เราจะรู้สึกสบายใจ เมื่อปล่อยให้ตัวเองไม่สบายใจ วิธีรับมือกับ ‘ความวิตกกังวล’ เพื่อนที่อาจอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต

เราจะรู้สึกสบายใจ เมื่อไม่สบายใจ

คุณอ่านประโยคนี้ไม่ผิดหรอก แม้ว่ามันจะชวนงง หรือเหมือนเป็นชื่อเพลงจากวงดนตรีดังวงหนึ่งก็ตาม

ประโยคนี้เป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับ ‘ความวิตกกังวล (Anxious)’ ที่โจแอนนา ฮาร์ดิส (Joanna Hardis) นักบำบัดและผู้เชี่ยวชาญในการรับมือกับความวิตกกังวลบอกไว้

‘หยุดกังวล แล้วไปใช้ชีวิต’ เป็นคติที่ฮาร์ดิสใช้ทำงานนี้ เพราะการลบไม่ได้ช่วยให้ลืมได้ฉันใด การไม่ยอมรับหรือปฎิเสธความรู้สึก ก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรกับเรา หรืออาจทำให้ครั้งต่อที่ความวิตกกังวลเกิดขึ้น อาจแย่กว่าเดิม ฉะนั้น การรับมือที่ดีที่สุดที่ฮาร์ดิสแนะนำ คือ ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นเกิดขึ้น ส่วนเราก็ยอมให้ตัวเองทำความเข้าใจกับมันซะก่อน (sitting with a feeling) 

ก่อนจะไปดูวิธีรับมือกับความวิตกกังวล ผู้เขียนอยากพาไปทำความรู้จักกับเจ้าสิ่งนี้ จริงๆ มนุษย์เราเพิ่งทำความเข้าใจและหาวิธีรับมือกับความวิตกกังวลอย่างจริงจังเมื่อศตวรรษที่ 20 แต่ความวิตกกังวลอยู่คู่มนุษย์มานานกว่านั้น

เริ่มจากถอยหลังกลับไป 5,000 ปีก่อนคริสตกาล มีการค้นพบคำอธิบายถึงโรคที่มีลักษณะคล้ายกับโรค PTSD หรือความผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ (Post-traumatic Stress Disorder) ในงานเขียนของชาวอินเดีย

มีการค้นเจอหลักฐานอีกว่า มนุษย์เริ่มศึกษาอาการวิตกกังวลเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว ปรากฎในงานเขียนของนักปรัชญากรีก-โรมันอย่างฮิปโปเครติส (Hippocrates) ซิเซโร (Cicero), และเซเนกา (Seneca) เขียนอธิบายถึงอาการของคนที่เกิดความวิตกกังวล เช่น เกิดความกลัวโดยไม่รู้เหตุผล อารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจสัมพันธ์กับโรคทางร่างกายได้ เป็นต้น

แม้ว่ามนุษย์จะสังเกตได้ว่า มีอารมณ์ความรู้สึกที่ผิดปกติเกิดขึ้น แต่ปี 1600 ถึงได้ฤกษ์ตามหาวิธีรับมือ  แพทย์และผู้เชี่ยวชาญในตอนนั้นให้คำจำกัดความกลุ่มอาการหนึ่งว่า ‘Melancholia’ เป็นคำใช้เรียกอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าต่างๆ

ปี 1700 มีตำราแพทย์ของฝรั่งเศสให้คำนิยามอาการหนึ่งไว้ คือ อาการกลัวสารพัด (Panophobia) เขาอธิบายว่าเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นกับคนคนหนึ่งช่วงกลางคืน โดยที่หาสาเหตุไม่ได้ ถ้าเป็นแพทย์ยุคนี้คงเรียกว่าเป็นการนอนละเมอ (night terrors) หรือมีพฤติกรรมที่น่ากลัวระหว่างนอน เช่น กรีดร้อง สั่น เหงื่อแตก

