
ทุกวันนี้เราอยู่ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ไม่รู้จบ ไหนจะ AI ที่แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนคือรูปจริง หรือถูกสร้างขึ้นมา พอๆ กับข่าวปลอมที่ถูกแชร์ต่อกันเป็นพันๆ ยอดแชร์ ท่ามกลางข้อมูลที่หลากหลายขนาดนี้ คำถามที่สำคัญตามมาคือแล้วมีอันไหนบ้างที่เป็นเรื่องจริง
ที่น่ากังวลคือข่าวที่มีมากมายได้สร้างชุดความเชื่อแบบหนึ่งขึ้นมา และความเชื่อเหล่านั้นดันไปทำร้ายใครหลายคน หนึ่งกลุ่มประชากรที่เจอผลกระทบจากข่าวต่างๆ คือ กลุ่มประชากรข้ามชาติ
“คนมักแชร์ในสิ่งที่เขาเชื่อ แชร์ให้เห็นว่าเขามีจุดยืนคล้ายๆ กัน อันนี้จะเป็นตัวหนุนเสริมให้เนื้อหามันกระจายเร็ว”
‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายและการมีส่วนร่วมสาธารณะ Thai PBS กล่าวว่าใครๆ ก็อยากส่งต่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อกันทั้งนั้น ยิ่งคนเชื่อเยอะก็ยิ่งกระจายไปได้ไว เพียงแต่ว่าในยุคนี้แค่เชื่อแล้วส่งต่ออย่างเดียวก็ไม่น่าพอ เพราะสิ่งที่เราเชื่ออาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป และบางทีมันก็ไปทำร้ายคนอื่นอีกเช่นกัน
“แรงงานข้ามชาติแย่งงานคนไทย” “แรงงานข้ามชาติใช้ภาษีคนไทยอยู่ฟรีกินฟรี” นี่คือส่วนหนึ่งของความเชื่อที่ถูกแชร์ต่อไม่รู้กี่พันครั้ง จะมีสักกี่คนที่ลงมือค้นหาว่าสถานการณ์ที่พูดกันอยู่คือเรื่องจริงไม่ ฉะนั้นมันควรจะมีเครื่องมืออะไรสักอย่างเพื่อมายืนยันสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ และในขณะเดียวกันมันกำลังมีความจริงด้านอื่นที่ไม่ถูกนำเสนออยู่หรือเปล่า
C-Site (ซีไซต์) จึงเป็นการเครื่องมือการสื่อสารอย่างหนึ่ง ที่พยายามนำเสนอความจริงขึ้นมา นี่คือช่องทางรายงานข่าวจาก ThaiPBS ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมได้เป็นนักข่าวพลเมืองผ่านการนำเสนอข้อเท็จจริง อีกชุดหนึ่งผ่านสายตาของพลเมือง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถปักหมุดรายงาน ส่งต่อ แจ้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวผ่าน C-Site ได้อย่างทันท่วงที เรื่องที่สามารถเอามาส่งต่อได้ก็มีหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิต ข่าว ภัยพิบัติ ส่งต่อความรู้ และร้องทุกข์
ความพิเศษของ C-Site คือการปักหมุดได้ เป็นการสื่อสารกันบนพิกัดภูมิศาสตร์ ซึ่งไม่ว่าอยู่ตรงไหนของมุมโลกก็สามารถสื่อสารแจ้งข่าวกันได้
“ตัวตนของเราอาจอยู่ในจุดที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่รอบๆ เช่น ถ้าอยู่เชียงใหม่ ณ เวลานี้ คุณกำลังเป็นพยานกับ พายุวิภาที่กำลังเข้ามา หรือน้ำท่วมในเชียงใหม่”
“การอธิบายผ่านพิกัดมันเป็นสารตั้งต้นในการเล่าเรื่อง แต่ที่สำคัญ คือ หนึ่งหมุดพิกัดอาจจะบอกอะไรบางอย่าง ถ้าเป็นสิบหมุดพิกัดที่ปักเข้ามา มันอาจจะสะท้อนอะไรมากกว่า ทำให้เราเห็นภาพรวมอะไรบางอย่าง”
เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สมเกียรติยกตัวอย่างเหตุการณ์ปลาหมอคางดำ เอเลี่ยนสปีชีส์ที่เข้ามาทำลายระบบนิเวศน์และสัตว์น้ำของไทย ถ้าติดตามจากข่าวจะเห็นว่ามีการรายงานว่าพบปลาที่ไหนบ้าง ตอนนี้มันอยู่ตรงไหนแล้ว C-Site จึงชวนคนนักนิเวศวิทยา คนตกปลา หรือใครก็ได้ที่อยู่ใกล้บริเวณคูคลอง ให้ลองไปสอดส่องดูว่าพบเจอปลาชนิดนี้บ้างหรือไม่ ถ้าเจอก็ถ่ายรูปและปักหมุดเล่าเรื่องลงใน C-Site เพื่อช่วยกันติดตามการเคลื่อนไหวของปลาหมอคางดำได้ จากหมุดหนึ่งกลายเป็นหลักสิบและกว่าร้อยหมุดที่ปักลงตามแหล่งน้ำต่างๆ กลายเป็นภาพการกระจายตัวของปลาหมอคางดำทั่วประเทศที่ปรากฏสู่สายตาสังคม
