องข้างๆ เป็นชักโครกกดปุ่มอัตโนมัติ 

ไม่ว่าเก่าหรือใหม่ ไม่มีความคิดไหนโดนดูถูกหรือด้อยค่า

อ่านเล่มนี้ตุนตอนหยุดปีใหม่ก็จะได้เห็นว่าบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มันทำให้เรารักการใช้ชีวิตมากแค่ไหน 

จนถึงตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีเล่มไหนที่อ่านไปยิ้มไป ขณะเดียวกันก็ถอนหายใจได้เหมือนเล่มนี้ 

เล่ม : LovableJapan เมืองนี้ที่ (คน) รัก 

เขียน : ปริพนธ์ นำพบสันติ

สำนักพิมพ์ : Broccoli

When Hope Becomes History โลกหมุนด้วยความหวัง

“เพราะสิ่งหนึ่งที่ผลักดันให้เราและโลกเดินต่อไปได้คือความหวัง แม้ความหวังในวันนี้จะดูเล็กน้อยเพียงใดแต่มันอาจเป็นประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในวันหน้าเหมือนเรื่องราวเหล่านี้ก็ได้”

นี่คือหนังสือที่รวบรวม 14 เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ผู้คนและสังคมใช้ชีวิตกันด้วยความหวัง สิ่งหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ทำได้ดีคือวาดภาพหน้าตาของความหวังให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เช่น การต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของนักโทษประหาร นิก ยาร์ริส (Nick Yarris) ที่ใช้เวลากว่า 22 ปีในการพิสูจน์ให้คนอื่นรู้ว่าเขากำลังตกเป็นแพะรับบาป สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอื่นไม่เชื่อเพราะยาร์ริสเอบก็เป็นคนที่เคยทำผิดอย่างอื่นมาก่อน แต่ยาร์ริสก็ไม่ยอมแพ้ เขาทั้งอ่านหนังสือ หาวิธีสารพัดอย่างมายืนยันว่าเขาบริสุทธิ์ ถึงแม้จะโดนปฏิเสธซ้ำๆ แต่เขาก็ยังไม่หยุดหวัง จนได้ที่สุดก็พิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ

ยังมีอีกราวอีกมากมายที่ถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องราวที่เกิดขึ้นและจบไปเฉยๆ แต่มันคือเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความหวัง และพร้อมส่งต่อความหวังเหล่านั้นให้คนรุ่นต่อไปอีกด้วย

เล่ม : When Hope Becomes History โลกหมุนด้วยความหวัง

เขียน : พรพล สุวรรณทัต

สำนักพิมพ์ : loupe

เหมืองแร่ 

แด่ ไอไข่ พี่จอน นายฝรั่ง อาจินต์ … 

บางทีเรามีเพื่อนที่สนิทกัน ที่ไม่ใช่คนจริงๆ แต่เป็น ‘เพื่อน’ ที่มาจากตัวละครในหนังสือที่เราอ่าน ไอไข่ พี่จอน นายฝรั่ง และอาจินต์ คือกลุ่มคนในหนังสือเรื่อง เหมืองแร่ ต้นฉบับของภาพยนตร์ที่ออกฉายในชื่อ มหาลัยเหมืองแร่

เหมืองแร่ เรื่องราวที่พาเราไปส่องดูชีวิตของ ‘อาจินต์’ หนุ่มกรุงเทพที่ต้องพลัดถิ่นไปเป็นคนงานเหมืองแร่ในจังหวัดพังงา ความเรียบง่ายเหมือนอ่านไดอารี่ของคนวัยหนุ่มที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคแต่ละวัน การปรับตัวเข้ากับผู้คนฉบับ ‘คนใต้ใจเด็ด’ งานเหมืองแร่ที่หนักเกินคาดคิด และกระบวนการผ่านช่วงชีวิตที่มีแต่มรสุมหลายต่อหลายครั้ง 

แต่สุดท้ายทั้งอาจินต์ ค้นพบว่า 

“หลายปีที่ปักษ์ใต้ทำให้ข้าพเจ้าไม่อดตาย ตั้งต้นชีวิตได้ มันไม่ใช่ความหมายว่ามีงานทำ มีอาหารการกิน แต่ข้าพเจ้าหมายถึงการตั้งต้นชีวิตแห่งการทำงาน ทุ่มเท และเหน็ดเหนื่อย แต่มีความภูมิใจในงานหนักเป็นเครื่องบำรุงหัวใจ”

“ก็เหมือนกับชีวิตของเรานั่นแหละ ดูโดยผิวเผินแล้วรู้สึกว่าเราถลุงมันเล่น แต่ในส่วนลึกเราถนอมมันออก นี่ก็ไม่ใช่เพราะชีวิตคนอย่างเรามีราคาแพงนักดอกแต่ว่ามันหายากต่างหาก”

มหาลัยเหมืองแร่จบลง และทิ้งข้อคิดและคุณค่าของชีวิตไว้ให้กับคนอ่าน พร้อมกับความรู้สึกถึงกลิ่นดิน กลิ่นฝน กลิ่นน้ำมัน และกลิ่นเหงื่อ ออกมานอกกระดาษ และทำให้รู้จักไอไข่ พี่จอน นายฝรั่ง เพื่อนต่างถิ่นจังหวัดพังงาที่ไม่เคยได้พบหน้า

เล่ม : เหมืองแร่

เขียน : อาจินต์ ปัญจพรรค์

สำนักพิมพ์ : ระหว่างบรรทัด

รักเร้น-เร้นรัก : วรรณกรรมรักต้องห้ามข้ามศีลธรรม ในสมัยที่รักร่วมเพศเป็นสิ่งต้องหลบซ่อน

