*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของหนัง*
Carpe Diem คำศัพท์ภาษาละติน ออกเสียงว่า คาเปเดียม หมายถึง การดื่มด่ำกับช่วงเวลาปัจจุบันให้มากที่สุด ดีกว่าจะคอยกังวลถึงอนาคต
คำนี้กลายมาเป็นคำพูดติดปากของเด็ก 6 คนในโรงเรียนเวลตันอคาเดมี (Welton Academy) โรงเรียนชายล้วนชื่อดังในรัฐเวอร์มอนต์ สหรัฐอเมริกา โรงเรียนเก่าแก่ที่ปั้นทั้งนักการเมือง นักกีฬา คนดังที่มีอำนาจ มีชื่อเสียงมาหลายต่อหลายคน แน่นอนว่าผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานเข้ามาที่นี้ ก็หวังให้ลูกของพวกเขาเติบโตไปเป็น 1 ในคนเหล่านั้น ทำให้การจะเข้ามาเรียนโรงเรียนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉลาดอย่างเดียวก็ไม่พอ ผู้ปกครองเองก็ต้องมีเส้นสายด้วย
หนังเริ่มต้นด้วยการเปิดเทอมใหม่ นักเรียนใหม่ที่เข้ามาคือ ‘นีล เพอร์รี่ (Neil Perry)’ นีลเป็นเด็กสดใส มองโลกในแง่ดี เพื่อนเยอะ กล้าแสดงออก แถมยังเรียนเก่งอีก เรียกได้ว่าเป็นคนที่มีแววจะมีอนาคตไกล เพราะแบบนี้พ่อของนีลจึงคาดหวังกับเขาไว้มาก และตั้งเป้าหมายไว้แล้วว่านีลต้องเป็นหมอเท่านั้น
ความเพอร์เฟ็คของนีลคือต้นแบบของใครหลายๆ คน หนึ่งในนั้นคือ ‘ทอดด์ แอนเดอร์สัน (Todd Anderson)’ รูมเมทของนีลที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ ทอดด์เคยมีพี่ชายที่เรียนโรงเรียนนี้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งพี่ชายของทอดด์ถือเป็นนักเรียนดีเด่นคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโรงเรียน แน่นอนว่าเขาถูกคาดหวังจากคนรอบตัวให้เดินตามรอยเท้าพี่ แต่ลึกๆ แล้วทอดด์รู้ตัวดีว่าเขาคงทำไม่ได้
ทอดด์และนีลเป็นเพื่อนจากการเป็นรูมเมทกัน ซึ่งนีลเองก็มีเพื่อนที่เขาสนิทมาก่อนหน้านี้อยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็น มีคส์, น็อคซ์, ชาร์ลี, พิตต์ และ คาเมรอน ทั้ง 6 คนค่อยๆ รวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อนซี้กัน ทั้งพากันติวหนังสือ หรือพากันเล่นก็ตาม
‘ธรรมเนียม วินัย ศักดิ์ศรี และความเป็นเลิศ’ คำขวัญของโรงเรียนที่เด็กทุกคนจำได้ขึ้นใจ แต่เด็ก 6 คนนี้ชอบที่จะพูดคำว่า ‘คาเปเดียม’ มากกว่า พวกเขาได้รู้จักคำนี้ครั้งแรกจาก ‘จอห์น คีตติ้ง (John Keating)’ ครูสอนภาษาอังกฤษคนใหม่ ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ ฉีกทุกการสอนแบบเดิมในโรงเรียน
ไม่ใช่แค่ฉีกกฏ ครูคีตติ้งชวนเด็กฉีกกระดาษตำราเรียนวรรณกรรมเดิมๆ ฉีกกรอบความคิดเดิมๆ ผ่านการเรียนรู้จากบทกวีในวิชาวรรณกรรม เดิมทีวิชานี้ใครๆ ก็มองว่าไม่สำคัญเท่าพวกวิชาเลข เคมี หรือฟิสิกส์ พวกวิชาที่เรียนจบมาแล้วมีงานรองรับการสอนของคีตติ้งจึงไม่เน้นการทำตาม หรือท่องจำ แต่คือการชวนให้ตั้งคำถามทำความเข้าใจ และเป็น ‘ตัวเอง’ ต่างหาก
