เรารู้จัก ‘ความตาย’ จริงๆ กันตอนไหน
มีหลายคนเข้าใจคำนี้ได้อย่างลึกซึ้งจากตอนที่สูญเสียคนรักหรือคนรอบตัวไป บางคนเพิ่งมาเข้าใจคำนี้หลังตัวเองผ่านประสบการณ์เฉียดตายมาก่อน หรือบ้างก็เรียนรู้คำนี้จากการดูการ์ตูนแล้วตัวละครที่เชียร์ดันตายซะงั้น
กว่าจะเข้าใจว่าความตายมันใกล้ตัวมากๆ ก็ตอนที่เจอกับตัวเข้าอย่างจังเพราะที่ผ่านมา ในบางสังคมยังเชื่อว่าการพูดถึงความตายคือสิ่งไม่ดี เป็นอัปมงคล แม้กระทั่งอะไรที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความตาย ก็ยังพยายามหลีกเลี่ยง เช่น ในสังคมคนจีนไม่นิยมเอาเลข 4 มาเป็นทะเบียนรถ เพราะการออกเสียงเลข 4 ในภาษาจีนคล้ายกับการออกเสียงคำว่าตาย
ไทยเองก็มีความเชื่อแบบนี้หลงเหลืออยู่ไม่น้อย เช่น ห้ามชมพวงหรีดว่าสวย เพราะจะเป็นลางไม่ดีต่อตัวเอง ห้ามพูดคำว่า ‘ตาย’ ในบ้านเพราะเป็นการต้อนรับสิ่งอัปมงคล
มีหลากหลายความเชื่อที่มองว่าความตายเป็นเรื่องต้องห้าม เราไม่ได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อบอกว่าแนวคิดแบบนี้เป็นเรื่องที่ผิด เพียงแต่การจำกัดกรอบความเข้าใจเรื่องการตาย มันกำลังส่งผลให้เราห่างเหินกับความตายมากเกินไปหรือเปล่า ทั้งที่จริงเราต่างก็หนีมันไม่พ้น
วันนี้เราได้มีโอกาสมาคุยเรื่องความตายกับ ‘ฐิตินันทน์ ผิวนิล’ หรือ ‘อ.แด๊ท’ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในวงสนทนาที่ชื่อว่า Human Life-Brary 02 : Deathducation วิชาความตายในระบบการศึกษา ส่วนหนึ่งของกิจกรรมภายในงาน Death Fest 2026 : re-member ก่อน-แก่-เจ็บ-ตาย ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ที่ผ่านมา
อ.แด๊ท ผู้เปิดวิชาสอนเรื่องความตายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้นำคลาสเรียนย่อมๆ มาไว้ที่งานวันนี้ เพื่อทบทวนกันว่าตอนนี้การศึกษาไทยสอนเรื่องความตายให้เด็กมากหรือน้อยแค่ไหนและสอนอย่างไร
ความตายที่ถูกมองข้าม
“ก่อนหน้านี้ตัวเราเรียนเรื่องความตายผ่านวิชาประชากรศาสตร์มาโดยตลอด จนได้มามองการตายและความตายผ่านมุมสังคมวัฒนธรรมผ่านการเรียนปริญญาเอกในวิชาชีวิต ความเสี่ยง และความตาย ทำให้เห็นได้ว่าการตายไม่ได้เป็นแค่จุดเดียวของชีวิต แต่เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิต คนใกล้ชิด สิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงระดับสังคมไปพร้อมๆ กัน”
อ.แด๊ทเล่าว่าก่อนหน้านี้ตัวเองเรียนป.โทที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และได้เริ่มมาสนใจศึกษาประเด็นการตายและความตายตอนเรียนป.เอก ที่วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากคุณยายเสียชีวิตและเห็นภาพความเสี่ยงของสังคมในช่วงโควิด-19 และได้ไปลงเรียนข้ามคณะในวิชาชีวิต ความเสี่ยง และความตาย ในหลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องความตายครั้งแรกคือการศึกษาสถิติการตายของคน แล้วมาคำนวณดัชนีตารางชีพ เพื่อหาอายุคาดเฉลี่ย (Life-expectancy) ทำให้เห็นภาพความยืนยาวของชีวิตเชิงตัวเลขได้ชัดเจนขึ้น