“บางคราวข้าพเจ้าหวนคิดถึงหอพักของโรงเรียนกินนอน และอดรู้สึกไม่ได้ว่าข้าพเจ้าได้ลอกคราบผิวอันงดงามของวัยเยาว์ทิ้งไว้อย่างไม่ไยดี ราวกับคราบงูบางใสซึ่งเกี่ยวติดอยู่ตามกิ่งก้านของสุมทุมพุ่มไม้”

ประโยคนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘แก้มสีเพลิง’ เรื่องสั้นถ่ายทอดเกี่ยวกับเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่ส่งไปอยู่โรงเรียนกินนอน ก่อนความรักจะเกิดขึ้นในสถานที่ปิดทึบ และปิดฉากลงเมื่อฤดูร้อนลาจาก 1 ในเรื่องสั้นที่ถูกร้อยเรียงภายใน ‘รักเร้น-เร้นรัก’ หนังสือรวมเรื่องสั้นและความเรียงของนักเขียนญี่ปุ่นหัวก้าวหน้าที่กล้าถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่างเพศกำเนิดเดียวกันในยุคสมัยที่ความรักประเภทนี้เป็น ‘สิ่งต้องห้าม’

แต่ละเรื่องที่ถูกหยิบมาแปลในหนังสือเล่มนี้ นำเสนอเรื่องราวความรักที่แตกต่างกันออกไปด้วยบุคคล สถานการณ์ และสถานที่ที่หลากหลาย อย่างโรงเรียนกินนอน โรงละคร และห้องคุมขัง บางเรื่องหวานชื่นตามประสาความรักวัยใส บางเรื่องชวนพะอืดพะอม และบางเรื่องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงของผู้เขียน

หนังสือเล่มนี้จึงคล้ายกับหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความรักและตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศญี่ปุ่น ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความรักจากที่ต้องซ่อนเร้นกลายเป็นเห็นได้อย่างชัดแจ้งในสังคม เหมือนกับที่เราเห็นสื่อ BL-GL ล้นตลาด

รักเร้น-เร้นรัก

เขียน : โฮริ ทัตสึโอะ, ฮามาโอะ ซิโร. โอกาโมโตะ คาโนโกะ, เอโดะงาวะ รัมโป, คุซากะ โยโกะ, ทามุระ โทะซึโกะ

สำนักพิมพ์ JLIT

ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์: บริหารเวลา 4,000 สัปดาห์ก่อนสิ้นลมหายใจ

1 ปีผ่านพ้นไป เท่ากับเวลาชีวิตของเราหายไปอีก 52 สัปดาห์

หากเราทุกคนมีอายุขัยอยู่ที่ 80 ปี เราจะมีเวลาใช้ชีวิตประมาณ 4,000 สัปดาห์ (ถ้าคุณไม่ด่วนจากโลกนี้ไปเสียก่อนขวบปีที่ 80 จะมาถึง) ยังไม่นับรวมช่วงเวลาวัยเยาว์ที่คุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตของตัวเองอย่างแท้จริงอีกราวๆ 1,000 สัปดาห์

เท่ากับว่าเราทุกคนมีเวลาจำกัด

ในเวลาที่มีจำกัดเราควรใช้มันให้คุ้มค่า ใช่หรือไม่

แล้ว ‘การใช้เวลาให้คุ้มค่า’ คืออะไร คือการที่ในหนึ่งวันได้ขีดฆ่า to do list ไป 10 รายการรึเปล่า หรือการที่คุณทำงานอย่างเต็มที่แล้วยังมีเวลาออกกำลังกาย กินข้าวเย็นกับครอบครัว แล้วยังมีเวลาเหลือไปทำงานเสริมในช่วงกลางคืนอีกด้วยใช่หรือไม่

หากคุณตอบว่าใช่ หนังสือเล่มนี้จะบอกคุณว่า มนุษย์สร้างเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ขึ้นมาเพื่อจะได้เอาเวลาที่เหลือไปพักผ่อนหย่อนใจ แต่นี่คุณกลับเอาเวลาไป ทำ ทำ ทำ แล้วก็ทำ ราวกับว่าเรากำลังเร่งรีบทำทุกอย่างแล้วฝันกลางวันถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอันหอมหวานที่ไม่เคยจะมาถึงอยู่แทน

การใช้ชีวิตเร่งรีบทำทุกอย่าง เพราะเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จได้ไวที่สุด อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป เพราะความงดงามบางอย่างของชีวิตจะเผยโฉมออกมาให้คนที่ทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งนั้นๆ มากเพียงพอ เท่ากับว่าชีวิตเรามีทั้งเวลาที่จำกัด และมีบางอย่างที่สมควรทุ่มเทเวลาเพื่อให้สิ่งนั้นออกดอกออกผล และการเร่งวันเร่งคืนไม่ส่งผลดีต่อสิ่งนี้

‘การบริหารเวลาให้คุ้มค่า’ ในความหมายของหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่การเรียกร้องให้ทุกคนต้องใช้ชีวิตโปรดักทีฟ เพื่อที่จะตอบความหมายของคำว่า ‘คุ้มค่า’ ในจิตใต้สำนึกของเราในแบบที่สังคมกำหนด แต่ชวนดึงใจเราให้ช้าลง แล้วกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าแท้จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ในชีวิต เพื่อที่จะเลือกไปต่อหรือตัดบางอย่างออกไป

เล่ม : ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์ (Four Thousand Weeks Time Management for Mortals)

เขียน : โอลิเวอร์ เบอร์คีแมน (Oliver Burkeman)

แปล : วาดฝัน คุณาวงศ์

สำนักพิมพ์ : Amarin How to