คน กลับบ้าน รถเมล์ เล่นมือถือ สังคมเมือง

‘แออัดแต่ห่างเหิน’ สังคมเมืองใหญ่ทำให้เราเป็นเครื่องจักรที่ถูกเปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องจะพังไปเอง 

“ที่ผ่านมาเราไม่เคยคุยกับแม่ หรือไม่เคยมีคนที่เรารู้สึกไว้ใจที่สุดจริงๆ ที่คุยได้ทุกเรื่อง จนกระทั่งช่วงที่ป่วยและรักษาโรคซึมเศร้า ถึงเป็นจุดเปลี่ยนที่เราได้คุยกับแม่ กลายเป็นเราก็มองเห็นว่า แม่เขาก็ไม่มีใคร มีกันสองคน…”

ชีวิตของ ‘อิ่ม’ (นามสมมติ) ยืนด้วยขาสองข้างของตัวเองมาเกือบ 35 ปี จวบจนเรียนจบมหาวิทยาลัย อิ่มถึงได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่าง ‘แม่’ แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน การปรับตัวเป็นเรื่องที่ตามมา 

โรคซึมเศร้าที่อิ่มมี เข้ามาเป็นจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์กับแม่ และเผยให้เห็นมุมที่แต่ละคนกำลังเผชิญ คือ ความรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ถึงแม้จะอยู่ด้วยกัน หรือท่ามกลางผู้คนมากมาย ในเมืองที่ไม่เคยหลับใหลอย่างกรุงเทพมหานคร

แออัดแต่ห่างเหิน… ความรู้สึกที่อิ่มและใครบางคนกำลังรู้สึก การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่เต็มไปด้วยความท้าทาย โดยเฉพาะการทำให้ตัวเองรอดไปแต่ละวัน กึ่งๆ ออกจะเป็นความรู้สึกเหมือนต้องแข่งขันกับคนอื่นด้วยซ้ำ ทำให้เกิดเป็นความรู้สึกว่า ‘โดดเดี่ยว’ คงจะมีแต่ตัวเองที่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง 

สภาพแวดล้อมความเป็นเมืองอย่างกรุงเทพฯ ข้อดีอันใหญ่หลวงคือความสะดวกสบาย โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะที่อาจจะดีกว่าจังหวัดอื่นๆ แต่ก็แลกมากับค่าครองชีพที่สูง ความกดดันในการใช้ชีวิต ที่ส่งผลต่ออีกทอดหนึ่ง คือ มีโอกาสเกิดปัญหาสุขภาพจิต การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ในชีวิต 

สภาพของเมืองหลวงที่คนอยู่อาศัย หลายคนเอ่ยปากว่า ‘ไม่เอื้อให้เกิดความสัมพันธ์ใกล้ชิด’  ทั้งในแง่ของการรับฟัง การสนับสนุนทางสังคม (Social Support) หรือแม้กระทั่งความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม (Sense of Belonging) เป็นข้อมูลจากหนังสือ ‘องค์กรที่มีความสุข : ทำความเข้าใจกับสุขภาพองค์กร การเจ็บป่วย และความสุข’ (The Joyful Organization: Understanding organizational health, Diseases and Joy) 

ในหนังสืออธิบายว่า ความรู้สึกที่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือพื้นที่ที่อาศัยอยู่ รวมไปถึงรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของ ถือเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อยู่ในระดับของความต้องการทางสังคม (Social needs) และระดับความต้องการทางด้านจิตใจ (Emotional needs) ส่งผลต่อการพัฒนาจิตใจของมนุษย์คนหนึ่ง ทำให้ถ้าเขาไม่ได้รับสิ่งนี้อาจเกิดผลกระทบ เช่น ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่อยู่ได้ หรือความมั่นใจในตัวเองลดลง จนไปถึงการตั้งคำถามกับคุณค่าในตัวเอง (Self – esteem)

ย้ายถิ่นเพื่อต่อยอดความฝัน แลกกับสุขภาพจิตติดลบ

‘ขนม’ (นามสมมติ) ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า วัย 31 ปี เล่าว่า เขามีอาการนอนไม่หลับมาหลายเดือน เพราะในหัวมีคำถามที่วิ่งวนไปมาอย่างหาคำตอบไม่ได้ตลอดเวลา ส่งผลให้แม้จะถึงเวลานอน หรือง่วงมากๆ แล้วก็ตาม แต่เขายังไม่สามารถเข้าสู่ห้วงนิทราได้อย่างจริงๆ อาการหลับๆ ตื่นๆ เป็นสิ่งที่ขนมกำลังเป็นอยู่ ปัญหาสุขภาพจิตก็เกิดขึ้นและส่งผลต่อการใช้ชีวิตของขนม

“เพื่อนร่วมงานคนอื่นผละออกจากเราหมด เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราคืออะไร เหมือนเราเป็นคนที่ท็อกซิกในสายตาเขามาก อารมณ์แบบพูดจาอะไรก็ไม่ดี… เขาไม่คุยกับเรา ลบเพื่อนในเฟซบุ๊ก (Facebook) คือเขาไม่ชอบเรา พูดง่ายๆ เหมือนแบ่งฝั่งกันเลย เหมือนโต๊ะตรงนั้นทั้งหมดไม่ชอบเรา” 

