บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ Conclave
ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง กระบวนการเลือกตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ (หรือที่เรียกด้วยศัพท์เฉพาะว่า Conclave) เป็นเรื่องที่เราไม่คุ้นชิน แต่รางวัลออสการ์กว่า 8 รางวัลที่ภาพยนตร์เรื่อง Conclave (2024) คว้าไป พร้อมกับคำวิจารณ์แง่บวกว่า กระบวนการเลือกตั้งในหนังนั้นเสมือนจริง ทำให้เรารีบหาช่องทางรับชมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกระบวนการเลือกตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากการจากไปของโป๊ปฟรานซิส แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะไม่มีฉายในไทยก็ตาม
Conclave เล่าถึงจากสูญเสียอันยิ่งใหญ่ของคริสตจักร เมื่อประมุขอย่างพระสันตะปาปา (ตัวละครในหนัง) จากไปอย่างกะทันหันด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ถึงแม้จะเศร้าโศกเพียงใด แต่ตำแหน่งนี้จะเว้นว่างไม่ได้ นำไปสู่การประชุมลับของพระคาร์ดินัลจากทั่วทุกมุมโลก ณ นครรัฐวาติกัน เพื่อเลือกโป๊ปพระองค์ใหม่ โดยมี พระคาร์ดินัล โทมัส ลอว์เรนซ์ (Cardinal Thomas Lawrence) เป็นประธานในเลือกตั้ง

หัวใจหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพระคาร์ดินัลที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นราวกับคลื่นใต้น้ำ เพราะใครก็สามารถขึ้นครองตำแหน่งที่สำคัญนี้ได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นพระคาร์ดินัลที่มีความคิดอนุรักษนิยมคร่ำครึ หรือเสรีนิยมสุดโต่งก็ตาม ซึ่งไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ของคริสตจักรในโลกความเป็นจริง
ความลับและเรื่องอื้อฉาวใต้วิหาร
เรื่องราวใน Conclave ดำเนินผ่านพระคาร์ดินัล โทมัส ลอว์เรนซ์ หัวหน้าคณะพระคาร์ดินัล (ตำแหน่งของบาทหลวงที่มีสมณศักดิ์เป็นรองพระสันตะปาปา) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับโป๊ป (Pope) พระองค์ก่อน ในการประชุมลับในครั้งนี้ เขามีหน้าที่เป็นประธานในการเลือกตั้ง จึงต้องดำเนินการให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบว่าจะไม่มีการสอดแนมการประชุมเกิดขึ้นผ่านกระจกของวิหาร หรือพระคาร์ดินัลที่เข้าร่วมการประชุมเป็นใครบ้าง
แม้ว่าเขาจะไม่อยากอยู่ในตำแหน่งนี้ก็ตาม

สิ่งที่ทำให้การประชุมเลือกพระสันตะปาปาเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก คือ ความลับที่พระคาร์ดินัลแต่ละคนซ่อนเอาไว้ ในฐานะประธานการเลือกตั้ง พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์เกิดความสงสัย และต้องการหาคำตอบให้กับทุกเรื่องที่หลั่งไหลเข้ามา เขาจึงพยายามสืบค้นเรื่องราวความลับเบื้องหลังพระคาร์ดินัลแต่ละคน ด้วยความหวังที่ว่าพระคาร์ดินัลที่จะถูกรับเลือกให้เป็นโป๊ปจะมีความเหมาะสมมากที่สุด
การที่หนังใช้พระคาร์ดินัลโทมัสเป็นตัวละครดำเนินเรื่อง มีนัยที่สำคัญซ่อนอยู่ นั่นคือชื่อของพระคาร์ดินัล เพราะ ‘โทมัส’ เป็นหนึ่งในอัครสาวกของพระเยซู ผู้ไม่เชื่อการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์หลังการถูกตรึงกางเขน โทมัสจึงเป็นตัวแทนของความสงสัย ตรงกับพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์เกิดความเคลือบแคลงใจจนมุ่งไปยังการสืบค้นเรื่องราวใต้พรมที่มากไปกว่าเพื่อให้การประชุมลับครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
“หากมีแต่ความมั่นใจโดยปราศจากข้อกังขา ก็จะไร้ซึ่งความลึกลับ และความศรัทธาจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น” – คาร์ดินัล โทมัส ลอว์เรนซ์
1 ในประเด็นที่ถูกนำมาใช้สอบสวนว่าที่พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ คือ เรื่องเพศ ซึ่งเป็นประเด็นที่หากหยิบยกขึ้นมา จะกลายเป็นเรื่องคาวๆ ติดตัวไปอีกนาน เมื่อตัวละครซิสเตอร์ซานูสารภาพกับพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ว่า ตอนอายุ 19 ปี เธอมีความสัมพันธ์ต้องห้ามกับพระคาร์ดินัลอเดเย 1 ในตัวเต็งที่มีอายุ 30 ปี ณ ขณะนั้น และทั้งคู่ก็มีลูกลับๆ ด้วยกัน

ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นคริสตจักรเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ถูกซุกซ่อนไว้ในมุมมืดมาโดยตลอด โดยเฉพาะการล่วงละเมิดเด็กและเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งในปี 2563 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงออกพระราชกฤษฎีกาที่สำคัญ ให้ทุกคนต้องรายงานข้อสงสัยเกี่ยวกับการล่วงละเมิด ไม่ให้ปกปิดไว้ และกำหนดให้บาทหลวงต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อการละเมิด ไม่ว่าจะเป็นที่พวกเขาลงมือกระทำเอง หรือช่วยปกปิดก็ตาม ทำให้ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเรามักจะได้เห็นข่าวที่ออกมาแฉพฤติกรรมอื้อฉาวของผู้นำทางศาสนาผ่านสื่อใหญ่ๆ อย่าง BBC ที่ตีแผ่ประวัติการล่วงละเมิดและการทรมานลูกศิษย์ของ ทีบี โจชัว (TB Joshua) อดีตผู้นำโบสถ์ยิวของทุกชนชาติ ชาวไนจีเรีย
บทบาทของสตรีเพศในพื้นที่ศาสนา ในฐานะผู้เป็นหูเป็นตาเมื่อเกิดความอยุติธรรม
“แม้เหล่าซิสเตอร์จะถูกคาดหวังให้ไร้ตัวตน แต่พระเจ้าก็ยังประทานตาและหูให้กับพวกเรา” – ซิสเตอร์แอกเนส
เมื่อเราลองสำรวจพื้นที่ศาสนา เราจะเห็นได้ชัดว่าการพูดถึงบทบาทของผู้หญิงและเพศหลากหลายนั้นน้อยจนแทบไม่มี สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ บทบาทของเหล่าซิสเตอร์หรือแม่ชีภายในวิหาร คือ การทำอาหารจัดเลี้ยงพระคาร์ดินัล การทำความสะอาดวิหาร และการจัดห้องรับรองเหล่าพระคาร์ดินัลจากทั่วทุกมุมโลกที่มาเข้าร่วมการประชุม เราจึงแทบไม่ได้ยินเสียงพูดของเหล่าซิสเตอร์ มีเพียงเสียงของผู้ชายที่ดังไปทั่วโถงทางเดิน
จุดเปลี่ยนของหนัง Conclave คือ บทบาทของตัวละครซิสเตอร์แอกเนส (Sister Agne) แม่ชีที่ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายจัดเลี้ยงและดูแลบ้าน เพราะเธอกลายมาเป็นผู้ส่งมอบหลักฐานชั้นดีและพยานปากสำคัญ ในขณะที่พระคาร์ดินัลที่เป็นผู้ชาย ต่างแก่งแย่งชิงดี หลงลืมความถูกต้อง เพื่อขึ้นสู่ตำแหน่งโป๊ป

พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์จะไม่สามารถหาหลักฐานเอาผิดพระคาร์ดินัลเทรมเบลย์ได้เลย หากซิสเตอร์แอกเนสไม่เปิดคำสั่งย้ายซิสเตอร์ซานูให้ดู เพราะเอกสารนี้อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเธอ
พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์จะไม่สามารถเอาผิดพระคาร์ดินัลเทรมเบลย์ได้เลย หากซิสเตอร์แอกเนสไม่ก้าวออกมาข้างหน้า และส่งเสียงออกมา เพื่อสนับสนุนการเปิดโปงพระคาร์ดินัลเทรมเบลย์
ทำให้เราเห็นว่า แม้จะถูกกดขี่หรือลบเลือนตัวตนเพียงใด เสียงของเหล่าซิสเตอร์ยังมีคุณค่าเสมอ หากไร้ซึ่งเสียงของซิสเตอร์แอกเนส คริสตจักรอาจจะได้ผู้นำที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่คนดีไร้ที่ยืน
ทางแยกของคริสตจักร ระหว่างหันขวากลับทางเดิน หรือก้าวซ้ายต่อไปข้างหน้า
พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ไม่ได้ต้องการยืนอยู่ในตำแหน่งนี้ เขาอยากลาออกเสียด้วยซ้ำ แต่เพราะหน้าที่และอุดมการณ์เสรีนิยมที่เขายึดถือ พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ไม่อยากให้พระคาร์ดินัลสายอนุรักษนิยมขึ้นครองตำแหน่งโป๊ป เขาจึงต้องใช้ช่วงเวลาที่คะแนนโหวตยังคงคลุมเครือในการหาข้อบกพร่องของพระคาดินัลตัวเต็ง
เพราะถ้าพระคาร์ดินัลตัวเต็งมีความลับดำมืดซ่อนอยู่ หากเปิดเผยออกมา ก็จะเป็นประโยชน์กับพระคาร์ดินัลสายเสรีนิยม
ตำแหน่งพระสันตะปาปา คือ ผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกทั่วโลก มีอำนาจในการวางแนวทางและกฎระเบียบต่างๆ ภายในคริสตจักร ทำให้อนาคตของคริสตจักรโรมันคาทอลิกขึ้นอยู่กับแนวทางของพระสันตะปาปาโดยตรง
ซึ่งพระคาร์ดินัลแต่ละคนที่มีคุณสมบัติในการรับตำแหน่งโป๊ปล้วนมีความคิดและอุดมการณ์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะในภาพยนตร์หรือในโลกของความเป็นจริง เพราะตัวเต็งตำแหน่งพระสันตะปาปาในการประชุมลับที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 นี้ มีทั้งพระคาร์ดินัลที่ฝักใฝ่ทั้งฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และสายกลาง
ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า หากโป๊ปคนใหม่ฝักใฝ่ฝ่ายขวา การทรงงานตลอดทศวรรษที่ผ่านมาของโป๊ปฟรานซิสก็จะสูญเปล่า อย่างการสนับสนุนเพศหลากหลาย และการไม่เห็นด้วยกับคริสตจักรคาทอลิกที่ไม่ให้คู่รักที่มีเพศกำเนิดเดียวกันแต่งงานตามพิธีศีลศักดิ์สิทธิ์
เพราะฉะนั้น ในมุมของพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์และพระคาร์ดินัลเบลลินี ตัวเต็งโป๊บอีกคนที่เป็นฝ่ายซ้ายเหมือนกัน หากโป๊ปพระองค์ใหม่เป็นพวกอนุรักษนิยมสุดโต่ง แนวทางของคริสตจักรก็จะถอยหลังลงคลอง

การคอร์รัปชันใต้โต๊ะเกิดขึ้นทุกวงการ คนที่เหมาะสมที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเต็ง
หากจะเอาชนะโดยอาศัยความเป็นไปได้ที่มากที่สุด ฝ่ายเสรีนิยมจะต้องเทคะแนนโหวตให้กับพระคาร์ดินัลเทรมเบลย์ (คนที่ซื้อเสียง) เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นฝ่ายกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
แต่พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์กลับมีเรื่องคาใจเกี่ยวกับพระคาร์ดินัลเทรมเบลย์ นำไปสู่การค้นหาหลักฐานในห้องพักของพระสันตะปาปาคนเก่า จนพบหลักฐานซื้อขายเสียงเลือกตั้งโป๊บ

พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ทำการเปิดโปงการคอร์รัปชันในครั้งนี้ ด้วยการแจกจ่ายสำเนาเอกสารให้กับพระคาร์ดินัลทุกคน โดยมีซิสเตอร์แอกเนสเป็นผู้สนับสนุนคนสำคัญ แม้ว่าฝ่ายเสรีนิยมด้วยกันเองทำท่าทีเมยเฉย
อาจจะเรียกว่าโชคดีก็เป็นได้ เพราะหลังจากการเปิดโปง พระคาร์ดินัลส่วนหนึ่งเกิดความนิยมชมชอบในตัวพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ แผนการโหวตจึงเปลี่ยนเป็นส่งเขาเป็นตัวแทนสู้กับตัวเต็งฝ่ายอนุรักษนิยม
แต่ระหว่างการลงคะแนน กลับเกิดเหตุระเบิดขึ้นทำให้โบสถ์ได้รับความเสียหาย ซึ่งระเบิดเป็น 1 ในชุดการก่อการร้ายหลายจุดทั่วยุโรปและเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้วตั้งแต่การประชุมลับเกิดขึ้น แต่ไม่มีพระคาร์ดินัลคนไหนรู้เรื่องภายนอก นอกจากพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ เพราะการตัดขาดจากโลกภายนอกจะช่วงป้องกันไม่ให้เกิดการล็อบบี้ยิสต์จากบุคคลภายนอก และไม่มีเหตุการณ์ให้กระทบต่อการตัดสินใจของเหล่าพระคาร์ดินัล
หลังเกิดเหตุ พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์ชี้แจงสถานการณ์ภายนอกให้พระคาร์ดินัลทั้งหมดรับฟัง พระคาร์ดินัลเทเดสโก ตัวเต็งฝ่ายอนุรักษนิยม จึงลุกขึ้นเรียกร้องให้เกิดสงครามกับศาสนาอิสลาม พูดจาปลุกปั่น ทำให้พระคาร์ดินัลส่วนใหญ่ในห้องลุกฮือ กู่ร้องชื่นชม และเห็นด้วยกับความคิดนี้
ทว่าท่ามกลางความวุ่นวายที่เกินกว่าพระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์จะควบคุม พระคาร์ดินัลเบนิเตซ พระคาร์ดินัลที่ได้รับการแต่งตั้งลับๆ จากโป๊ปองค์ก่อน กลับลุกขึ้นเพื่อคัดค้านการตอบโต้ความรุนแรงด้วยความรุนแรง และตำหนิทุกคนที่ให้ความสำคัญกับการเมืองมากกว่าภารกิจทางศาสนา โดยตั้งคำถามว่าทุกคนที่เห็นด้วยกับสงครามและการเอาชนะ ว่าเคยสัมผัสสงครามจริงๆ แล้วหรือยัง เพราะความสูญเสียไม่ใช่เรื่องน่ายินดี

“ศาสนจักรไม่ใช่อดีต ไม่ใช่ปัจจุบัน แต่คือการกระทำของเราต่อจากนี้” – พระคาร์ดินัลวินเซนต์ เบนิเตซ
ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่แสงสาดส่องเข้ามาในวิหาร และปล่องควันปล่อยควันสีขาวออกมา พระสันตะปาปาคนใหม่ไม่ใช่พระคาร์ดินัลเทเดสโกผู้ฝักใฝ่สงคราม แต่เป็นพระคาร์ดินัลที่พระคาร์ดินัลลอว์เรนซ์มองว่าเหมาะสมแม้จะมี ‘ความลับ’ ซ่อนอยู่ก็ตาม
อ้างอิง
