ประเทศนี้อยากให้คนท้อง แต่แม่ติดคุกเพราะขโมยนมผง : ‘หมอชุ-ชุตินาถ’ หมอนักเคลื่อนไหวที่สู้ตั้งแต่เวลานอนของแพทย์ไปจนถึงการทำแท้ง

“วงการนี้มันแปลก!”

‘พญ.ชุตินาถ ชินอุดมพร’ หรือ ‘หมอชุ’ สมาชิกสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน และแพทย์ประจำคลินิกทานตะวัน กล่าว ถ้าจะถามว่าตรงไหนที่แปลก หมอชุคงต้องใช้เวลาทั้งวันในการตอบคำถามนี้ ไม่ใช่เพราะใช้เวลาคิดนาน แต่มันมีเหตุผลมากมายจนนับไม่ถ้วน  แต่ที่แน่ๆ ก็มีอยู่ 2-3 หลักๆ ที่แปลกสุดโต่งในสายตาเธอ

แปลกที่หนึ่ง ได้แก่ ลำดับชั้นในวงการหมอ คนภายนอกอาจเข้าใจว่าเรียนหมอจบ 6 ปี ต้องต่อแพทย์เฉพาะทาง แต่หมอชุเล่าว่าจริงๆ แล้วหมอไม่จำเป็นต้องเรียนต่อเฉพาะทางก็ได้ถ้าไม่ได้สนใจ แต่เพราะ ‘โดนกด’ หมอหลายคนเลยเลือกเรียนต่อเฉพาะทาง ไม่หยุดตัวเองอยู่แค่แพทย์ทั่วไป

“หลายคนเคยโดนกินหัวตอนที่เป็นแพทย์ทั่วไป แต่พอคุณจบมาเป็นแพทย์เฉพาะทาง คุณก็รอดแล้ว คุณก็กลับไปกินหัวแพทย์ทั่วไปต่อ”

โดนกินหัวที่ว่าก็คือการโดนต่อว่า โดนเอารัดเอาเปรียบ แต่หมอชุเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านอายุรกรรมด้วยเหตุผลที่ว่าอยากดูแลเคสผู้ป่วยที่ซับซ้อนและยากขึ้น แต่ไปๆ มาๆ เธอก็เกิดอาการเบิร์นเอาท์จากงานที่หักโหมและระบบที่มองบุคลากรทางการแพทย์เป็นหุ่นยนต์

“ในวันทำงานที่ตารางมันแน่นมากๆ เราก็คิดต่อว่าคนไข้ในใจ เนื่องจากเรายังไม่ได้นอนเลย ข้าวก็ยังไม่ได้กิน”

หมอชุเล่าว่านี่คือความรู้สึกผิดที่เกิดทุกครั้งที่เผลอต่อว่าคนไข้ในใจ บางครั้งเธอทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็นของวันต่อไปโดยที่ไม่ได้นอน หมอชุบอกว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่หมอหลายๆ คนก็น่าจะเจอเหมือนกัน

พอเจอโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้ระบบการทำงานหมอที่พังแล้วพังลงกว่าเดิม ความเหนื่อยล้าส่งผลให้หมอชุลาออกจากการเรียนต่อเฉพาะทาง และเหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้เธอเห็นความแปลกมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องของการเลือกปฏิบัติ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นแพทย์เป็นกลุ่มเดียวที่ได้ฉีดวัคซีนก่อนใครเพื่อน แต่พยาบาล เวรเปล และบุคลากรคนอื่นๆ ไม่ได้ฉีด ทั้งๆ ที่พวกเขาก็เป็นกลุ่มอาชีพที่ทำงานด่านหน้าเหมือนกัน

“เราเรียกร้องว่า ถ้าเรา (หมอ) ได้วัคซีน พยาบาลต้องได้ ถ้าเราได้รับการปกป้องแบบไหนพยาบาลต้องได้แบบเดียวกับเรา เขาควรได้เพราะว่าเขาเข้าถึงคนไข้มากกว่าเรา”