C-Site ไม่ได้ทำให้คนหันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นการลดอคติต่อกลุ่มประชากรข้ามชาติก็ด้วย สมเกียรติบอกว่าสิ่งแรกที่ทำได้คือทำให้ประชากรข้ามชาติ ‘ปรากฏตัว’ ในสายตาของคนในสังคมมากขึ้น ที่ผ่านมาเราเห็นประชากรข้ามชาติผ่านข่าวในทีวี ข่าวในเฟสบุ๊กบ้าง ผ่านสายตาของคนอื่น แต่การปักหมุดและเล่าเรื่องราวของประชากรข้ามชาติใน C-Site ของตัวเอง ทำให้สังคมไทยเห็นว่าพวกเขามี ‘ชีวิต’ มุมอื่นที่ไม่ใช่แค่แรงงานหรือวัตถุทางเศรษฐกิจ ซึ่งบางคนอาจใช้ชีวิตเกินกว่าจินตนาการของเราอีกด้วย
“สังคมเราเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม มีความผสมปนเปกันไปหมดเลย กลุ่มที่เป็นประชากรข้ามชาติก็เป็นกลุ่มหนึ่งในสังคม งั้นสิ่งที่เราพยายามทำอันดับแรกคือทำให้เขาปรากฏตัว อธิบายตัวเองในแบบที่เขาเป็น”
แน่นอนว่า การปักหมุดเพื่อเล่าเรื่องวิถีชีวิตภายใต้ความเป็นประชากรข้ามชาติในสายตาของสังคมไทย ไม่ได้ง่ายเสมอไป ตัวอย่างหมุดข่าวที่พบใน C-Site ที่รายงานโดยนักข่าวพลเมืองกลุ่มประชากรข้ามชาติ อาทิบริเวณศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีคนปักหมุดและพูดถึงปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เข้าไม่ถึงสิทธิการศึกษา เนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน หรืออย่างในเขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ เยาวชนจากเครือข่ายกลุ่มประชากรข้ามชาติก็เล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติในบริเวณใกล้เคียงที่ทำอาชีพดูแลผู้สูงอายุติดเตียง
การเล่าข่าวผ่าน C-Site จึงเป็นการนำเสนอมิติอื่นๆ ของประชากรข้ามชาตินอกเหนือจากที่เรามักเห็นในสื่ออื่นๆ ทำให้เห็นว่าเขามีตัวตน มีวิถีชีวิต มีที่อยู่เป็นหลักเป็นแหล่ง สมเกียรติบอกว่า จากทั้งหมดนี้เขาคาดหวังให้ C-Site ลดช่องว่างความห่างที่คนทั่วไปมีต่อประชากรข้ามชาติมากขึ้น
“เครื่องมือที่เราทำขึ้นมา เราหวังว่ามันจะเป็นเครื่องมือในการช่วยทำให้คนเห็นข้อมูลอีกชุดหนึ่ง เห็นสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง เห็นคนในอีกกลุ่มหนึ่ง แล้วทำความเข้าใจว่าเขาเองจะถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม”
ในอนาคตสมเกียรติคาดหวังว่าข้อมูลทั้งจากนักข่าวพลเมือง จากงานวิจัยหรือบทความทางวิชาการที่สะท้อนข้อเท็จจริง ตลอดจนเรื่องราวที่สื่อมวลชนช่วยกันสื่อสารเกี่ยวกับตัวตนของกลุ่มประชากรข้ามชาติ จะสามารถนำไปต่อยอด พัฒนาฐานข้อมูลเปิดที่เรียกว่า ‘Longform Interactive Journal’ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการสร้าง ‘ตัวชี้วัดความเป็นมิตรต่อประชากรข้ามชาติ (Migrant Friendly Index)’ ที่ช่วยให้เราเห็นภาพของพื้นที่จังหวัด ว่า มีความเป็นมิตรต่อประชากรข้ามชาติมากหรือน้อย เพื่อนำไปใช้ต่อยอดในระดับนโยบายในภายหลัง
ใครๆ ก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อข้อมูลที่เป็นจริงได้ เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ‘C-Site’ จากนั้นเลือกหัวข้อ ‘โพสต์ข่าว’ พร้อมตั้งค่ารูปแบบโพสต์ให้เป็นสาธารณะ ไม่ระบุตัวตน หรือส่วนตัว ต่อมาตั้งชื่อสถานการณ์ เขียนรายละเอียด พร้อมปักหมุดพิกัดของข่าว และก็สามารถโพสต์ได้เลย
“C-Site เป็นเครื่องมือที่อาจใช้เบรกสถานการณ์ของข่าวที่ไปไวมากขึ้น มันไม่สามารถแก้ปัญหาได้หมด มันแค่ทำให้คนกลับมาหวนคิดนั่นเองว่า เอ๊ะ ข่าวที่เราเห็นมันจริงหรือไม่ มันอาจจะไม่ใช่ก็ได้ แล้วถ้าไม่ใช่เรื่องจริงควรจะเป็นอะไร” สมเกียรติทิ้งท้าย
