“เธอไม่ได้ยินแต่เธอมีภาษาของตัวเอง” หลักสูตรเรียนร่วมวิทยาลัยดอนบอสโกที่ไม่บังคับให้เด็กหูหนวกต้อง ‘พิเศษ’

ลองนึกดูว่าตลอดชีวิตของเรา เราเคยได้ยินอะไรมาบ้างเกี่ยวกับคนหูหนวก

เคยมีคนบอกเราหรือเปล่าว่าให้ช่วยเหลือเขา? มีบ้างไหมที่เราทำตัวไม่ถูกเมื่อพบเจอกับคนหูหนวก?

เรื่องที่เราเคย ‘ได้ยิน’ มา หล่อหลอมให้เราคิดไปเองว่าคนหูหนวกทำหลายๆ อย่างได้ไม่เท่ากับคนหูได้ยิน และไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม

แต่ในความจริงแล้วสิ่งที่เราคิดนั้นเป็นความอคติอย่างหนึ่ง เพราะไอ. คิง จอร์แดน ประธานาธิบดีคนหูหนวกคนแรกของมหาวิทยาลัย Gallaudet เคยพูดไว้ว่า “คนหูหนวกทำทุกอย่างได้เหมือนคนที่ได้ยิน ยกเว้นได้ยิน (Deaf people can do anything hearing people can do except hear)”

และคนหูหนวกกับคนที่หูได้ยินสามารถอยู่ร่วมกันได้ เป็นเพื่อนกันได้ อย่างที่วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก สถาบันการศึกษาที่เปิดหลักสูตรเรียนร่วมในสาขาช่างพิมพ์และคอมพิวเตอร์กราฟิกซึ่งมีผู้พิการทางการได้ยินเป็นนักเรียนได้แสดงให้เราเห็นเมื่อเราก้าวเข้าสู่พื้นที่ของวิทยาลัย

“หลักสูตรเรียนร่วมที่มีผู้พิการได้ยิน คือการเรียนร่วมระหว่างเด็กกลุ่มหูปกติกับเด็กที่พิการทางการได้ยิน หรือที่เราเรียกง่ายๆ ว่ากลุ่มคนหูหนวก” อาจารย์พลชัย ศรีวุฒิเจริญ หัวหน้าสาขาช่างพิมพ์และคอมพิวเตอร์กราฟิกอธิบายกับเรา

“การรับนักเรียนใหม่เข้ามาเราก็จะใช้เกณฑ์เดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนหลักสูตรทั่วไปและหลักสูตรเรียนร่วม สำหรับนักเรียนพิการทางการได้ยินเราก็รับทั้งหูตึงและหูหนวกสนิท”

สร้างบรรยากาศที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

“สองหลักสูตรไม่มีอะไรแตกต่างกันนะ เพราะเราเรียนในห้องเรียนเดียวกัน”​ อาจารย์ธนิตา สินสมบุญเล่าให้เราฟังพร้อมกับผายมือไปทางอาจารย์ที่เป็นล่าม “นักเรียนพิการทางการได้ยินเขาใช้ภาษามือ เวลาเราสอนก็จะมีล่ามที่คอยแปลสิ่งที่เราพูด”

“ล่ามเขาจะแปลทุกคำ ทุกประโยค ทุกสิ่งที่เราพูดออกไป แม้แต่มุกตลก เรื่องเล่า เรื่องผี หรือเรื่องอะไรก็ตาม เพื่อให้บรรยากาศในห้องเรียนมันเป็นบรรยากาศเดียวกัน ซึ่งถ้าเราเล่ามุกตลกแล้วไม่ล่าม เด็กหู (นักเรียนพิการทางการได้ยิน) ก็จะไม่ขำ แต่พอล่ามมุกตลกด้วยเขาก็จะขำไปพร้อมกับเพื่อนๆ ” 