บทกวีที่กินใจที่สุดอาจจะไม่ใช่บทกวีที่มาจากคนดังระดับโลก แต่คือบทใหม่ที่เราเขียนขึ้นมาด้วยตัวเอง

โอ้ กัปตัน กัปตันของฉัน
“เรียกผมว่าครูคิตติ้งก็ได้ แต่ถ้าจะให้ดีก็เรียก ‘โอ้ กัปตัน กัปตันของฉัน’”
‘โอ้ กัปตัน กัปตันของฉัน (O Captain, My Captain)’ วลีนี้มาจากบทกวีของวอลต์ วิตแมน (Walt Whitman) นักเขียนชาวอเมริกัน ซึ่งวิตแมนเขียนถึงการจากไปของผู้นำคนสำคัญในอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Linclon) โดยเปรียบลินคอล์นว่าเป็นกัปตันเรือที่ดูแลอเมริกามาตลอดโดยเฉพาะในช่วงสงครามกลางเมือง
นอกจากจะให้นักเรียนเรียกว่าเขสกัปตันแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่คีตติ้งมักจะย้ำตลอด คือ “ฉกฉวยวันเวลาของตัวเองไว้” นี่คือความหมายของคำว่า Carpe Diem เพราะวัยมัธยมเป็นวัยที่มักจะนึกถึงแต่อนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ไหน ทำอาชีพอะไร หรือมีครอบครัวเมื่อไหร่ แต่ไม่มีใครนึกถึงว่าวัยมัธยมนี่แหละเป็นช่วงเวลาที่สุดเหวี่ยงที่สุด
“สุดท้ายแล้วพวกเราก็ต้องเป็นอาหารให้หนอน เชื่อไหมว่าสักวันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องหยุดหายใจ ตัวค่อยๆ เย็นยะเยือก และตายไปในท้ายที่สุด”
ครูคีตติ้งพูดพลางบอกให้นักเรียนดูรูปศิษย์เก่าในโรงเรียน คาเปเดียมจึงเป็นการย้ำเตือนกับทุกคนว่าบางทีเราอาจจะไม่มีเวลามากอย่างที่เราคิด ไม่แน่ เราอาจจะตายพรุ่งนี้ก็ได้ ฉะนั้นนึกถึงวันนี้เข้าไว้และใช้ทุกวินาทีไปกับมันให้ได้มากที่สุด
“เราไม่ได้อ่านและเขียนบทกวีเพียงเพราะมันน่ารัก แต่เราอ่านและเขียนมันเพราะเราคือส่วนหนึ่งของมนุษยชาติ และมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึก อาชีพหมอ นักกฎหมาย นักธุรกิจ หรือวิศวกร คืออาชีพที่มีเกียรติและมีไว้เพื่อดำรงชีพ แต่บทกวี ความงาม ความโรแมนติก และความรัก คือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่”
ครูคีตติ้งชวนนักเรียนสร้างมุมมองใหม่ต่อวรรณกรรม ในการเรียนวิชาอื่นเด็กจะได้นั่งในห้อง อ่านตำรา มีครูสอนอยู่หน้าห้องเท่านั้น แต่ในวิชาภาษาอังกฤษพวกเขาลุกขึ้นยืนบนโต๊ะเพื่อมองหามุมมองใหม่ ออกไปเดินท่าแปลกๆ เพื่อทำความเข้าใจว่าทุกคนไม่ได้มีท่าเดินเหมือนกัน และทุกคนต่างมีก้าวเดินเป็นของตัวเอง

แต่การสอนแบบนอกขนบก็ไม่ใช่แนวทางที่โรงเรียนนี้นิยมเท่าไหร่ คีตติ้งจึงถูกจับตามองจากบรรดาครูคนอื่นๆ และครูใหญ่เป็นพิเศษ