จากการเรียกร้องรายวัน นำไปสู่การจัดตั้งสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน หมอชุและแพทย์คนอื่นๆ รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับระบบแปลกๆ นี้ โดยตั้งมาจากพื้นฐานความคิดที่ว่าสังคมมักมองหมอเป็นอภิสิทธิ์ชน เพราะฉะนั้นสหภาพแพทย์จึงใช้ประโยชน์จากตรงนี้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบุคลากรคนอื่นๆ ไปด้วย

การขับเคลื่อนเพื่อ ‘แตะโครงสร้าง’ ของหมอชุจึงค่อยๆ เคลื่อนตัวเป็นระยะ หมอชุมองว่าถ้าโครงสร้างยังเหมือนเดิม คนก็จะไม่เปลี่ยนไป คนป่วยก็จะป่วยเท่าเดิม แพทย์ก็จะทำงานหนักเหมือนเดิม

“มันไม่มีการกระจายรายได้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาการก็เยอะ คนที่สอบแพทย์ได้ก็เป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะ มีรายได้ สุดท้ายเขาก็จะจบแล้วทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ต่อให้ผลิตแพทย์เพิ่มคุณก็ได้แบบเดิม คนก็ยังจะเป็นมะเร็งปอดเพราะสภาพแวดล้อมเหมือนเดิม อาจจะแค่รักษาได้ไวขึ้นก็เท่านั้น”

การขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการของแพทย์ เปิดประตูให้หมอชุได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เราคงเคยเห็นชื่อเธอที่เรียกร้องการเปลี่ยนวงการแพทย์ตามหน้าสื่ออยู่บ้าง และเป็นนักเคลื่อนไหวของหมอชุไม่ได้มีแค่ประเด็นของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีประเด็นสังคมอื่นๆ ที่ทุกคน ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็ตาม ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกัน หนึ่งในนั้นคือการขับเคลื่อนเพื่อนสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ที่ถูกกฎหมายและปลอดภัย

พูดไม่สำคัญเท่าลงมือทำด้วย

ผู้สัมภาษณ์ : ตัดสินใจเป็นเดือนเลยไหมกว่าจะเป็นหมอที่คลินิกทำแท้ง

หมอชุ : ไม่นะ วิ (นาที) เดียวเอง

นี่คือบทสนทนาระหว่างผู้สัมภาษณ์และหมอชุ การคิดว่ามื้อเที่ยงจะกินอะไร ยังใช้เวลานานกว่าที่หมอชุตัดสินใจมาทำงานที่คลินิกทานตะวันแห่งนี้

เธอเล่าว่าก่อนหน้านี้เคยได้เจอกับเจ้าหน้าที่ของ ‘มูลนิธิทำทาง’ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รณรงค์เรื่องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย หลังจากเจอกันบ่อยๆ ตามงานกิจกรรมที่ขับเคลื่อนสิทธิและสวัสดิการ ด้วยความที่หมอชุก็อยากสนับสนุนสิทธิผู้หญิงด้วย ทางมูลนิธิจึงชักชวนให้มาทำคลินิกทานตะวันด้วยกัน

ประโยคหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ที่ทำให้หมอชุมาอยู่ที่นี่ได้ก็คือ “หมอบอกว่าสนับสนุน แต่ไม่ทำอะไร ก็เหมือนหมอพูดอย่างเดียวนะ”

คลินิกทานตะวัน คือคลินิกเวชกรรมที่มาจากความร่วมมือกับ ‘มูลนิธิทำทาง’ ตอนนี้คลินิกทานตะวันเปิดให้บริการในช่วงเดือนสิงหาคมของปีนี้ ให้บริการปรึกษาท้องไม่พร้อม บริการด้านการคุมกำเนิด ยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ให้คำปรึกษาด้านการดูแลตัวเองเบื้องต้นสำหรับผู้มีเชื้อ HIV อีกด้วย