มีความท้าทายในการสอนหรือเปล่า

อาจารย์พลชัย : ถามว่ายากไหม ก็อาจจะต้องชะลอในการสอนเพราะมันไม่สามารถสอนรวดเดียว บางทีเราอาจจะต้องมองกลุ่มพิการทางการได้ยินด้วยว่าเขาเข้าใจไหม เพราะอย่างที่บอกว่ามันเป็นการเรียนร่วม เวลาเราสอนเราก็สอนปกติโดยที่ไม่ให้เขามีความรู้สึกว่าเราให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากเป็นพิเศษ เราสอนอย่างเสมอภาค เพราะฉะนั้นการสอนก็อาจจะชะลอลงมาจาก 100% เหลือ 80% เป็นการสอนที่รอกันนิดนึง แต่ไม่ได้เป็นการลดความรู้ลงเพราะเราก็พยายามที่จะให้อย่างเต็มที่

อาจารย์พลชัย ศรีวุฒิเจริญ หัวหน้าสาขาช่างพิมพ์และคอมพิวเตอร์กราฟิก

อาจารย์ธนิตา : สิ่งที่ท้าทายสำหรับครูคือเรื่องของสื่อการสอน ถ้าเป็นการสอนโดยทั่วๆ ไป มันสามารถเป็น PowerPoint เป็นคลิปวิดีโอ ทำเลคเชอร์อะไรอย่างนี้ได้ แต่เพราะนักเรียนเขาไม่ได้ยิน พอเขาไม่ได้ยินเราก็ต้องมานั่งคิดว่าสื่อที่ต้องใช้เสียงมันต้องเปลี่ยนเป็นอะไร อันนี้เป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องมาคิดว่าเราจะประยุกต์สื่อการสอนให้เหมาะสำหรับเด็กหูได้อย่างไร

เกณฑ์การประเมินผู้เรียนแตกต่างกันไหม

อาจารย์พลชัย : พอเป็นการเรียนร่วม เกณฑ์การวัดผลเราก็ใช้เกณฑ์ปกติ ไม่ได้แยกกัน การสอบของเราเป็นการออกข้อสอบชุดเดียวให้วัดผลเหมือนกัน แล้วเราก็มาดูความเหมาะสมว่าจะปรับไปในทิศทางใดมากกว่า

เราต้องการฝึกให้เด็กเติบโตไปในสังคมที่เขาไม่ได้อยู่เฉพาะกลุ่มที่เป็นเด็กหูหนวกเท่านั้นเพราะเขาต้องไปอยู่กับกลุ่มหูปกติ การทำงานก็ต้องไปอยู่กับกลุ่มหูปกติ เพราะฉะนั้นการที่มาอยู่ที่นี่ก็เหมือนการเรียนรู้ชีวิตที่ว่าเมื่อจบการศึกษาเขาต้องหางานทำ เขาก็ต้องเจอเรื่องอย่างนี้และต้องผ่านไปให้ได้ มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตของเขา

อาจารย์ธนิตา : ที่นี่เราไม่ได้ปฏิบัติกับเขาแบบพิเศษกว่า เหนือกว่า เราปฏิบัติกับเขาเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ เลยว่าคุณต้องพยายามเหมือนกัน

อย่างเรื่องการตัดเกรด เราไม่ใช้วิธีตัดเกรดแยก แต่เราใช้วิธีปรับกิจกรรม ปรับการสอนให้ทั้งสองฝ่ายเข้าหากันที่กึ่งกลาง เพราะเราไม่อยากให้เด็กหูปกติรู้สึกว่า “พวกเขาพิการนะเราให้คะแนนเขาเถอะ” แล้วเราก็มองว่าถ้าทำแบบนั้นจะทำให้เด็กพิการออกไปใช้ชีวิตข้างนอกลำบาก เราก็เลยใช้กติกาเดียวกัน กิจกรรมเดียวกัน ตั้งเกณฑ์เหมือนกัน เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเรียนไปด้วยกันได้

เด็กเก่งหรือไม่เก่งมันก็มีทั้งคู่อยู่แล้ว ฉะนั้นการที่ให้อภิสิทธิ์ฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากในเรื่องของความพิการ มันไม่ได้เป็นการทำร้ายเด็กหูดีนะ มันเป็นการทำร้ายเด็กพิการมากกว่า เพราะเวลาที่เขาจะต้องออกไปเจอข้างนอกเขาก็จะชินกับความคิดที่ว่าตัวเองต้องได้อะไรที่พิเศษกว่า สิ่งนี้มันทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างกลุ่มได้