ส่วนวิธีการรักษานั้น ในยุคกรีก-โรมันโบราณ จากหลักฐานที่ค้นเจอ พวกเขารักษาอาการวิตกกังวลด้วยการวิเคราะต้นเหตุ คือมาจากความคิดหรือความรู้สึกในแง่ลบที่เรามี พวกเขาจึงให้คำแนะนำคนที่เผชิญอาการนี้ว่า ต้องกลับมาจัดระบบความคิดของตัวเองเพื่อรับมือ รวมถึงพยายามโฟกัสกับปัจจุบัน มากกว่าจะกลับไปสนใจอดีต หรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง

วิธีรับมือนี้จะเน้นที่ภายในของเจ้าตัวเป็นหลัก เพราะผู้เชี่ยวชาญในยุคนนั้นมองว่า การไปจัดการ หรือควบคุมปัจจัยภายนอกอาจเป็นเรื่องยากกว่า ที่จะกลับมาจัดการตัวเอง 

ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน เรามีวิธีรับมือกับความวิตกกังวลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางการแพทย์เข้ารับการรักษาด้วยยา หรือบำบัดในรูปแบบต่างๆ วิธีรับมือกับความวิตกกังวลที่ฮาร์ดิสแนะนำ คือ ปล่อยให้ความรู้สึกนี้เกิดขึ้น อย่าพยายามปัด หรือปฎิเสธมัน

เขาให้เหตุผลว่า วิธีนี้อาจฟังแล้วดูขัดแย้งที่เราดันปล่อยให้ตัวเองเผชิญกับความวิตกกังวลเพื่อรักษา ถ้าใช้สัญชาตญาณที่มนุษย์มี คงเลือกที่จะลบอารมณ์นี้ออกไปทันที เพราะมันดูไม่ได้ส่งผลดีกับเราในการมีอารมณ์นี้เกิดขึ้น 

แต่การปล่อยให้อารมณ์เกิดขึ้น ไม่เท่ากับการให้ความสำคัญ หรือโฟกัสมันมากจนเกินไป จงใช้ชีวิตของเราไป เพราะความวิตกกังวลอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและไม่แน่นอน เช่น ตอนเรากำลังทำความสะอาดบ้าน เดินซื้อของ ใช้เวลากับครอบครัว เป็นต้น ฉะนั้น เราก็ใช้ชีวิตของเราไป ถ้าความวิตกกังวลจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดไป ไม่จำเป็นต้องเช็คว่าหายไปหรือยัง หรือยังอยู่ไหม ให้ความสนใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายความวิตกกังวลที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อๆ ไป จะใช้เวลาน้อยลงและผ่านไปรวดเร็วจนเราอาจแทบไม่รู้สึกตัว

นอกจากนี้ ฮาร์ดิสยังให้คำแนะนำอีก 5 ข้อที่ช่วยให้เรารับมือกับความวิตกกังวลได้มากขึ้น

อันดับแรก สังเกตก่อนว่าตอนที่ความวิตกกังวลเกิดขึ้น เรากำลังโฟกัสมันอยู่ไหม ถ้าใช่ก็ไปต่อที่ข้อสอง คือ ลองบอกว่าความรู้สึกที่เรามีต่อความวิตกกังวลคืออะไร จากนั้นไปต่อที่ข้อสาม ให้เตือนตัวเองว่า ความวิตกกังวลไม่ใช่เรื่องอันตราย มันจะเกิดขึ้นแค่ชั่วคราวและผ่านไปเอง โดยที่เราไม่ต้องไปจัดการเลย ข้อสี่ เอาความสนใจที่มีต่อความวิตกกังวลไปทำอย่างอื่นแทน โฟกัสชีวิตเราในตอนนั้น และสุดท้ายถ้าสมองเรายังพยายามให้เราไปจดจ่อกับความวิตกกังวล ลองกลับไปทำข้อแรกใหม่ดู พร้อมกับระลึกเสมอว่า การรับมือกับสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องสำเร็จในครั้งแรก และการเปิดใจทำย่อมดีกว่าเสมอ

ฮาร์ดิสมองว่า การรับมือกับความวิตกกังวลถือเป็นทักษะหนึ่งที่มนุษย์ควรมี เพราะถ้าเรายังหายใจอยู่บนโลกใบนี้ย่อมมีโอกาสที่ความวิตกกังวลจะเกิดขึ้นได้เสมอ นั่นเป็นเรื่องปกติ และข่าวดีคือเราสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับมันได้เช่นกัน

อ้างอิง