คำว่า ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ มักถูกใช้เมื่อผู้ใหญ่อยากจะสอนเด็กเพราะตนเคยผ่านโลกมามากกว่า แต่สำหรับยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แนวทางที่ผู้ใหญ่เคยเผชิญมาอาจไม่สามารถใช้ปกป้องเด็กได้อีกแล้ว
มิหนำซ้ำ ผู้ใหญ่เองอาจจะเจอภัยที่ตนไม่ทันตั้งตัว
“ครอบครัวดิจิทัลที่สตรองที่สุด ไม่ใช่ครอบครัวที่เข้มงวดที่สุดหรือปล่อยปละละเลย แต่คือครอบครัวที่เข้าใจกันมากที่สุด”
ในงานเปิดตัว Family Digital Safety Playbook : คู่มือสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลฉบับภาษาไทย ในแคมเปญ #วัยทีนรู้ทัน (#TeensAware) ของ TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอเนื้อหาภายในคู่มือที่มีหัวใจหลักคือการปกป้องเยาวชนให้ปลอดภัย ซึ่งการจะปกป้องเด็กคนหนึ่งให้รอดจากภัยไซเบอร์ ต้องมาจากความรู้ความเข้าใจของทุกคนในครอบครัว รวมไปถึงตัวเด็กเอง
โดยสิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach & Partnerships Lead, Trust and Safety, TikTok กล่าวว่า “หัวใจสำคัญในการพัฒนาคู่มือความปลอดภัยในครั้งนี้ คือความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และที่ขาดไม่ได้เลยคือตัวแทนวัยรุ่นนักเรียน” วงเสวนา Enhancing Teen Safety — A Shared Social Responsibility จึงมี มีมี่ – ณพัชรวัลย์ มหาเศรษฐวรกุล คณะทำงานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี ร่วมแชร์ความคิดเห็นและประสบการณ์ทั้งในฐานะเยาวชนคนหนึ่งที่ภัยจากโลกออนไลน์สามารถส่งผลกระทบต่อเธอกับเพื่อนๆ ได้ และในฐานะ ‘ผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบ’ คู่มือสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลฉบับนี้

โลกออนไลน์กับโลกจริง คือ โลกใบเดียวกัน
เด็กในยุคนี้โดยเฉพาะเจนอัลฟ่า โตมาในสังคมที่ทั้งโลกเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อยากรู้อะไรก็แค่เสิร์ชหา หรือไม่ก็ถาม AI อยากคุยกับใครที่อยู่คนละซีกโลกก็แค่ทัก DM ไปในโซเชียลมีเดียของเขา โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติ จังหวัดนนทบุรีชี้ว่า เด็กร้อยละ 83 เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายผ่านเครื่องมือสมาร์ตโฟน
แน่นอนว่า การเชื่อมต่อกันที่ง่ายดาย ทำให้ความเสี่ยงในมิติต่างๆ สูงขึ้นเช่นกัน อาทิ ข้อมูลส่วนตัวที่ถูกแพร่กระจายเพราะเราโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต หรือการถูกคุกคามทางเพศในเกมออนไลน์ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงอยากปกป้องลูกของตนด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป บ้างก็ใช้เครื่องมือจำกัดเวลาที่แต่ละแพลตฟอร์มมีให้ใช้ บ้างก็ตักเตือนโดยตรง แต่ก็มีผู้ปกครองบางส่วนที่มองว่า เราไม่จำเป็นจะต้องจริงจังกับเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ก็ได้
ในฐานะเยาวชนคนหนึ่งที่เติบโตมาในยุคที่โลกออนไลน์กับออฟไลน์แยกจากกันได้ยาก มีมี่มองว่า หากต้องการให้เด็กเติบโตมาในสังคมอย่างปลอดภัย ภัยจากโลกออนไลน์ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้และปรับตัวด้วยเช่นกัน
เกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับเยาวชนทุกคน คือผู้ใหญ่ที่พร้อมเติบโตและเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก – มีมี่
โดยมีมี่ให้เหตุผลว่า เวลาเด็กเจอสิ่งที่ตัวเองเคลือบแคลงใจว่าไม่ดีในโซเชียลมีเดีย แล้วผู้ใหญ่เลือกที่เข้ามาสอน หรือตั้งคำถามว่าทำไมถึงใช้โซเชียลมีเดียแบบนี้ จะทำให้ตัวเด็กปิดกั้นเพราะรู้สึกว่ากำลังโดนตัดสิน พอมีปัญหาครั้งต่อไปก็จะไม่เปิดใจคุยกับพ่อแม่ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์ที่จะหันไปพึ่งคนแปลกหน้าบนโลกอินเทอร์เน็ตแทน
“อยากชวนให้เปลี่ยนจากคำว่าสอนมาเป็น ‘แนะนำ’ หรือ ‘แลกเปลี่ยนความคิดเห็น’ มากกว่าค่ะ พ่อแม่อาจเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยคำถามว่า “วันนี้ไปเจออะไรมาบ้าง” เมื่อเด็กได้พูดในสิ่งที่ตัวเองคิดก่อน และพ่อแม่รับฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน พอวันหนึ่งเด็กเจอปัญหา เขาจะรู้สึกว่าอยากกลับมาเล่าให้ผู้ใหญ่ที่บ้านฟัง”

เด็กหลายคนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากโลกออนไลน์
ภัยออนไลน์แม้จะเกิดขึ้นบนหน้าจอ แต่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนได้จริง โดยรายงานผลการสำรวจดัชนีชี้วัดความปลอดภัยบนสื่อออนไลน์สำหรับเด็ก (COSI) ปี 2566 จากสถาบันดีคิว (DQ Institute) ระบุว่า 70% ของเด็กและเยาวชนทั่วโลกเผชิญความเสี่ยงทางไซเบอร์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และเมื่อเจาะสถิติมาทางเด็กไทย ก็พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า อัตราการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Cyber Bully) อยู่ที่ 41% ซึ่งสู่งกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆ
จากประสบการณ์ของมีมี่ที่ทำหน้าที่เป็นคณะทำงานสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดนนทบุรี เธอก็ได้รับฟังปัญหาของเพื่อนๆ และน้องๆ ที่โรงเรียนเกี่ยวกับภัยจากโลกออนไลน์มาไม่น้อย ทำให้มีมี่รู้สึกว่า ภัยจากโลกไซเบอร์อยู่ใกล้ตัวและรุนแรงกว่าที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งมีมี่ก็ให้คำแนะนำกลับไปทุกครั้งในฐานะคนที่ผ่านการอบรมและได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่ที่เห็นความสำคัญของปัญหานี้
“มีน้องเข้ามาถามว่าถ้าเราเจอไซเบอร์บูลลี่แบบเขา เราจะรับมือแบบไหน มีมี่เลยแนะนำไปว่าให้เขาแคร์ตัวเองก่อนค่ะ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดใส่เราอาจไม่ใช่ความจริง เขาแค่อยากสร้างบาดแผลในใจให้กับคนที่ต่างจากเขา พอน้องบอกว่าเรื่องที่เจอมันหนักเกินไป ก็จะแนะนำให้ลองคุยกับใครสักคนหากครอบครัวไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย”
เพราะสำหรับมีมี่แล้ว ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเธอว่า เด็กอย่างพวกเธอไม่ได้ต้องการผู้ใหญ่ที่รู้ทุกอย่าง แต่ต้องการคนที่รับฟังและเติบโตไปพร้อมกันเมื่อปัญหาใหม่ๆ เข้ามา
เกราะป้องกันภัยที่แข็งแรงที่สุด ต้องมาจากการร่วมมือกันระหว่างคนสองวัย