เราบอกเด็กตลอดว่า เธอไม่ได้ต่างจากเพื่อน เธอแค่ไม่ได้ยินแต่เธอมีภาษาของตัวเอง ฉะนั้นการที่มีภาษาของตัวเอง มันไม่ควรเป็นอุปสรรคในการทำสิ่งที่เธออยากทำ

สำหรับนักเรียนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในรั้วโรงเรียน ทางอาจารย์ทำอย่างไรให้เขาปรับตัวเข้าหากันได้ เพราะนักเรียนแต่ละคนมีที่มาที่ไปที่ไม่เหมือนกัน

อาจารย์ธนิตา : ตอนที่เข้ามาสัปดาห์แรกจะมีการเรียนปรับพื้นฐานทำกิจกรรมร่วมกัน เราอธิบายให้เด็กฟังว่าเรามีการเรียนร่วมกับเพื่อนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แล้วสอนให้เขาเข้าใจว่าทั้งนักเรียนหลักสูตรปกติกับนักเรียนหลักสูตรเรียนร่วมจะต้องปรับตัวเข้าหากันอย่างไร ส่วนภาษามือเราก็มีสอนแบบพื้นฐานให้กับนักเรียนทุกคน อย่างการทักทาย การขอโทษ

อาจารย์พลชัย : เราใช้การประชุมร่วม ในอันดับแรกเราจะบอกเขาว่าทุกคนมีโอกาสเท่ากัน มีความเท่าเทียมกัน การมาอยู่ในบ้านหลังนี้ทุกคนก็ต้องช่วยกัน โดยไม่มีการไปรังแกไปต่อว่าหรือทำอะไรกัน เราสอนให้เด็กรู้จักเรียนรู้กันและกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ภาษามือจากเขาได้มันก็ทำให้คุณอยู่ร่วมกับเขาได้ แล้วเขาก็อยู่ร่วมกับคุณได้โดยไม่มีปัญหาเช่นกัน

แล้วบรรยากาศในห้องเรียนจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

อาจารย์พลชัย : สำหรับตัวผมพอผมสอน ผมจะให้เขาจับกลุ่มโดยไม่ให้แยกกลุ่มกัน เพราะว่าผมต้องการให้เขาทำงานร่วมกัน เป็นการทำงานเป็นทีมที่เขาสามารถเรียนรู้และแบ่งปันกันได้ ทุกครั้งที่ให้ทำงานร่วมกันก็จะไม่มีปัญหา เท่าที่ผ่านมาพอให้ทำร่วมกันมันก็จบไปได้ด้วยดีทุกครั้ง เราอาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมไปดูทุกกลุ่ม มันเป็นการเดินไปด้วยกัน เป็นสิ่งที่ผมคิดว่านี่คือการเรียนร่วมกัน

อาจารย์ธนิตา : เด็กก็คือเด็ก เด็กก็มีความพูดมาก คุยกันระหว่างสอน เด็กหูดีต้องใช้เสียง แต่เด็กหูหนวกนี่สบายเลย ไม่ต้องใช้เสียง เขาใช้ภาษามือ เพราะบางครั้งห้องเงียบมากแต่หางตาเราจะเห็นความเคลื่อนไหวของมือตลอดเวลา เราก็ต้องหันกลับไปบอกเขาให้หยุดคุย ให้เขาเก็บมือให้เรียบร้อย แต่เขาก็จะคุยกันได้อยู่ดี บางทีคุยกันข้ามไปไกลๆ คนละมุมห้องเลย มีบางครั้งที่เขาสะกิดกันยิกๆ เพื่อที่จะคุยกัน สะกิดแล้วก็ชี้ สะกิดแล้วก็ยุกยิก ทำอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง จนเด็กหูดีที่นั่งข้างๆ รำคาญแล้วฟ้องเราว่า “มิส มันคุยกันอยู่นั่นแหละ” (หัวเราะ) 

