“ชิดในหน่อยพี่”
ประโยคแสนคุ้นหูนี้เป็นประโยคที่เราได้ยินทุกครั้งจากการโดยสารรถเมล์ ซึ่งเป็นการเดินทางสาธารณะที่เรียกได้ว่าเกิดมาก็เห็นรถเมล์เต็มท้องถนน แม้จะมีรถไฟฟ้า แต่รถเมล์ก็ยังเป็นวิธีการเดินทางหลักของหลายๆ คน เพราะเส้นทางครอบคลุมกว่า และราคาเข้าถึงได้ง่ายกว่า
แต่เราไม่เคยรู้ว่า ใน 1 วัน กระเป๋ารถเมล์ ทั้งพนักงานขับรถ และสายตรวจพิเศษ ขสมก. จะต้องเจออะไรบ้าง ซึ่งบางเรื่องก็มาจากผู้โดยสารบางคนที่ทำตัวไม่น่ารัก บางเรื่องก็มาจากระบบการทำงานที่ไม่อำนวยความสะดวกให้พนักงานอย่างพวกเขาเท่าที่ควร และบางเรื่องก็มาจากตัวคนทำงานเอง
พวกเขารู้ดีว่า การเจอคนเป็นร้อยๆ คนทุกวัน ไม่มีทางที่จะราบรื่น 100% พวกเขาจึงเตรียมใจด้วยการไหว้ศาลตอนออกจากอู่ สวดคาถาป้องกันอุบัติเหตุก่อนสตาร์ทรถ และภาวนาว่า ให้ผู้โดยสารคนแรกเป็นผู้โดยสารที่ดี เพราะหากเจอเรื่องแย่ๆ ตั้งแต่คนแรก เช่น ได้รับแบงก์ใหญ่ใบเทาตั้งแต่คนแรก แปลว่าจะต้องปวดหัวทั้งวัน
เราจึงจับเข่าคุยถามพี่ๆ กระเป๋ารถเมล์ และพี่ๆ คนขับรถเมล์ว่า มีเรื่องไหนบ้างที่เขาอยากบอกผู้โดยสารแต่ไม่มีโอกาสได้บอก เผื่อวันหนึ่งเรากลายเป็นผู้โดยสารคนแรกของวัน จะได้ทำให้วันทำงานวันนั้นของพวกเขาไม่มีอุปสรรค
ขึ้นให้โบก ลงให้กด ไม่รู้ให้ถาม ขานป้ายให้ฟัง
แม้รถเมล์จะเริ่มต้นให้บริการมาตั้งแต่ปี 2451 และพัฒนามาเรื่อยๆ แต่หลักสูตรการใช้บริการรถเมล์กลับไม่ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือสักหน้า พฤติกรรมการใช้บริการรถเมล์ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน และหลายๆ ครั้งก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
แล้วถ้าจะขึ้นรถเมล์ ต้องทำแบบไหนถึงจะถูกต้อง?