“คุณเสี่ยงมากนะที่ไปสนับสนุนให้พวกเขาเป็นศิลปิน เมื่อไหร่ที่พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางเป็นแบบแร็มบรันต์ (ศิลปินภาพพิมพ์และนักวาดภาพลายเส้น), เชกสเปียร์ (นักกวีเอกของโลก) หรือโมสาร์ท (นักประพัทธ์ดนตรีคลาสสิกชื่อดัง) พวกเขาคงจะเกลียดคุณแน่”
ครูแม็คอสิเตอร์พูดกับครูคีตติ้งระหว่างพักทานอาหาร เหตุผลสำคัญที่พ่อแม่ส่งลูกมาที่เวลตันคือปูพื้นฐานให้เติบโตไปเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ มีอำนาจ ส่วนใหญ่อาชีพที่การันตีว่ามีเกียรติมักจะเป็นหมอ นักกฎหมาย นักการเมือง จะมีสักกี่คนกันเชียวที่เป็นศิลปินแล้วได้รับความเคารพแบบชื่อศิลปินก่อนหน้าที่ได้กล่าวไป
แต่ใครบอกล่ะว่าการสอนของเขามีไว้เพื่อสร้างศิลปินระดับโลก การสอนของเขามีไว้เพื่อให้เด็กรู้จักตัวเอง รู้ความต้องการตัวเองจริงๆ ไม่ใช่ความต้องการของโรงเรียน หรือพ่อแม่ ตามที่พวกเขาโดนกรอกหูมา
เพราะวิธีการสอนที่แหวกแนวมากๆ ทำให้เด็กทั้ง 6 สนใจในตัวครูมากขึ้น เมื่อรู้มาว่าครูคีตติ้งเองก็เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียน และเคยเป็นสมาชิกของ ‘ชมรมนักกวีไร้ชีพ’ พวกเขาจึงปลุกชมรมนี้ให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง โดยเป็นเรื่องลับๆ ที่รู้กันแค่ 6 คนนี้ ในตอนกลางคืนพวกเขาจะย่องออกมาจากหอนอนเพื่อมายังถ้ำใกล้ๆ กับโรงเรียน พลัดกันอ่านบทกวีอย่างสนุกสนาน บางครั้งก็เล่าเรื่องผีแกล้งกันเองบ้าง หรือแม้กระทั่งดูรูปหญิงสาวเปลือยกายตามประสาเด็กวัยพลุ่งพล่าน

ชมรมนักกวีไร้ชีพ
ชมรมนี้ถือเป็นพื้นที่ใหม่ให้เด็กๆ มารวมกันนอกห้องเรียน สิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะทำกันคือพลัดกันอ่านบทกวีที่เอามาจากศิลปินคนอื่นบ้าง แต่งเองบ้าง แต่ทอดด์มักจะบอกกับทุกคนเสมอว่าเขาจะเข้าชมรมนี้ในฐานะผู้ฟังอย่างเดียวเท่านั้น
ทอดด์เป็นคนไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขากลัวว่าคนจะรู้ว่าเขามีพี่ชายที่เก่งมากๆ แต่ตัวเองเทียบอะไรกับพี่ชายไม่ได้เลย แน่นอนว่าคีตติ้งเห็นว่าเด็กคนนี้มีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ จึงใช้วิธีเรียกทอดด์มาหน้าห้องเพื่อให้อ่านกวีที่ตัวเองแต่งให้ทั้งห้องฟัง
ทั้งคู่โต้กันไปโต้กันมา จนในที่สุดทอดด์ก็คิดบทกวีสดๆ ออกมาตอนที่อยู่หน้าห้อง
Truth, like a blanket that always leaves your feet cold.
(ความจริงเป็นเหมือนผ้าห่มที่ทำให้เท้าคุณเย็นเสมอ)
You push it, stretch it, it will never be enough
(คุณผลักมัน ยืดมัน เท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ)
You kick at it, beat it, it will never cover any of us.