อาจารย์ธนิตา สินสมบุญ

ตอนเราเป็นเด็กๆ เรามีเพื่อนบ้านที่เป็นเด็กพิการทางการได้ยินและเป็นเด็กโสตฯ (นักเรียนโรงเรียนโสตศึกษา) พี่ชายชอบพูดว่าเพื่อนบ้านเรามันพูดมาก มันปากดี เราก็คิดนะว่าพูดมากยังไงเพราะเราไม่เคยเล่นกับเขา แม่ก็บอกว่าเขาพูดมาก แต่เราก็ไม่เห็นว่าเขาจะพูดอะไรสักคำ พอมาสอนเท่านั้นแหละ โอ้โห (ลากเสียงยาว) ความกวนประสาท ความพูดมาก ความเล่นความแหย่มีมาตลอดเวลา มีการแซวเราด้วยซ้ำว่าวันนี้แต่งหน้าทำผมอะไรยังไง

วิธีการสื่อสารที่มากกว่าการพูดกันโดยใช้เสียง

ช่วงเวลาที่เราได้นั่งพูดคุยกับบุคลากรในวิทยาลัยเป็นช่วงพักกลางวันของนักเรียนพอดี เราจึงได้เห็นภาพการเล่นกีฬาบนสนามของวิทยาลัยซึ่งคละไปด้วยประเภทกีฬาที่แตกต่างกัน

“เห็นตรงคอร์ตวอลเลย์บอลไหมคะ ตรงนั้นเป็นนักเรียนหูหนวก นักเรียนหูปกติ แล้วก็อาจารย์ค่ะ” อาจารย์รติพร ทองมี ล่ามภาษามือบอกกับเรา เราเลยถามตัวอาจารย์ในแผนกรวมไปถึงนักเรียนของที่นี่ว่าทำไมกีฬาถึงเป็นกิจกรรมที่คนทั้งโรงเรียนมาทำร่วมกัน

“ทุกกลางวันเรามีกีฬา กีฬาคือตัวที่เชื่อมความสัมพันธ์กัน” อาจารย์พลชัยอธิบาย

“เราตั้งใจให้เด็กโฟกัสการเล่นกีฬาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียน เราจึงมีลานกีฬา เมื่อก่อนสมัยผมยังเป็นนักเรียนที่นี่ ขอบสนามนั่งไม่ได้นะ กินข้าวเสร็จคือต้องไปเล่นกีฬา ไปเตะบอล แล้วในฐานะครูเราถูกสอนมาว่าเราต้องเป็นผู้ดูแลเด็ก ครูแต่ละคนก็เลยจะลงไปเล่นกีฬาด้วยเพื่อที่จะได้สังเกตว่าเด็กเป็นยังไงบ้าง”

เมื่อได้คำอธิบายจากอาจารย์พลชัยประกอบกับคำพูดของอาจารย์ธนิตาที่บอกว่า “เด็กเล่นกีฬาร่วมกันเพราะไม่จำเป็นต้องได้ยินก็เล่นได้” เราจึงหันไปคุยกับนักเรียนทั้งสองหลักสูตรเกี่ยวกับกิจกรรมที่พวกเขาทำด้วยกัน

ถึงจะไม่ได้จับนักเรียนทั้งสองคนมาคุยกับเราในห้องเดียวกันแต่คำตอบของทั้งคู่เหมือนกันจนน่าประหลาดใจ เพราะทั้งสองคนชอบเล่นกีฬา นักเรียนหลักสูตรปกติได้ให้เหตุผลว่าเพราะกีฬามีภาษาของมันก็เลยสามารถทำให้เล่นกับเพื่อนได้โดยไม่มีอุปสรรคอะไร ส่วนนักเรียนพิการทางการได้ยินเล่าให้เราฟังว่าเขาชอบเล่นกีฬาและกีฬาทำให้เขาได้ออกไปแข่งขันกับภายนอกในฐานะตัวแทนโรงเรียน และในการแข่งขันนั้นมีเขาคนเดียวที่เป็นคนหูหนวก