“การขึ้นลงรถเมล์มันมีแค่ 2 ขั้นตอนง่ายๆ คือ ขึ้นก็โบก ลงก็กด” อิง (นามสมมติ) พนักงานเก็บค่าโดยสาร (พกส.) หรือกระเป๋ารถเมล์ที่ทำงานมากว่า 23 ปี กล่าว
พี่อิงเล่าว่า ขั้นตอนขึ้นลงรถเมล์ไม่ได้ซับซ้อน แต่ผู้โดยสารบางคนไม่ทำ อย่างเวลาขึ้นรถก็กระดิกนิ้วอยู่ข้างลำตัว คนขับก็ไม่เห็น หรือเพิ่งยกมือตอนจะเลยป้าย รถก็เบรกไม่ทัน พอวิ่งตามขึ้นมาก็เดินไปมองหน้าคนขับเพื่อชักสีหน้าใส่
“บางคนใช้พยักหน้า ยักคิ้วก็มี เวลาจะไป คนขับก็งง (ขำ) ก็โบกหน่อยสิ เราจะได้เห็น” นวล (นามสมมติ) สายตรวจพิเศษ ขสมก. อดีตกระเป๋ารถเมล์ เสริม
แถมยังมีผู้โดยสารบางคนมองว่าการกระโดดขึ้นลงรถของกระเป๋ารถเมล์จากประตูหน้าไปประตูหลังเพื่อเก็บค่าโดยสารเวลาคนในรถแน่นๆ ง่าย ใครๆ ก็คงทำได้ เลยกระโดดลงรถบ้างตอนที่รถจอดไม่สนิท จบลงที่หัวโหม่งฟุตบาท ต้องเย็บแผล 4 เข็ม ส่วนบางคนรออยู่ตั้งนานไม่ขึ้น แต่พอรถออกก็กระโดดขึ้นรถตอนที่ประตูกำลังจะปิด ทำให้ประตูหนีบเข้ากลางลำตัว ร้องกรี๊ดจนตกใจกันทั้งคันรถ
“บางคนโดนหนีบขึ้นมา ก็จะโวยใส่คนขับว่าไม่ได้ดูรึไง ซึ่งช่วงที่ประตูกำลังปิด คนขับต้องมองขวาแล้ว เขาไม่ได้มองกระจกท้าย เขาไม่รู้” นวลอธิบาย
นอกจากนี้ กระเป๋ารถเมล์ทุกคนรู้ว่าผู้โดยสารบางคนไม่แม่นเส้นทาง ซึ่งพวกเธอยินดีตอบหากเข้ามาถาม และยินดีขานป้าย จะได้ลงถูกจุด แต่ก็มีหลายครั้งที่ผู้โดยสารใส่หูฟัง ไม่ได้ยินเสียงขานป้าย ทำให้เลยป้ายที่ต้องการจะลง และเอาความไม่พอใจที่ตัวเองไม่ได้ยินไปกล่าวโทษว่ากระเป๋ารถเมล์ไม่ยอมบอก
“อยากให้บอกเลยว่าลงไม่ถูกนะ ช่วยบอกด้วย เราก็จะบอก แต่บางคนบอกเราอย่างดีเลย เดินมาบอกว่าถึงป้ายนี้ให้บอกหน่อยนะ แต่ใส่หูฟัง 2 ข้าง คือเราจำไม่ได้ว่าใครลงที่ไหนบ้าง ผู้โดยสารเป็นร้อย เราก็ขานป้ายแล้ว คุณก็ต้องคอยฟัง คนขึ้นลงมันเยอะ” อิงระบาย
กระเป๋าและคนขับป้องกันตัวเองไม่ได้
ใน 1 วัน จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการรถเมล์เฉพาะในส่วนของขสมก. มีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 500,000 คน จึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผู้โดยสารที่ขึ้นมาใช้บริการจะมาในรูปแบบไหนบ้าง เมื่อเกิดปัญหาหรือความไม่ชอบมาพากลขึ้น สิ่งที่กระเป๋ารถเมล์และคนขับทำได้ จึงเป็นการเชิญผู้โดยสารคนดังกล่าวลงจากรถถ้ายังพอเจรจากันได้ แต่ถ้าหนักข้อก็จะรีบมองหาเจ้าหน้าที่ข้างทาง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่สายตรวจพิเศษ ให้ขึ้นมาช่วยจัดการ
เพราะพนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานขับรถไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตัว และการป้องกันตัวง่ายๆ อย่างการยกมือกันเพื่อดันผู้โดยสารที่ก่อปัญหาออก มีแนวโน้มสูงที่จะทำให้พวกเขาเป็นฝ่ายผิด แม้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าผู้โดยสารจะเป็นฝ่ายยกมีดขึ้นมาก็ตาม
“เราเคยเจอผู้โดยสารที่ขึ้นมาแล้วเขาหวาดระแวง เหมือนมีคนจะตามฆ่าเขา ลุกลี้ลุกลน พูดเสียงดังตลอดเวลา แต่ยังดีหน่อยที่เขาไม่มีมีด เราอยู่ตรงแยกบางเขนพอดีก็มองหาตำรวจ ให้เขามาเอาลง เพราะเราเอาลงเองไม่ได้ วิธีการแก้ปัญหาของเราก็จะเป็นแบบนี้ มองหาตำรวจ ทหาร รปภ. ข้างทางเอา เจอใครก็เอาคนนั้น ให้เขาช่วย” มะนาว (นามสมมติ) พนักงานขับรถ (พขร.) ที่หมุนพวงมาลัยมาร่วม 12 ปีเล่า
ในบางเส้นทาง จะมีผู้โดยสารขาประจำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภัยต่อผู้ร่วมทางคนอื่นๆ แต่กระเป๋ารถเมล์และคนขับไม่สามารถเลือกผู้โดยสารได้ และจะเชิญลงในกรณีที่เขาได้ลงมือคุกคามหรือสร้างความเดือดร้อนบางอย่างไปแล้ว เช่น ทำร้ายกระเป๋ารถเมล์ ตะคอกใส่ผู้โดยสารท่านอื่น ฯลฯ
“ถ้าเกิดมีผู้โดยสารที่ไม่ทราบว่าคนคนนี้สร้างปัญหาทุกครั้งที่ขึ้นรถเมล์มา ก็จะตั้งคำถามและรายงานไปยังขนส่งว่าพนักงานคันนี้เลือกปฏิบัติ” นวลอธิบาย
สำหรับกระเป๋ารถเมล์ หากรถโล่งๆ ก็ยังพอหลบซ้ายหลบขวาได้ แต่คนขับที่ต้องประคองพวงมาลัยตลอดเวลาไม่สามารถหนีไปไหนได้เลย แทนที่พวกเขาจะได้รับการป้องกันด้วยการออกแบบรถให้มีที่กั้นระหว่างผู้โดยสารและคนขับให้บังตัวคนขับไปเลย สิ่งที่เราเห็นเมื่อขึ้นรถไปคือราวเตี้ยๆ ที่คนขับเท้าแขนได้
ไม่ต้องไปถึงขั้นผู้โดยสารคว้ามีดมาแทงคนขับแบบที่เราเคยเห็นผ่านตาตามหน้าข่าว การที่ที่นั่งคนขับไม่มีอุปกรณ์สร้างระยะห่างระหว่างคนขับกับผู้โดยสารก็สร้างความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในทุกๆ วันอยู่แล้ว โดยนวลเล่าว่า เวลารถแน่นๆ ผู้โดยสารก็จะเบียดกันหมด บางครั้งตัวก็ไปเบียดกับคนขับ บางคนมีกลิ่นตัว บางคนมีกลิ่นน้ำหอมที่ฉุน คนขับก็เวียนหัวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องทนๆ กันไปจนจบวัน
และในกรณีของมะนาว มะนาวเคยเกือบสติหลุดเพราะผู้โดยสารยื่นหน้ามาจากข้างหลัง
“บางคนเข้ามาถามจากข้างหลัง เรากำลังขับเพลินๆ เลย “พี่! (ตะโกน)” แล้วไม่ได้มาแค่เสียงนะ หน้าแทบจะติดกันเลย เราก็โห ใจหายหมด ถามไกลๆ ก็ได้”
คาถาประจำใจ “เดี๋ยวนี้โซเชียลมันไว ยอมๆ ไป ช่างมัน”