จนได้ข้ามคณะไปเรียนสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา การเรียนการสอนได้ทำให้ไปดูศพที่โรงพยาบาล ไปสำรวจเมรุเพื่อดูพิธีการเผาศพ ไปดูธุรกิจโลงศพ กระบวนการจัดการศพยากไร้และไร้ญาติ จนมาถึงตอนนี้อ.แด๊ทได้นำความรู้์กลับมาก็เปิดวิชาสอนเรื่องความตายในชื่อวิชา ‘ปริทัศน์เกี่ยวกับความตาย’ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว
เป้าหมายของวิชานี้คือ การให้ผู้เรียนเข้าใจสื่อสารความตายให้ในเชิงสังคมโดยเชื่อมโยงกับประสบการณ์ของแบบของตัวเองได้ ดึงเอาคำว่าความตายมาให้ใกล้ตัวขึ้น แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวจนเกินไป ในขณะเดียวกันอาจารย์เล่าว่าตัวเองก็ไม่ได้สอนให้เด็กพร้อมปลงสังขาร เอาแค่สื่อสารและเรียนรู้เรื่องความตายในเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันก็พอแล้ว ในเมื่อมันคือสิ่งที่ไม่มีใครหนีพ้น
อ.แด๊ทเล่าว่า เนื้อหาของวิชานี้ประกอบไปด้วยการศึกษาประเด็นก่อนตาย ระยะระหว่างใกล้ตาย และหลังจากที่ตายไปแล้ว ถ้าเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับช่วงก่อนตายก็จะเป็นการนิยามคำว่าตายในแต่ละสังคม ทั้งในทางกฎหมาย เช่น สิทธิการตาย กฎหมายเกี่ยวกับการสิ้นสภาพบุคคล หรือในทางศาสนาที่พูดถึงความตายในแต่ละศรัทธา ความตายในทางการแพทย์ และนิยามความตายในเชิงสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ส่วนระยะระหว่างใกล้ตาย อาจารย์เลือกสอนเรื่องการเตรียมพร้อมการตาย เช่น สิทธิการตาย การเตรียมตัวผ่านสมุดเบาใจ การวางแผนสถานที่ตาย การกรุณยฆาต การดูวาระท้าย อาจารย์ให้นักเรียนลองวางแผนว่าถ้าเลือกได้ สถานที่แห่งไหนที่จะเป็นที่สุดท้ายที่อยากอยู่และสิ้นชีวิต
และเนื้อหาหลังตายจะเกี่ยวกับการจัดการร่าง(ศพ) เช่น การบริจาคร่างกาย บริจาคอวัยวะ มีการพูดถึงความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณหลังตายในแต่ละวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป อาจารย์แชร์ว่า คนบางกลุ่มที่เชื่อมั่นในครอบครัวสูงมักจะไม่เขียนเอกสารการวางแผนการตาย เพราะมีความเชื่อว่าลูกหลานจะเป็นคนจัดการงานศพให้ตนเองได้ดีอยู่แล้ว
นอกจากนี้ ในกิจกรรมการเรียนยังมีการพูดถึงการให้นักศึกษาลองประเมินอายุขัยตนเอง (Subjective life expectancy) โดยให้เขาประเมินตนเองว่าจะเสียชีวิตตอนอายุเท่าไหร่ เมื่อได้ตัวเลขที่ประมาณการด้วยตัวเองมาแล้ว ให้ตัวเขาบอกเหตุผลว่าทำใมถึงคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้น แล้วระหว่างนั้น เขาจะอยู่อย่างไร ใช้ชีวิตแบบไหน วางแผนการเงินและเรื่องต่าง ๆ ยังไง กิจกรรมนี้ช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นภาพชีวิตตนเองตลอดเส้นทางชีวิตและความตายได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การสอนความตายให้นักศึกษา