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังบอกกับเราว่าหากเป็นเสาร์ – อาทิตย์ เขาและเพื่อนก็จะไปเที่ยวเล่นตามห้างสรรพสินค้าเป็นปกติ มีไปนั่งกินข้าว ไปนั่งทำการบ้าน ไปซื้อของด้วยกัน ไม่ได้มีอะไรที่ยากลำบากในการออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันเลย

ในเมื่อนักเรียนพิการทางการได้ยินใช้ภาษามือเป็นหลัก ทางวิทยาลัยมีการสอนภาษามือไหม

อาจารย์ธนิตา : สำหรับครูเราจะมีการเรียนภาษามือขั้นพื้นฐาน มีการอบรมตอนเข้ามาสอนแรกๆ เช่นคำว่าเข้าใจไหม ห้องน้ำอยู่ตรงไหน หรือว่าการนับเลข แต่ก็ไม่ถึงขั้นพูดไปด้วยล่ามเองไปด้วย เพราะมันเหมือนกับการพูดภาษาไทยกับภาษาอังกฤษพร้อมกัน ต้องแยกประสาทประมาณหนึ่งเลย เราเลยกลัวว่าถ้าทำแบบนั้นเด็กจะได้ความรู้ไม่เต็มที่ แต่ก็มีอาจารย์หัวหน้าแผนกนะคะที่เขาทำได้

อาจารย์พลชัย : ส่วนบุคลากรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ครูส่วนใหญ่ก็เขียนใช้การเขียนเพื่อสื่อสาร หรือบางทีก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่าภาษามือนี้คืออะไร มันต้องแล้วแต่คน แต่ส่วนใหญ่วิธีที่ง่ายสุดคือการเขียน เพราะเราเองก็พยายามจะสอนเด็กหูหนวกว่าต้องเขียนให้ถูกต้องเพื่อเป็นการสื่อสารกับกลุ่มอื่นๆ ได้ เพราะพอเขาไปทำงาน มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทมีคนที่ใช้ภาษามือเป็น 

แล้วในกลุ่มนักเรียนสื่อสารกันอย่างไร มีใช้ภาษามือไหม

นักเรียนหลักสูตรปกติ : เป็นวิธีอ่านปากบ้าง แล้วก็มีลองเรียนภาษามือบ้างเพื่อที่จะได้คุยกัน ภาษามือส่วนหนึ่งเพื่อนหูหนวกเป็นคนสอนให้ คำด่าเขาก็สอนให้ครับ (หัวเราะ) แต่ไม่ได้ใช้เพราะเพื่อนหูหนวกเขาก็ไม่ได้ใช้คำด่าคุยกัน

ตอนแรกที่เข้ามาไม่ได้คุยกับเพื่อนเพราะไม่รู้จะสื่อสารยังไงครับ แต่พอเห็นเพื่อนหูดีเขาเข้าไปคุยเล่นกับเพื่อนหูหนวกก็เลยลองเข้าไปคุยด้วย ตอนนั้นเราอ่านปากเขาเขาก็อ่านปากเรา ยากอยู่เหมือนกันแต่สักพักก็ชินครับ เพื่อนที่เรียนสาขาอื่นเขาก็ใช้วิธีอ่านปากเหมือนกันเวลาเขาเข้ามาคุยกับเด็กหู

นักเรียนหลักสูตรเรียนร่วม : ส่วนใหญ่จะเขียนแล้วก็อ่านปากค่ะ เคยสอนภาษามือให้เพื่อนหูดีเหมือนกันเพราะเขามาขอให้สอนให้ เขาบอกว่าเราจะได้ใช้สื่อสารกัน ส่วนเรื่องคำด่าคำหยาบก็มีเพื่อนมาขอให้สอน เพื่อนชอบถามคำว่าไอ้สัตว์ (ยิ้มขำ) แต่จริงๆ ภาษามือไม่มีคำด่า เราก็จะสอนคำธรรมดาว่าสัตว์ไป แล้วเวลาเพื่อนมาใช้กับเรา เราก็ไม่ได้โกรธอะไรเพราะมันก็แค่คำว่าสัตว์ แต่ถ้ามีสีหน้าโกรธด้วยอันนี้ก็จะพอจับได้ว่าด่านะ