ในเมื่อน้ำร้อนยุคก่อนเป็นน้ำร้อนคนละแบบกับยุคนี้ มีมี่จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมออกแบบคู่มือสร้างความปลอดภัยในโลกดิจิทัลฉบับภาษาไทย ในแคมเปญ #วัยทีนรู้ทัน (#TeensAware) ของ TikTok เพราะต่อให้ทางแพลตฟอร์มรวบรวมความร่วมมือจากผู้ใหญ่ในหน่วยงานต่างๆ มามากแค่ไหน หรือออกฟีเจอร์มาช่วยปกป้องเด็กจากภัยออนไลน์อย่างไร ก็อาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดหากไม่มีเด็กและเยาวชนนำเสนอในมุมของตัวเอง
อย่างในกรณีเหตุกราดยิงในโรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี มีคอมเมนต์ในโลกอินเทอร์เน็ตแสดงความคิดเห็นว่า เด็กอาจเกิดพฤติกรรมเลียนแบบมาจากคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย จึงเกิดข้อถกเถียงถึงวิธีการรับมือมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ควรใส่ใจบุตรหลานของตัวเองให้มากขึ้น จนไปถึงความคิดเห็นแบบสุดโต่งอย่างควรออกกฎหมายให้เด็กใช้โซเชียลมีเดียได้เมื่อบรรลุนิติภาวะแล้ว
พอเกิดข้อเสนอและข้อถกเถียงขึ้น ก็มีชาวเน็ตจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการเหล่านี้ บ้างก็ชี้ว่าตัวเองเป็นเยาวชนเหมือนกันก็ไม่ได้เลือกเสพสื่ออะไรที่รุนแรง บ้างก็บอกว่าถ้าพ่อแม่ควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป เช่น ดูประวัติการค้นหา ก็จะเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก
ซึ่งในมุมของมีมี่ เธอจะรู้สึกว่าถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวหากพ่อแม่เข้ามาสั่งห้ามไม่ให้ดูคอนเทนต์ช่องนั้นช่องนี้โดยไม่ให้เหตุผล รวมไปถึงการที่เข้ามาตรวจดูประวัติการใช้โซเชียลมีเดียของลูกบ่อยๆ โดยที่ลูกไม่เต็มใจให้ดู
แต่ถ้าปล่อยปละละเลย ปล่อยให้จอเลี้ยงลูกของตน ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ทางที่ดีที่สุดที่จะทำให้เด็กและเยาวชนปลอดภัยสำหรับมีมี่ จึงเป็นการพูดคุยให้เข้าใจตรงกันว่า อะไรคือสิ่งที่ทำได้ อะไรคือสิ่งที่ทำไม่ได้ และเพราะอะไร หากต่างฝ่ายต่างเข้าใจเหตุผลซึ่งกันและกัน ก็จะทำให้เกิดข้อตกลงที่ยินยอมและพอใจทั้งสองฝ่าย
“ทุกอย่างมีจุดศูนย์กลางได้ถ้าเราพูดคุยกัน ถ้าทุกครอบครัวสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจว่าทำไมพ่อแม่ไม่อยากให้ทำ ก็จะไม่มีการละเมิดความเป็นส่วนตัว เพราะเด็กเข้าใจที่มาที่ไปและเหตุผลว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงห้ามเขา แต่ถ้ามาบอกว่าห้ามดูคนนี้นะปิดไปเลย ก็จะรู้สึกโดนละเมิดความเป็นส่วนตัวค่ะ”
ด้วยเหตุนี้ พาร์ทที่มีมี่ภูมิใจนำเสนอที่สุดในคู่มือฉบับนี้ คือ ‘ภารกิจสร้างเสริมสุขภาวะ 30วัน’ ที่จะให้ผู้ปกครองและเยาวชนวางแผนร่วมกันว่าใน 1 เดือนจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างไร และหากทำได้ จะได้รับรางวัลเป็นอะไร โดยมีมี่ให้เหตุผลของการออกแบบพาร์ทนี้ว่า หากทำแบบนี้ เด็กจะไม่รู้สึกถูกบังคับ เพราะได้สร้างข้อตกลงร่วมกับกับผู้ปกครอง

การจัดการเรื่องเด็ก แม้จะดูเป็นปัญหาที่เล็กในสายตาผู้ใหญ่ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ อาศัยการรับฟัง ไม่ใช่การสั่งสอน รวมไปถึงต้องเกิดการร่วมมือกันของผู้ใหญ่ในสังคม ไม่ว่าจะภาครัฐ เอกชน หรือสเกลเล็กๆ อย่างผู้ใหญ่ในครอบครัว เพราะการดูแลเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาอย่างปลอดภัยในสังคม คือ หน้าที่ของพวกเราทุกคน
อ้างอิง