(คุณเตะมัน ตีมัน ยังไงก็ไม่มีทางปกคลุมได้ทั้งตัว)
สิ้นเสียงวรรคสุดท้าย เพื่อนทั้งห้องพากันปรบมือให้กับความฉลาดของทอดด์ ทอดด์มักเป็นเด็กที่เก็บตัวเพราะเขาไม่อยากแสดงออกว่าสู้พี่ชายของตัวเองไม่ได้ แต่วันนี้พอทอดด์ได้แสดงสิ่งที่ทำได้ออกมา ใครๆ ก็รับรู้แล้วว่าทอดด์มีความเก่งเป็นของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นแบบพี่ชายเขาเลย
เด็กแต่ละครได้แรงบัลดาลใจในจากการเรียนแตกต่างกันออกไป สำหรับนีลแล้ว ทั้งชมรมและการได้เรียนกับครูคีตติ้งทำให้นีลเริ่มหันมาสนใจความต้องการของตัวเองอีกครั้ง นีลคือเด็กหนุ่มที่ฉลาดปราดเปรื่องที่อยากเป็นนักแสดง ถ้านีลเป็นเด็กไทย ใครๆ ก็คงจะบอกว่า ‘เสียของ’ เพราะศักยภาพของนีลสามารถเป็นหมอได้ง่ายๆ
คนที่คิดว่าเสียของไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คือพ่อของนีลเอง เขาห้ามนีลซ้อมการแสดง ห้ามการยุ่งเกี่ยวกับการแสดงใดๆ ทั้งนั้น เขาบอกว่านีลสามารถแสดงได้หลังจากที่เป็นหมอแล้ว นีลได้แต่ตอบว่า “ครับพ่อ” เพราะเขารู้ว่าต่อไปอธิบายไปพ่อก็ไม่ฟัง
แต่ครูคีตติ้งบอกเสมอว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสหน้าก็ได้ นีลตัดสินใจละเมิดข้อตกลงของพ่อและไปแสดงละครเวทีตามที่อยากทำ
“นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันทำอะไรโดยไม่สนว่าพ่อจะอนุญาตหรือไม่! คาเปเดียม!”
ในที่สุดนีลได้แสดงละครตามที่ฝันเอาไว้ ยิ่งได้แสดงละครแล้วแววตาของเขาเปล่งประกายขึ้นกว่าเดิม รอยยิ้มออกมาจากข้างในทำให้คนดูสัมผัสได้ว่าตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับมันมากจริงๆ
แม้ภาพตรงหน้าของเขาจะมีผู้ชมมากมายคอยยืนปรบมือและส่งเสียงโห่ร้อง แต่สายตาของนีลจับจ้องไปที่สีหน้าที่เรียบเฉยของพ่อ สายตาของพ่อเป็นสัญญาณบ่งบอกได้อย่างดีว่าตอนนี้เขากำลังโกรธมากแค่ไหน
ไม่ว่าปฏิกิริยาของพ่อจะเป็นอย่างไร นีลก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตข้างหน้า เพราะ ณ วินาทีนี้ เขามีความสุขกับการแสดงที่เพิ่งจบไปที่สุดแล้ว
จริงๆ แล้วเด็กทั้ง 6 คน ต่างก็นำคาเปเดียมไปใช้ในแบบของตัวเอง นอกจากนีลแล้วยังมีน็อคซ์ เด็กหนุ่มที่บังเอิญไปหลงรักคนมีเจ้าของแล้ว แถมแฟนของหญิงสาวคนนั้นยังเป็นคนจากครอบครัวที่สนิทกันอีกด้วย
“เธอจะเกลียดฉัน ครอบครัวแดนเบอร์รี่จะเกลียดฉัน พ่อแม่ต้องฆ่าฉันแน่ๆ แต่แล้วไงละ นี่มัน ‘คาเปเดียม’ ถึงแม้ฉันจะต้องตายก็ตาม”
พูดเสร็จก็ยกหูโทรหาหญิงสาวในดวงใจทันที น็อคซ์และเพื่อนๆ เองก็ต่างรู้ปลายทางของเรื่องนี้อาจจะไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเพราะฝ่ายหญิงมีแฟนอยู่แล้ว แม้จะโอกาสที่ความรักจะสมหวังจะมีอยู่แค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ได้เท่ากับศูนย์ เพราะฉะนั้นน็อคซ์เลยมองว่า ถ้าเขาไม่ได้จีบสาวคนนั้นละก็ เขาคงนอนตายตาไม่หลับ