โอกาสที่ให้เป็นเพราะทุกคนควรได้รับ

วิทยาลัยทำอย่างไรในการได้มาซึ่งความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอก อย่างการส่งนักเรียนเข้าร่วมโครงการการแข่งขัน หรือการฝึกงานกับหน่วยงานภายนอก

อาจารย์รติพร : วิทยาลัยเรามีหน่วยบริการสนับสนุนนักศึกษาพิการ (DSS) ที่ทำเรื่องกองทุนของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แล้วเราน่าจะเป็นอาชีวะแห่งแรกที่ได้รับเลือกเป็นต้นแบบ พอมีการประชาสัมพันธ์หลายที่จึงจะยึดเราเป็นหลัก บวกกับศิษย์เก่าที่เป็นคนหูหนวกเขาได้สร้างผลงานจากการไปทำงานในบริษัท ไปทำงานด้านการพิมพ์ มันทำให้เห็นว่าเขาทำงานได้ ชื่อเสียงก็เลยสั่งสมมาตั้งแต่ก่อนจะเปิดเป็นหลักสูตรเรียนร่วม

แล้วมันก็จะมีการพูดต่อๆ กันว่าให้มาดูต้นแบบที่เราว่าเรียนร่วมยังไง ให้เขาฝึกงานอะไร ทำให้มีพวกมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอื่นมาดูงานเรียนร่วมของเรา เขาก็จะเห็นว่ามันเรียนร่วมได้นะ เด็กหูสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ นี่ก็เลยเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในอีกทางหนึ่ง

นอกเหนือจากการฝึกงานที่เกี่ยวข้องกับสาขาช่างพิมพ์แล้ว นักเรียนพิการทางการได้ยินสามารถฝึกงานอย่างอื่นได้ไหม

อาจารย์พลชัย : ถ้าเป็นสาขาอื่นนอกเหนือการพิมพ์เราก็สร้างพื้นฐานให้เด็กได้ เสริมให้เด็กได้ เรามีสาขาอื่นอยู่แล้วเราก็ประสานระหว่างสาขาให้เกิดความร่วมมือได้ อย่างการฝึกงานกับ Sandbox Air วิทยาลัยเรามีแผนกไฟฟ้า เราก็ให้ครูในแผนกไฟฟ้าร่วมสอน เวลาออกไปปฏิบัติงานก็จะมีครูจากสาขาช่างพิมพ์ไปด้วยกันกับสาขาไฟฟ้า 

มีกรณีที่นักเรียนหลักสูตรปกติหรือผู้ปกครองของเขาไม่พอใจเวลานักเรียนพิการทางการได้ยินได้รับการสนับสนุนไหม

อาจารย์พลชัย : ไม่มี เพราะเวลาส่งเสริมเราไม่ได้ส่งเสริมให้เฉพาะเด็กกลุ่มนี้ เราให้ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ปัจจุบันเรามีสมาคมผู้ปกครองและครู เขาก็ส่งเสริมให้กับเด็กทุกกลุ่มในโรงเรียนอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมดเหมือนกัน

อาจารย์ธนิตา : ตอนที่ผู้ปกครองเขามาประชุมก็จะคุยกันว่าเรามีเด็กพิการเรียนร่วมนะ เรียนกับลูกเขา เราก็ไม่ได้บอกเขานะว่าต้องให้เขาทำอะไรยังไง ไม่แน่ใจว่าในครอบครัวเขามีคุยอะไรกันไหมแต่ภาพที่เราเห็นคือไม่มีผู้ปกครองคนไหนที่รู้สึกว่าเด็กพิการแตกต่าง เขาก็ดูมองเป็นเด็กคนหนึ่ง

อย่างทางสมาคมผู้ปกครองและครูที่เขามาทำงานที่โรงเรียน เขาก็ชวนทั้งเด็กพิการทั้งเด็กหลักสูตรปกติไปช่วยงานด้วย แล้วทุกครั้งเขาก็จะพยายามคุยกับเด็กพิการ ยิ่งถ้าเด็กเป็นเพื่อนกับลูกเขา เขาก็ยิ่งอยากจะสื่อสารกับเด็กหูให้ได้เหมือนกัน