“การศึกษาไทยมองว่า ครูผู้สอนคือที่สุของการให้ความรู้ เวลามีนักศึกษาถามว่า ‘สรุปแล้วบริจาคร่างกายดีที่สุดใช่ไหม’ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พูดยาก เพราะคำตอบของเราอาจกลายเป็นตัวชี้นำเขา ซึ่งมันอาจจะเกิดจากที่เขาฟังเรา แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้เขาต้องเป็นคนตัดสินใจเอง เราเลยตอบไปว่า ‘แล้วแต่หนูเลยต่างหาก’ ต้องสอนให้เขาคิดเอง”
การเรียนการสอนความตายในสถานศึกษา สำหรับวิชานี้ไม่ได้บอกว่าวิธีไหนคือวิธีที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวเรื่องความตาย หรือประเด็นไหนคือดี ไม่ดี หลักสำคัญที่อ.แด๊ทยึดถือคือ อยากให้เด็กคิด เข้าใจ และสื่อสารเรื่องความตายได้ในชีวิตประจำวัน เตรียมตัวกับความตายได้ โดยที่ผู้เรียนต้องเป็นคนคิดเอง เลือกเอง วางแผนชีวิตและการตายของคนเอง แต่ต้องสื่อสารกับคนอื่น เพราะท้ายที่สุดความตายมันไม่ได้เป็นเพียงคือเรื่องของปัจเจกแต่ยังเกี่ยวข้องกับคนอื่น ๆ ในสังคมด้วย ล้วนๆ
การทำ ‘Free Listing’ คือเทคนิคการสอนอย่างแรกที่อาจารย์นำมาใช้กับผู้เรียนในคาบแรกๆ โดยกิจกรรมหลักคือหมายถึงการเขียนคำอะไรก็ได้ เอาเป็นคำๆ ไม่ใช่ประโยคยาวๆ ในเวลาที่จำกัด เพื่อค้นหาการรับรู้ของแต่ละคนที่มีต่อเรื่อง ๆ หนึ่ง
โจทย์แรกของวิชานี้การให้นักเรียนสิสต์คำอะไรก็ได้ที่นึกถึงเมื่อพูดถึงความตาย คำตอบที่อาจารย์เห็นก็มีทั้งคำว่า ความเศร้า เสียใจ กรีดร้อง เลือด สีดำ ร้องไห้ หรือโลงศพ
อีกวิธีที่น่าสนใจคือการให้ผู้เรียนลองทำ ‘Photo Voice’ หรือการสื่อสารผ่านภาพ โดยอ.แด๊ทจะมอบหมายให้ผู้เรียนไปถ่ายรูปอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ความเจ็บป่วย หรือความตายที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน และให้มาเล่าเรื่องสะท้อนความคิดของเขาให้เพื่อนในห้องฟังด้วยกันอีกที
ผลงานที่อาจารย์นำมาเล่าให้เราฟังวันนี้คือผลงานของผู้เรียนคนหนึ่งที่เลือกถ่ายรูป ‘สะพานลอย’ โดยเขาอธิบายว่าสะพานลอยคือสัญลักษณ์ของความเจ็บป่วย ความตาย ความปลอดภัย ความเสี่ยง และความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมๆ กัน เราใช้สะพานลอยเพราะมันคือวิธีข้ามถนนที่ปลอดภัยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันสะพานลอยก็เป็นสถานที่ที่คนมักจะใช้ในการฆ่าตัวตาย แถมสะพานลอยก็ไม่ได้ปลอดภัยสำหรับทุกคน อย่างผู้สูงอายุก็ขึ้นไม่ไหว คนพิการอาจต้องใช้ทางม้าลายอย่างเดียว หรือบางคนฝืนขึ้นสะพานลอยจนเกิดเหตุก็มี