หลังจากตัดสินใจมาทำงานที่คลินิก หมอชุเล่าว่าเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนแนวคิดไปจากเดิมมากนัก เนื่องจากช่วงที่เป็นนักเรียนแพทย์ หรือเป็นแพทย์อินเทิร์นในโรงพยาบาลก็มีเรื่องการทำแท้งเข้ามาบ้าง แต่ด้านชีวิตส่วนตัวต้องมีการเกลี้ยกล่อมคนรอบตัวนิดหน่อย เนื่องจากยังมีบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับการเธอจะมาเป็นหมอ ‘ทำแท้ง’ แบบออกนอกหน้า

สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าการทำแท้งคือการฆ่าเด็ก

“การยุติการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ยามันจบ มีประสิทธิภาพสูงถึง 97% กินแล้วก็จบเลย แต่ปัญหาของคนไข้คือ ก่อนที่เขาจะมาหาเรา เขาเจอปัญหาอะไรบ้าง แล้วหลังต่อจากนี้เขาจะใช้ชีวิตยังไงต่อ อันนี้คือเรื่องที่หนักที่สุดสำหรับผู้หญิง สิ่งที่ยากที่สุดคือความโดดเดี่ยวเขาเผชิญ ต้องรับแรงกดดันจากสังคมและความคาดหวังที่อยากให้ผู้หญิงเป็น ไหนจะแฟนแล้วก็ครอบครัวอีก มันหนักไปหมด”

ยาสำหรับยุติการตั้งครรภ์ ไม่ได้มีผลข้างเคียงให้เกิดภาวะซึมเศร้า แต่สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นคือ ‘อคติ’ ต่างหาก สังคมตีตราว่าผู้หญิงทำแท้งคือผู้หญิงไม่ดี จะมีตราบาปติดตัวไปตลอดชีวิต ขณะเดียวกันคนที่มาทำแท้งหลายรายก็รู้สึกผิดที่เลือกแบบนี้ แต่พวกเขาคิดกันมาอย่างดีแล้วว่าตัวเองไม่มอบอนาคตที่ดีให้กับเด็กได้

ฝั่งหมอเองก็โดนปลูกฝังมาแบบเดียวกัน จึงทำให้หมอบางคนไม่กล้าทำยุติการตั้งครรภ์เพราะกลัวว่าตัวเองจะมีความผิดไปด้วย

“หมอมีอำนาจในการเปลี่ยนชีวิตคนอื่นได้ เคยได้ยินมาว่าคนไข้ต้องทำตัวน่าสงสารมากพอ เขาถึงจะทำแท้ง ให้มันคุ้มกับบาปที่เขากำลังจะทำ ประมาณว่าทำแท้งให้ก็ได้ แต่ที่ทำเพราะว่าคนไข้น่าสงสารจริงๆ”

การเดินหน้าเข้าไปยุติการตั้งครรภ์ ไม่ใช่การไปรายการโชว์เรียกความสงสาร แต่กับระบบแนวคิดของแพทย์ส่วนหนึ่ง ถ้ามีเรื่องราวที่น่าเศร้ามากพอ หมอถึงจะยอมทำให้ หมอชุตั้งคำถามต่อว่าทำไมสังคมถึงให้ความสำคัญกับสิ่งที่มองไม่เห็นในท้อง มากกว่าผู้หญิงที่กำลังยืนหายใจอยู่ตรงหน้า

“สังคมบอกว่าร่างกายมีไว้เพื่อประคองครรภ์ไปถึงจุดที่ต้องคลอด แล้วพอทำสิ่งนี้ไม่ได้ คุณกลายเป็นสิ่งบกพร่องของสังคม กลายเป็นว่าตัวตนที่ผ่านมาของคุณ 20 ปี 30 ปี ถูกลืมหมดเลย คุณโดนลดคุณค่าไปเลย สังคมให้ค่ากับความเป็นแม่ แต่ไม่ให้กับความเป็นมนุษย์” หมอชุกล่าว

ทานตะวันคือสัญลักษณ์ของความสดใส

“เราเชื่อว่าภาพของการทำแท้งมันก็สดใสได้ มันมีพลังได้ เหมือนการที่คุณยืดหยัดต่อการตัดสินใจของตัวเอง กล้าสูงตระหง่านต่อพระอาทิตย์”