มองว่าในสังคมเราตอนนี้ภาพสื่อต่างๆ จะมีการแบ่งแยกกลุ่มว่านี่คือคนพิการนี่คือคนทั่วไป ในมุมมองของอาจารย์คิดว่าควรเริ่มปรับจากอะไรก่อน

อาจารย์ธนิตา : สิ่งที่อยากให้มองเหมือนกันคือว่า เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ อาจจะมีความต่างเรื่องร่างกาย เรื่องการตอบสนอง แต่จะเล็กจะน้อย ไม่ว่ากี่เปอร์เซ็นต์มันคือการเรียนรู้และพัฒนา เด็กทุกคนมีมุมที่สามารถเรียนรู้ได้บนความพิการของตัวเอง หรือความไม่พร้อมของตัวเอง ทั้งเด็กที่พิการและไม่พิการ

แตกต่างเหมือนกัน

มีกรณีที่เกิดความขัดแย้งระหว่างเด็กสองหลักสูตรเกิดขึ้นบ้างไหม

อาจารย์ธนิตา : มี เพราะว่าใช้ภาษาคนละภาษา บางทีเด็กหูเขาอ่านปากเพื่อนผิดไป หลายคนเขามั่นใจว่าตัวเขาอ่านแม่นแต่มันก็มีผิดพลาดกันบ้าง และอีกอย่างหนึ่งคือให้ลองนึกถึงเวลาเราพิมพ์แชทคุยกับเพื่อน ตัวหนังสือมันไม่มีเสียง มันเป็นแบบเดียวกับการอ่านริมฝีปากเลย มันไม่มีระดับของอารมณ์ภาษา เช่นเวลาเราพูดว่า อะไรนะ (เสียงปกติ) กับ อะไรนะ (เสียงดัง) มันก็จะไม่เหมือนกัน แต่กับการอ่านปากมันก็จะมีแค่ระดับเดียว ทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดว่าอีกฝ่ายพูดด้วยอารมณ์ที่ไม่ดี เกิดการทะเลาะกันเล็กๆ น้อยๆ ได้ ครูก็ต้องมานั่งอธิบายว่าเมื่อกี้เพื่อนพูดแบบนี้นะ ต้องเข้าใจแบบนี้นะ เพื่อให้เขาเข้าใจกัน

มีการกีดกันเกิดขึ้นบ้างไหม อาทิ การไม่คบค้าสมาคม การไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

อาจารย์ธนิตา : การที่เขาไม่อยากทำงานด้วยกันไม่ได้มีสาเหตุมาจากความพิการเพราะว่าตาเห็นเหมือนกันหมด โสตประสาทรับเหมือนกัน แค่ไม่ได้พูดเท่านั้นเอง แต่เป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวของเด็ก อย่างการเกี่ยงงาน ให้ทำอะไรก็ไม่ช่วยทำ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มไหนก็มีคนที่เป็นแบบนั้น เด็กหูหนวกเขาก็ไม่ได้อยากได้เด็กหูดีที่เป็นแบบนั้นเหมือนกัน

หลังจากการพูดคุยจบลงเราก็ได้มีโอกาสเดินดูบรรยากาศในโรงเรียนเพิ่มเติม ซึ่งสิ่งที่ทำให้การพูดคุยกับบุคลากรในโรงเรียนเรื่องการลดเจตคติกลุ่มมีน้ำหนักขึ้นมาไม่ใช่เพราะข้อมูลเชิงสถิติว่านักเรียนพิการทางการได้ยินจบไปมีงานทำทุกคน แต่เป็นภาพของนักเรียนพิการทางการได้ยินและเพื่อนหลักสูตรปกติของเขาหยอกล้อกันในห้องปฏิบัติงานโดยที่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเรามองอยู่ต่างหาก

อ้างอิง

Prejudice – เจตคติรังเกียจกลุ่ม