ทุกการตัดสินใจ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แทบจะไม่มีครูคีตติ้งอยู่ในฉากนั้นๆ เลย เพราะหนังเรื่องนี้กำลังจะบอกเราว่า ครูคีตติ้งให้แค่ความรู้ ความคิด และความกล้าจากไกลๆ ส่วนเด็กจะเอาไปทำจริงๆ ไหมก็ขึ้นอยู่กับพวกเขา

ความฝันกับความเป็นจริง
ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือการผสมผสาน ‘การทำตามความฝัน’ กับ ‘โลกความจริง’ ไว้อย่างมีเหตุมีผล ขอสปอยเลยแล้วกันว่าท้ายที่สุดครูคีตติ้งก็โดนไล่ออกจากโรงเรียน เนื่องจากครูและผู้ปกครองโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้เด็กคิดนอกกรอบและทำอะไรแผลงๆ
“ครูคีตติ้งพาเรามาเจอเรื่องบ้าๆ แบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ป่านนี้นีลก็คงนั่งอ่านหนังสือเคมีอยู่ในห้อง นอนฝันหวานรอวันที่เขาจะได้เป็นหมอ”
คำพูดจากคาเมรอน หนึ่งในสมาชิกชมรมกวีไร้ชีพที่ถอนตัวเนื่องจากกลัวว่าตัวเองจะโดนไล่ออก
คาเมรอนคือตัวแทนของเด็กที่เลือกทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมและอยู่กับความเป็นจริง แสดงให้เห็นว่าต่อให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ได้ แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนคนทั้งโลกได้ ต่อให้เราเชื่อมั่นแค่ไหนว่าความฝันคือเป้าหมายของชีวิต ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะคิดเหมือนกัน
ก่อนที่ครูคีตติ้งจะปิดประตูห้องเรียน และเดินออกไปจากโรงเรียนนี้ตลอดกาล เด็กๆ ได้แสดงความเคารพเขาในฐานะ ‘กัปตัน’ อีกครั้ง ด้วยการยืนบนโต๊ะแบบที่ครูเคยสอนไว้
ต่อให้ครูจากไป แต่เมล็ดพันธุ์ความรู้ที่ทิ้งไว้จะงอกงามในตัวเด็กๆ เสมอ ครูคีตติ้งไม่ได้มองว่าตัวเองจำเป็นจะต้องอยู่กับเด็กตลอดเวลาเพื่อให้พวกเขาเติบโตได้ สิ่งที่อยู่กับเด็กๆ ได้ตลอดคือความรู้ต่างหาก ไม่แน่ว่าการจากไปของครูคีตติ้งอาจจะทำให้สมาชิกชมรมกวีไร้ชีพมีเพิ่มมากขึ้นก็ได้
ท้ายที่สุดเราก็ได้แต่หวังว่าเด็กๆ จะได้เติบโตในแบบที่ตัวเองต้องการ ได้เรียนมหาวิทยาลัยที่ชอบ ได้ทำอาชีพที่พวกเขาเลือกเอง มีคนรักที่มาจากความรัก อย่างที่ครูคีตติ้งบอกเสมอว่าชีวิตเราอาจจะไม่ได้มีเวลามากที่จะทำอะไรตามใจคนอื่น
“คาเปเดียม ฉกฉวยวันเวลาของตัวเองไว้เถอะหนุ่มๆ ใช้ให้ชีวิตพิเศษกว่าเดิม”
ประโยคสำคัญจากครูคีตติ้ง ที่อธิบายความเป็นหนังเรื่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์
สามารถรับชม Dead Poets Society ได้บน Netflix