วิถีชีวิตที่ต้องแข่งกับเวลาและเอาตัวรอด ทําให้คนเลือกสนใจชีวิตของตัวเองมากกว่าคนอื่น ขาดช่วงเวลาที่จะได้สร้างความสัมพันธ์ ความรู้สึก ‘ไม่ปลอดภัย’ จึงเป็นอีกหนึ่งความรู้สึกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์ที่มิจฉาชีพเพิ่มมากขึ้นและหลายรูปแบบ ทำให้คนยิ่งปิดตัวเพื่อปกป้องตัวเอง 

ถ้าหากใครชินกับวิถีชีวิตนี้แล้วก็อาจจะไม่เจอปัญหา หรือมีไม่มาก เท่ากับบางคนที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในเมือง พื้นที่แปลกแยกและวิถีชีวิตที่แตกต่าง ทำให้ความเครียดเกิดขึ้นในช่วงปรับตัว ส่งผลต่อสุขภาพจิตได้เช่นกัน

“ระบบไม่เอื้อให้เรามาเข้าใจกัน มันเหมือนจะเข้าใจนะ แต่ไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจได้จริงๆ เพราะว่าเราต่างอยู่บนเส้นทางการแข่งขัน เช่น ทุกคนได้ขึ้นเงินเดือน แต่จะมีคนได้ขึ้นมาก อีกคนได้ขึ้นน้อย อย่างเราผู้มีอํานาจเขาก็พยายามกันให้เราได้ขึ้นน้อย เพราะเราลาป่วยบ่อย ทั้งๆ ที่ เกณฑ์การตัดสินมันไม่ได้อยู่ที่การลา มันอยู่ที่การสอน เรามองว่าการที่เขาให้เราขึ้นเงินเดือนต่ําสุด หลายครั้งในรอบสามปี มันเป็นการทําร้ายกัน เรียกได้เลยว่าเป็นการตีตรา… ถามว่าเราแคร์เรื่องเงินขนาดนั้นไหม ไม่ เราไม่ได้แคร์เรื่องเงิน หรือการได้ขึ้นเงินเดือนมาก เพราะเรารู้สึกว่าต่อให้ได้เงินเดือนเยอะ แต่ชีวิตทํางานแบบนี้มันก็เฮงซวยเหมือนกัน แต่เรา รู้สึกว่าทําไมเขาถึงด้อยค่าว่า เราคือคนที่ต่ําสุดในโรงเรียน” สิ่งที่ขนมบอกกับเรา

งานวิจัย การเปลี่ยนแปลงสุขภาพจิตของผู้กำลังย้ายถิ่น ผู้ย้ายถิ่นกลับ และผู้ไม่ย้ายถิ่น ของ กีรติ จงแจ่มฟ้า และ อุมาภรณ์ ภัทรวาณิชย์ (อ่านได้ที่นี่) ทำการสำรวจสุขภาพจิตคนในจังหวัดกาญจนบุรี ช่วงอายุ 15 – 31 ปี 1,175 คน แบ่งเป็นคนที่กำลังย้ายถิ่นไปอยู่ที่อื่น คนที่ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ และคนที่เลือกไม่ย้ายไปไหน พบว่า สุขภาพจิตของ 2 กลุ่มแรก มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบประมาณ 80%  เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการต้องเปลี่ยนสังคมที่เคยอยู่ 

ในทางกลับกัน ถ้าพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมที่อยู่ เช่น มีการสื่อสาร ได้รับข่าวสารที่จำเป็น หรือความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งจากคนใกล้ตัว หรือคนในชุมชน ก็มีผลทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นได้

แต่ถ้าคนไม่สามารถรับรู้ หรือมองเห็นการสนับสนุนทางจิตใจจากคนรอบข้างได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ต้องเผชิญกับความยากลําบาก หรือความท้าทายในชีวิต อาจเกิดสภาวะโดดเดี่ยวทางสังคม (Social Isolation) กับพวกเขาได้

ออกจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ แม้จะชั่วคราว อาจช่วยให้สุขภาพจิตเราดีขึ้นได้ แต่แค่คิดว่าจะก้าวเท้าออกจากบ้าน คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ แล้วจะออกไปไหน? พื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องใช้เงินนับวันยิ่งมีน้อยลง  แล้วสภาพอากาศในประเทศนี้ก็ไม่ชวนให้เราออกไปใช้ชีวิตในสวนสาธารณะนานๆ การขาดแคลนพื้นที่แบบนี้ มีผลต่อการรักษาสุขภาพจิตเช่นเดียวกัน กลายเป็นว่าการดูแลตัวเองขึ้นอยู่กับทุนที่มีในกระเป๋าไปแล้ว

‘วิตกกังวล เครียด และซึมเศร้า’ เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่หลายคนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะคนวัยทำงาน สภาวะที่จิตใจหยุดนิ่ง หมดแรง และจมดิ่ง จนไม่สามารถดําเนินชีวิตได้อย่างเดิม เกิดเป็นความรู้สึกผิดที่ดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอ ยิ่งอยู่ห่างจากสังคม ความรู้สึกแง่ลบก็ยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้น

“ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่ามันไม่ปกติแหละ แล้วเรารู้สึกว่า ณ ตอนนั้นมันโดดเดี่ยวมากเลย รู้สึกว่าอยู่ในโลกของตัวเองที่เหมือนโดนปิดด้วยอะไรก็ไม่รู้ ข้างในนั้นมันก็มีแต่อะไรที่พร้อมจะถาโถมใส่เรา แล้วก็เป็นความสับสน… 

“ช่วงที่หนักจนเราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง คือเรารู้สึกว่าในใจเหมือนโดนอะไรกด แล้วมันทรมาน รู้สึกว่าการทําร้ายตัวเองเหมือนกับการปลดปล่อยอะไรสักอย่างออกมา ณ เวลานั้นที่เรารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว”

คนที่ผ่านการรักษาโรคซึมเศร้าอย่าง ‘อร’ (นามสมมติ) อายุ 23 ปี ระบายความรู้สึกที่อัดแน่นในใจ อาจจะไม่ได้เล่าทุกอย่างที่เจ้าตัวเจอ แต่ก็เพียงพอให้คนที่ไม่ได้รู้สึกเหมือนกันเข้าใจได้

สภาพสังคมทำให้รู้สึกหวาดกลัว ทำให้แนวโน้มคนเลือกปิดกั้นและอยู่กับตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ถ้าสภาพสังคมยังเป็นเช่นนี้ การระเบิดของความหวาดกลัว หรือ Terror Outburst อาจเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่คนไทยประสบในอนาคต ข้อมูลจากผลสำรวจอนาคตสุขภาพจิตสังคมไทย พ.ศ.2576 โดย สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กรมสุขภาพจิต สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ โดย บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (FutureTales Lab by MQDC) ที่วิเคราะห์สภาพจิตใจของคนไทยในอนาคต และสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต

การระเบิดของความหวาดกลัว มีผลมาจากความรุนแรงในสังคมที่เพิ่มมากขึ้นและถูกสะสมเรื่อยๆ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำที่ไต่ระดับสูงขึ้น ความรุนแรงอาจถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ ทำให้บางคนหวาดกลัว ไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย เลยเลือกที่จะเก็บตัว ปิดกั้นตัวเองจากสังคม ไม่สุงสิงกับใคร แนวโน้มการแยกตัวอยู่ลำพังอาจเพิ่มมากขึ้น และอาจมีแนวโน้มอีกว่า คนเลือกที่จะเข้ารับการรักษาสุขภาพจิตลดลง เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้น ‘ปัญหาสุขภาพจิต’ มักถูกบอกว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาเลือกก่อความรุนแรง ผู้ป่วยจิตเวชมีโอกาสถูกตีตรามากขึ้น ทำให้คนรู้สึกกลัว และไม่อยากเข้ารับการรักษา แม้ว่าจะมีปัญหาสุขภาพจิตก็ตาม

มวลชนผู้โดดเดี่ยว (Pack of Lone Wolves) ก็เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน เพราะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนเริ่มลดน้อยลง ต่างคนต่างเผชิญปัญหา ความเครียด ความเหงาด้วยตัวเองเพียงลำพัง บวกกับการแข่งขันที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเลือกที่จะโฟกัสตัวเองให้ปรับตัวทันตามสังคมทัน มากกว่าจะกลับมาสนใจตัวเอง

ขณะเดียวกันก็มีสังคมบางส่วนที่พยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพจิต เพื่อให้คนเช็คและดูแลตัวเองได้ทัน ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดและรักษาได้

สุขภาพใจที่กระจายถึงกัน (Decentralized mental well-being) โมเดลจัดการกับปัญหาสุขภาพจิตที่กำลังเกิดขึ้น เพราะภาครัฐพยายามกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลพื้นที่ตัวเองมากขึ้น ทำให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการบริหาร และจัดการปัญหาของตัวเอง หนึ่งในนั้นเป็นปัญหาสุขภาพจิต การตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิต และความเป็นคนในพื้นที่ช่วยให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ออกแบบวิธีรับมือได้ ซึ่งปัญหาที่ให้คำวามสำคัญ เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาความรุนแรง หรือผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิต

แม้สภาพเมืองไม่ใช่สิ่งที่ชี้ขาดเพียงอย่างเดียวว่า เราจะเกิดปัญหาสุขภาพจิตหรือไม่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองมีผลต่อจิตใจคนที่อยู่ เพราะเมืองไม่ใช่แค่โครงสร้าง แต่เมืองหมายความถึงชีวิตและความสัมพันธ์ เมืองและจิตใจเลยเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าเมืองเร่งให้คนต้องรีบมากเท่าไร การได้ใช้ ‘ชีวิต’ ก็จะลดน้อยลงเท่านั้น สุดท้ายเราอาจกลายเป็นเครื่องจักรที่ถูกเปิดไปเรื่อยๆ จนกว่าเครื่องจะพังไปเอง 

อ้างอิง