บางคนเลือกถ่ายรูปท้องฟ้า มุมหนึ่งก็มองได้ว่าท้องฟ้าเสมอความสดใส ออกมาสูดอากาศให้สุขภาพดี แต่ผู้เรียนคนนี้บอกว่ามันคือท้องฟ้าที่มีแต่ฝุ่น PM2.5 ที่ค่อยๆ ทำร้ายร่างกายเราทีละนิดต่างหาก จะเห็นได้ว่า การเรียนการสอนเรื่องความตายที่กว้างกว่าความสูญเสีย ทำให้ผู้เรียนเข้าใจชีวิตและสังคมได้มากขึ้น ว่าตัวเองก็เชื่อมโยงกับสิ่งรอบตัวในมิติต่าง ๆ
น่าสนใจที่ว่า การสอนเรื่องความตายที่มักผูกติดกับเรื่องการแพทย์ ศาสนา หรือปรัชญา หากเรามาปรับใช้กับการสอนในวิชาที่เน้นเชื่อมโยงชีวิตประจำวัน อาจทำให้ผู้เรียนเข้าใจความตายได้ใกล้ตัวมากขึ้น
เราต่างเห็นความตายในทุกที่ๆ แต่แค่ไม่ได้พูดออกมาเท่านั้นเอง

การศึกษาไทยพร้อมไหมสำหรับเรื่องความตาย
การสอนเรื่องความตายสำหรับอ.แด๊ทคือการสอนให้ผู้เรียนตั้งคำถาม สงสัยกับสิ่งรอบตัวให้มากๆ ไม่ใช่ว่าทุกวิธีที่อาจารย์พูดมาคือวิธีที่ถูกต้องที่สุด มีเด็กมาแชร์กับอาจารย์ว่าไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการใช้สมุดเบาใจ เพราะมองว่าตัวเองอยากให้ความสำคัญกับการพูดมากกว่าการเขียน ขณะเดียวกันอาจารย์ก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ ลองสำรวจนโยบายเกี่ยวกับการตายในประเทศไทย ว่าปัจจุบันเรามีอะไรบ้าง และเรากำลังขาดอะไรบ้าง
ในแง่หนึ่งการศึกษาก็ช่วยให้ผู้เรียนสื่อสารความตายออกมาได้ง่ายขึ้น แต่อาจารย์ก็มองว่าประสบการณ์ สภาพแวดล้อมก็มีส่วนช่วยเหมือนกัน มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องผูกความเข้าใจเรื่องความตายไว้ที่มิติการแพทย์ ความเจ็บป่วย การรักษา ความสูญเสีย หรือแม้แต่ยึดติดเพียงความคิดของอาจารย์ผู้สอนเพียงอย่างเดียว
ผู้เข้าร่วมวงสนทนาวันนี้เล่าว่า ตัวเองมีลูกเล็กและอยู่ในครอบครัวที่มีคนแก่รอบตัวเสียชีวิตเยอะมาก เธอสังเกตว่าความสูญเสียทำให้เด็กๆ สื่อสารเรื่องความตายในภาษาของเขาได้อย่างเรียบง่าย เช่น อยู่ดีๆ ลูกก็ไปขุดดิน แล้วก็เอาตุ๊กตาไปฝัง แล้วก็จินตนาการว่าตัวเองอยู่ในงานศพและกำลังไว้อาลัยอยู่ เธอเล่าว่ามันก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกก็รู้สึก ‘คุ้นเคย’ กับความตายยิ่งขึ้น
ประสบการณ์การได้เห็นความแก่ ความเจ็บ ความตาย จะสอนให้เด็กเติบโตมาพร้อมรับมือกับความสูญเสีย เขาจะเสียใจ แต่เขาเข้าใจความตายไปพร้อมกัน
อ.ฐิตินันท์มองว่าถ้าสอนวิชานี้ให้เด็กที่อายุต่ำลงมา ก็คิดว่าควรจะเป็นวัยมัธยม แต่เนื้อหาอาจจะไม่ได้หนักหน่วงทำกับระดับมหาวิทยาลัย แค่เน้นการทำความรู้จักคำว่า ‘สูญเสีย’ ก็พอแล้ว
แก่นแท้ของวิชานี้จึงไม่ใช่การบอกว่าตายยังไงดีที่สุด แต่คือการบอกว่าเราศึกษาเรื่องความตายได้ เราพูดเรื่องความตายได้ และเราควรจะเลือกการตายของตัวเองได้เช่นกัน