คำตอบ (แบบเท่ๆ) จากหมอชุ เมื่อเราถามว่าทำไมที่นี่ถึงตั้งชื่อว่าทานตะวัน เพราะคลินิกนี้ต้องการที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ หมอชุเล่าว่าเมื่อลองสังเกตในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ถ้าเราจะเข้าไปทำแท้งก็ต้องผ่านแผนกสูตินรีเวช ซึ่งรอบห้องก็จะมีแต่รูปเด็กน่ารัก เด็กวิ่งเล่น เอาใจคนเป็นแม่ แต่ก็ซ้ำเติมบาดแผลคนที่จะเข้าไปยุติการตั้งครรภ์ ที่นี่จึงอยากให้เป็นอารมณ์เดียวกัน แต่ไม่จำเป็นต้องมีเด็ก มีแค่ตัวเราเองที่สดใสก็พอ

ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่อนุญาตให้คนทั่วไปสามารถยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยโดยแพทย์ได้ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2564 โดยมีเงื่อนไขว่าสามารถทำได้ภายในอายุครรภ์ 0-22 สัปดาห์ โดยอายุครรภ์ที่น้อยกว่า 12 สัปดาห์สามารถปรึกษาสถานยาบาลเพื่อยุติการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองได้ แต่ถ้าหาก 12-22 สัปดาห์ขึ้นไป จำเป็นเข้ารับการรักษาในฐานะผู้ป่วยของโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังสามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้อีกด้วย

ถึงแม้จะมีข้อกฎหมายที่รองรับการยุติอย่างปลอดภัย แต่ก็มีสถานพยาบาลหลายที่ไม่อยากให้บริการ บางครั้งก็มีผู้ป่วยที่เจอกับการเลือกปฏิบัติจากแพทย์ โดนพูดจาไม่ดี โดนดูถูก บางกรณีก็พยายามยื้อการรักษาจนไม่สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้

เพราะเหตุนี้จึงทำให้คนไข้หลายคนเลือกที่จะใช้วิธีการยุติการตั้งครรภ์แบบเถื่อน ทั้งการสั่งซื้อยาที่ไม่ได้มาตราฐานจากทางออนไลน์ หรือใช้วิธีทำแท้งอย่างไม่ปลอดภัย มีบางส่วนที่ไม่รู้ว่าการยุติการตั้งครรภ์ทำได้ถูกกฎหมายแล้วเลยไปเลือกทำกับแบบเถื่อนแทน ซึ่งหมอชุให้ข้อมูลว่าต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าคลินิกทานตะวันเสียอีก

ความพิเศษของคลินิกทานตะวันที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่นก็คือการที่คนไข้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาพบหมอจนกว่าจะถึงเวลารับยา คนไข้สามารถปรึกษาที่คลินิกผ่านช่องทางไลน์ได้เลย บางคนที่ไม่แน่ใจว่าท้องหรือไม่ท้องก็สามารถใช้วิธีตรวจของคลินิกได้ เมื่อแน่ใจแล้วว่าท้องและต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ค่อยเข้ามารับยาและปรึกษากับหมอ จากนั้นหมอจะแจ้งสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อาการคร่าวๆ และติดตามผล 21 วัน จนกว่าการยุติการตั้งครรภ์จะสำเร็จ 

นอกจากนี้ยังมีทีมงานให้คำปรึกษาประจำคลินิกประมาณ 5 คน ซึ่งก็เป็นหน่วยสำคัญไม่แพ้กับหมอ

“เราถามอย่างมากก็สั้นๆ ว่าคุณตัดสินใจแล้วใช่ไหม ถ้าสมมุติว่าเขาไม่แน่ใจเขาก็จะบอก หรือถ้าเขาไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร ถ้าจะเล่าก็ให้เขาเล่า ไม่เป็นไรเลย”