“เมื่อก่อนอายุน้อยกว่านี้ ปะทะกับผู้โดยสารก็มี เขาพูดแรงมา เราก็พูดแรงกลับ เช่นเขามายืนออหน้าประตู บอกให้ขยับเข้า ไม่ยอมขยับ เราก็พูดว่า “ข้างหลังไม่มีงูนะ เดินเข้าไปได้ค่ะ” แต่เดี๋ยวนี้เจอผู้โดยสารแรงใส่เราก็ปล่อยเขาไป เดินหนี สื่อโซเชียลมันเยอะ” อิงเล่า
สมัยนี้ การเข้าถึงโซเชียลมีเดียไม่ได้ยากเหมือนสมัยก่อน แค่มีโทรศัพท์ที่มีกล้องและอินเทอร์เน็ตก็สามารถอัปโหลดเรื่องราวต่างๆ ได้ ในแง่หนึ่งก็เป็นข้อดีที่สามารถใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์เรื่องราวต่างๆ ได้ แต่บางครั้งมันก็เป็นข้อเสียเวลาคลิปหรือภาพไม่ได้ถูกบันทึกตั้งแต่ต้นให้เห็นว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน
และจากประสบการณ์ของเตย (นามสมมติ) กระเป๋ารถเมล์ประสบการณ์ 20 ปี เธอเคยเจอผู้โดยสารเปิดกล้องรอไว้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นมา โชคดีที่การเป็นกระเป๋ารถเมล์ทำให้เธอมีสายตาดุจเหยี่ยว จึงเตรียมใจได้ล่วงหน้าประมาณ 5-10 วินาทีว่าต้องโดนอะไรแน่ๆ และก็เป็นอย่างที่คาด
“บางทีเขาเปิดรอไว้เลย เขาหงุดหงิด กะว่าจะมาฉะใส่เราให้เราสวน แต่เราเห็นก่อน เราก็เงียบ ยิ้มๆ ใส่”
ต่อให้จะเป็นฝ่ายถูก แต่ทั้งอิงและเตยบอกกับเราว่า พวกเธอเลือกที่จะปล่อยวาง เดินหนี ไม่โต้ตอบ เพราะมีแต่ผลเสียที่จะเกิดขึ้นกับพวกเธอ เช่น ผู้โดยสารอาจจะลงไม้ลงมือ หรือคลิปที่ถ่ายๆ ไป แม้จะไม่เกี่ยวกับพวกเธอโดยตรง เช่นเป็นคลิปผู้โดยสารทะเลาะกันเอง พวกเธอก็จะโดนเรียกไปตักเตือน ลดขั้น ลดเงินเดือน ตามลำดับ
อุปกรณ์ที่เห็นบนรถเมล์ พนักงานฯ ออกเองนะ
ความฝันวัยเด็กของบางคนคือการเป็นกระเป๋ารถเมล์ เพราะการได้ควงกระบอกเก็บเงินเท่ๆ ฉีกตั๋วทอนเงินให้ผู้โดยสาร มันดูสนุกมากในสายตาเรา แถมกระบอกเก็บเงินของกระเป๋ารถเมล์บางคนยังตกแต่งสวยงาม ไม่ซ้ำกัน
แต่อุปกรณ์ในการทำงานที่กระเป๋ารถเมล์ต้องใช้ ไม่ได้เป็นอุปกรณ์ที่ทางขสมก. จัดเตรียมไว้ให้ พนักงานเก็บค่าโดยสารจะต้องออกเงินซื้อกันเอง ชุดเครื่องแบบก็เช่นกัน
“กระบอกเป็นอุปกรณ์ที่ต้องสั่งทำ กระบอก 12 ท่อนตอนนี้ 1,500 บาท ถ้าสั้นๆ แบบของพวกรถแดงที่ตั๋วน้อยก็ 700 เราต้องมีเป็นของตัวเอง เขาเลยหวงกัน ถ้าทำตก มีดบิ่น ปิดไม่สนิท ก็ต้องออกเงินซื้อใหม่เอง” อิงบอก
สไตล์ของแต่ละกระบอกจึงขึ้นอยู่กับผู้ถือว่าต้องไปสั่งทำออกแบบไว้แบบไหน จะเรียบๆ หรืออลังการแค่ไหนก็ได้ เพราะเงินทุกบาทออกเองทั้งหมด