ที่นี่รักษาโดยการใช้ยา เพราะเป็นวิธีที่ปลอดภัยและส่งผลกระทบน้อยที่สุด แต่ถ้าหากมีบางรายที่ไม่สามารถใช้ยาได้ หรือใช้ยาแล้วแต่ไม่ได้ผล ทางคลินิกก็จะช่วยส่งต่อไปยังโรงพยาบาลเพื่อใช้เครื่องมือดูดตัวอ่อนออก ค่ารักษาพยาบาลก็อยู่ที่ประมาณ 1500-3000 บาท

กระบวนการไม่ได้จบลงหลังรักษาเสร็จ หมอชุเล่าว่ามีหลายคนที่เผชิญความเจ็บปวดทางจิตใจหลังทำแท้งเสร็จ

“มีเคสหนึ่งตอนที่เขายุติการตั้งครรภ์เสร็จแล้วเขาเห็นตัวอ่อนที่ห้องน้ำ เขาร้องไห้คนเดียวแล้วเขาไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้เลย ทีมเราให้คำปรึกษา โทรไปคุยกับเขาบ่อยมากว่า ‘คุณไหวไหม คุณอยู่กับใคร คุณคุยกับเราได้เลยนะ’ คุยเป็นชั่วโมง คลินิกไม่ได้สำคัญเพราะหมอ มันสำคัญเพราะทีมนักให้คำปรึกษาด้วย”

จากการเปิดคลินิกมาประมาณ 2 เดือน มีเคสเข้ามารับบริการที่คลินิคทานตะวันประมาณ 200 กว่าเคส หมอชุเล่าว่าเหตุผลแรกๆ ที่ผู้คนที่มายุติการตั้งครรภ์ที่นี่คือเรื่องเศรษฐกิจ บางคนถูกเลิกจ้างกลางคันเลยรู้ว่าตัวเองไม่พร้อม รองลงมาคือเรื่องของความสัมพันธ์ บางคนเลิกรากับแฟน แฟนติดคุก หรืออยู่ดีๆ แฟนเสียก็มี แต่ที่คลินิกทานตะวันจะไม่มีการถามว่า ไปทำอะไรมา หรือทำไมอยากทำแท้ง เพราะที่คลินิกเชื่อว่าคนไข้ต่างก็มีเหตุผลของตัวเองและคิดมาดีแล้ว

“ทีตอนไปฉีดหน้า ฉีดฟิลเลอร์ไม่เห็นต้องคิดเยอะเลย ไม่มีใครถามนะว่า ‘ทำไมคุณตัดสินใจแบบนี้’ ‘คุณเจออะไรมาหรอ’ แล้วทำไมเรื่องนี้ (ยุติการตั้งครรภ์) ถึงต้องโดนตัดสินเป็นพิเศษ เป็นไส้ติ่งอักเสบก็ไม่เห็นมีใครถามว่าไปทำอะไรมานะ”

หมอชุมองว่าคงไม่มีใครอยากทำแท้งเพราะมันสนุกหรอก กว่าจะมาถึงจุดที่ตัดสินใจจะทำได้ หมอและทีมงานในคลินิกเชื่อว่าทุกคนต่างผ่านการคิดมาแล้วหลายร้อยรอบ หน้าที่ของหมอคือทำให้การตัดสินใจของเขาเกิดขึ้นจริง ในขณะเดียวกันก็ต้องปลอดภัยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอีกด้วย

ที่นี่ไม่ใช่แค่คลินิกบริการทางการแพทย์ แต่ในสายตาหมอชุมันคือ ‘คลินิกบริการทางสังคม’ ที่นี่ทำให้เสียงของผู้หญิงที่ถูกกดทับดังขึ้นได้ ในขณะเดียวกันก็พยายามดึงพวกเขากลับมาสู่สังคม โดยที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไม่รู้สึกมีบาปติดตัวอีกด้วย

ทำแท้งคือหนึ่งในสิทธิการกำหนดเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง

“ทุกวันนี้เราก็ยังไม่เจอผีเด็กนะ (หัวเราะ)”