นอกจากนี้ เราอาจจะเคยเห็นว่ารถเมล์บางคันมีลูกอม มีขนมให้ผู้โดยสาร บางคันมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาล มียาดม มียาหม่อง แต่บางคันไม่มี การที่แต่ละคันมีของไม่เหมือนกันนี้เป็นเพราะว่าค่าเริ่มต้นของรถเมล์ทุกคัน คือ ‘ไม่มีอะไรเลย’ เพราะฉะนั้น ถ้าจะมี ก็เป็นเงินของคนขับรถเมล์ที่ออกเงินส่วนตัวซื้อขึ้นมาเตรียมให้บริการ ไม่ใช่บริการพื้นฐานของต้นสังกัด
เตรียมเน็ตมือถือก่อนสแกน-โชว์บัตรด้วยถ้าจะใช้สิทธิ
หากเป็นเมื่อก่อน กระเป๋าเงินของเรามักจะมีเหรียญอยู่จำนวนหนึ่งเพื่อใช้ขึ้นรถเมล์ เพราะถ้ามีแต่แบงก์ใหญ่ก็กลัวว่าพี่ๆ กระเป๋าจะมองค้อนเอาได้ แต่ในปัจจุบันระบบสแกนจ่ายเข้าถึงการให้บริการของขสมก. แล้ว ในมือของกระเป๋ารถเมล์จึงมีเครื่องสแกนเป็นอีก 1 เครื่องมือเคียงคู่กับกระบอกเงินคู่ใจ
แต่ถามว่าการสแกนจ่ายสะดวกขนาดนั้นไหม สำหรับกระเป๋ารถเมล์ทั้ง 2 และอดีตกระเป๋าอีก 1 พวกเธอมองว่าไม่เสมอไป เพราะเวลารถวิ่ง มันจะส่ายไปมา จะถือนิ่งๆ ให้สแกนก็ยาก เพราะกระเป๋ารถเมล์ไม่ใช่ทศกัณฐ์ที่มี 10 มือ พวกเธอมีแค่ 2 มือ ซ้ายถือกระบอก ขวาถือเครื่องสแกน แล้วมือไหนจะจับราว แถมยังมีบางครั้งที่ผู้โดยสารบางคนก็ขอให้กระเป๋ารถเมล์ปล่อย Hotspot ให้หน่อย เพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตในการโอนค่าโดยสาร
“เด็กมหาลัยคนนึงบอก พี่สแกนได้มั้ยคะ เราก็บอกได้ เขาก็ ‘พี่ ช่วยปล่อยเน็ตให้หน่อยได้ไหม หนูไม่มีเน็ต’ ก็ให้นั่งฟรีไปเลย เอาเลยลูก เพราะถ้าปล่อยเน็ตไปเราก็ต้องมานั่งแก้รหัสกันอีก กลัวมิจฉาชีพ” เตยเล่า
นอกจากการชำระเงินสด และการสแกนจ่าย รูปแบบการชำระเงินมีทั้งบัตรรายเดือนและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกด้วย หน้าที่ของกระเป๋ารถเมล์จึงมากขึ้น เพราะต้องตรวจสอบด้วยว่าเป็นเจ้าของบัตรตัวจริงไหม อย่างกรณีผู้สูงอายุที่จ่ายค่ารถเพียงครึ่งหนึ่ง กระเป๋าก็ต้องขอดูบัตรประชาชนตามระเบียบที่ถูกต้อง แต่บางครั้งก็โดนผู้โดยสารเหวี่ยงใส่
“เขาจะใช้สิทธิลดจาก 8 บาทเป็น 4 บาท เลยให้เงินเรามา 4 บาท เราก็ถามว่าจะใช้สิทธิเหรอ เขาก็เหวี่ยงใส่ว่า “ไม่เห็นหรือไง หัวหงอกเนี่ย” เราก็ต้องขอโทษเขา แล้วก็บอกเขาให้แสดงบัตรเพื่อใช้สิทธิ เขาก็ตอบว่าไม่ได้เอามา เราก็ต้องเก็บเขาเพิ่มอีก 4 บาท ตามกติกา” อิงอธิบาย
ก่อนจบวงสนทนา นวลเสริมว่า ถ้าเจอผู้โดยสารสูงอายุเหวี่ยงใส่ประมาณนี้ ก็จะใช้วิธีพูดว่า “อุ๊ย ขอโทษนะคะ ยังเห็นคุณพี่สาวๆ อยู่เลย ใช้สิทธิ 60 แล้วเหรอคะ” เพราะจากประสบการณ์ คำอ่อนหวานแบบนี้มักจบลงที่ผู้โดยสารคนนั้นยิ้มกว้างและยอมจ่ายเงินค่าโดยสารเต็มจำนวน