การทำแท้งกับผีเด็กคือของคู่กันที่ปรากฏในสื่อทั้งหนังและละคร การปลูกฝังแบบผิดๆ ส่งผลให้ผู้หญิงกลัวทำแท้งถึงขั้นที่ว่า ถ้าทำแล้วจะมีผีเด็กมาเอาชีวิต น่าแปลกที่ว่าผีเหล่านี้มักจะตามล่าแต่ผู้หญิง ไม่เห็นไปหลอกหลอนผู้ชายบ้างเลย

ถ้าใครเขาไปดูเพจเฟสบุ๊กของคลินิกทานตะวัน ก็มักจะเห็นข้อความให้กำลังใจ บางทีก็มีคลิปหมอชุที่ส่งต่อข้อความดีๆ ให้กับคนไข้เหมือนกัน หมอชุเล่าว่าที่ทำเพราะไม่อยากให้ผู้หญิงรู้สึกโดดเดี่ยว

หมอชุมองว่าที่ผ่านมาสังคมผลักภาระให้ผู้หญิงมามากพอแล้ว ปัจจุบันเรามีอัตราเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลง รัฐอยากให้คนมีลูกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันพอเด็กเกิดมาก็ไม่ได้มีสิทธิหรือสวัสดิการที่พอจะจุนเจือแต่ละครอบครัวได้สักเท่าไหร่ แล้วพอพวกเขาตัดสินใจที่จะยุติการตั้งครรภ์สังคมก็มองว่าเขาเป็นตัวร้าย

“เราเป็นประเทศที่อยากให้คนท้อง แต่ว่าแม่ติดคุกเพราะเขาไปขโมยนมผงมาให้ลูก เราไม่มีระบบการศึกษาที่ดีให้เด็ก ไม่มีเงินซัปพอร์ตให้แม่ เรายังมีหน้าบอกว่าให้เขามีลูกอีก”

“คนปรึกษายุติการตั้งครรภ์ปีนึงประมาณ 1 แสนกว่าคน แต่เราไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้เข้าถึงบริการจริงๆ กี่คน แล้วเด็กที่เหลือเขาเกิดมาเป็นยังไงก็ไม่รู้ แล้วแม่เขาต้องอยู่กับความรู้สึกแบบไหน” หมอชุกล่าว

การทำแท้งเป็นสิทธิของเนื้อตัวร่างกายที่ต้องอาศัย ‘โครงสร้าง’ ในการเข้าช่วย ในวันนี้เราต่างพูดกันว่า ‘มีลูกเมื่อพร้อม’ แต่สังคม รัฐ และสวัสดิการไม่เอื้อให้ครอบครัวหนึ่งรู้สึกพร้อมได้ พวกเขาจึงต้องมองหาทางเลือกนั้นก็คือการทำแท้ง และยิ่งมาเจอการต่อต้านจากอคติอีก ก็เหมือนผลักให้พวกเขาไปไหนไม่รอด

ในวันนี้หมอชุเลือกที่จะขับเคลื่อนการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัยผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง ขณะที่ยังมีหมอหลายคนหลีกเลี่ยงการทำสิ่งนี้เพราะกลัวมายาคติเรื่องมือเปื้อนเลือด กลัวบาปติดตัว ทั้งนี้หมอชุก็หวังว่าจะเห็นการพูดถึงการยุติการตั้งครรภ์ในบรรยากาศที่ดีขึ้น และไม่ต้องมีใครรู้สึกผิดที่เลือกทำสิ่งนี้

“ก่อนเปิดคลินิกมีแรงเสียดทานที่บอกว่ายิ่งโปรโมท ยิ่งพรีเซนต์เรื่องการยุติการตั้งครรภ์มันยิ่งทำให้คนอยากทำสิ่งนั้น แบบนี้ยกเลิกไปเลยเรื่องการบำบัดยาเสพติดไปเลยสิเดี๋ยวคนจะไปเสพมากขึ้น ถามจริงนะ ใครจะไปตั้งใจท้องเพื่อให้ตัวเองแท้ง มันไม่มีหรอก” หมอชุทิ้งท้าย