ทำไมอ่านอะไรก็ไม่เข้าใจเท่าเมื่อก่อน? เรากำลังเสียทักษะการอ่านเชิงลึกไป แลกกับความไว จบลงที่ไม่เข้าใจ หรือจำอะไรไม่ได้เลย

เคยรู้สึกไหมว่า เดี๋ยวนี้อ่านอะไรก็ไม่เข้าใจเท่าเมื่อก่อน?

แมรีแอนน์ วูล์ฟ (Maryann Wolf) ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อผู้ที่มีภาวะดิสเล็กเซีย ผู้เรียนที่มีความหลากหลาย และความยุติธรรมทางสังคม อธิบายว่า เมื่อเราอ่านเนื้อหาที่อยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ธรรมชาติของเรามักจะเป็นการอ่านแบบกวาดสายตาผ่านๆ เพื่อหาสิ่งที่ต้องการ และแทบจะไม่ได้อ่านทีละบรรทัดเพื่อซึมซับในสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ พอยิ่งอ่านแบบนี้บ่อยๆ มันก็กลายเป็นวิธีอ่านหลักของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว

บางคนอาจคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามา หลายๆ อย่างก็ย่อมเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่หลายคนมักหลงลืมไป คือ เทคโนโลยีไม่ได้ส่งผลด้านบวกเพียงอย่างเดียว และการพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปนั้นก็ส่งผลกระทบต่อทักษะของสมองเราเช่นกัน

เพราะพอเราอ่านแบบกวาดสายตาผ่านๆ บ่อยๆ สมองของเราเลยปรับตัวตามให้คุ้นชินกับการอ่านแบบนี้ ซึ่งเราอาจจะอ่านไวขึ้นก็จริง แต่เราจะจำอะไรได้น้อยลง

และเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสียทักษะบางอย่าง เช่น ‘ทักษะการอ่านเชิงลึก (Deep Reading)’ ที่แม้แต่นักศึกษาเอกภาษาหลายคนก็สูญเสียทักษะนี้ไปแม้จะคลุกคลีกับการอ่านก็ตาม

การอ่านเชิงลึก (Deep Reading) คือ อะไร

งานวิจัยเรื่อง ‘They Don’t Read Very Well: A Study of the Reading Comprehension Skills of English Majors at Two Midwestern Universities (2024)’ โดย Susan Carlson, Ananda Jayawardhana, Diane Miniel ที่ตีพิมพ์ในวารสารของมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้วิจัยเกี่ยวกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษ 85 คน จากมหาวิทยาลัย 2 แห่งในรัฐแคนซัส

ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบตั้งแต่มกราคมถึงเมษายนของปี 2015 โดยให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบอ่านย่อหน้าเปิดเรื่องของหนังสือ ‘Bleak House’ โดย ชาร์ลส์ ดิคเคนส์ (Charles Dickens) ซึ่งวิธีการทดสอบจะเป็นการให้พวกเขาอ่านออกเสียง และแปลเนื้อหาออกมาเป็นภาษาอังกฤษธรรมดาๆ จากเนื้อหาต้นฉบับที่มีการพรรณนาเปรียบเทียบเปรียบเปรย

บางคนอาจคิดว่าก็แค่พรรณนาโวหาร จะมีอะไรยากสำหรับนักศึกษาเอกภาษา แต่การทดสอบกลับแสดงให้เห็นว่า นักศึกษา 49 จาก 85 คน หรือเกินกว่าครึ่ง เข้าใจบทนำของ Bleak House น้อยมากจนไม่สามารถอ่านนวนิยายเรื่องนี้อย่างเข้าใจได้ด้วยตนเอง และมีเพียง 4 คนเท่านั้นที่เข้าใจเนื้อหาอย่างละเอียด

ซึ่งผู้วิจัยสรุปออกมาว่า ปัญหาที่ทำให้นักศึกษาในกลุ่มนี้กลายเป็นผู้ที่มีปัญหาในการอ่าน เป็นเพราะพวกเขาใช้วิธีอ่าน 3 แบบด้วยกัน คือ การอ่านโดยลดทอนรายละเอียดของประโยค (Oversimplifying) การเดา (Guessing) และการพยายามแสดงความคิดเห็นของตัวเองมากกว่าตีความให้เข้าใจ (Commenting) ซึ่งการลดทอนรายละเอียดเป็นวิธีที่นักศึกษาเหล่านี้ใช้มากที่สุด เนื่องจากพวกเขาถนัดอ่านแบบคร่าวๆ ด้วยการกวาดสายตา (Skimming) เพื่อความเข้าใจแบบรวดเร็ว

ยกตัวอย่างเช่น

(1) ต้นฉบับ : Fog up the river, where it flows among green aits and meadows; fog down the river, where it rolls defiled among the tiers of shipping, and the waterside pollutions of a great (and

dirty) city.

สิ่งที่นักศึกษาแปลความ : มีหมอกอยู่ทุกที่ (There’s just fog everywhere)

(2) ต้นฉบับ : Fog creeping into the cabooses of collier brigs; fog lying out on the yards, and hovering in the rigging of great ships; fog drooping on the gunwales of barges and small boats.

คำถาม : นอกจากหมอก มีอะไรอีก

สิ่งที่นักศึกษาตอบ : ฉันรู้ว่ามีรถไฟ และมีแบบว่า เหมือนเป็นส่วนอุตสาหกรรมของเมือง? (I know there’s train, and there’s like, like the industrial part of the city?)

ผลของการวิจัยจึงสรุปออกมาว่า นักศึกษาเหล่านี้มีความบกพร่องในทักษะการอ่านเพื่อทำความเข้าใจ (Reading Comprehension Skills) แต่ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น เพราะในปัจจุบันคนในสังคมก็ประสบกับปัญหานี้จนสามารถพูดได้ว่า มนุษย์กำลังค่อยๆ เสียความสามารถในการ ‘อ่านเชิงลึก (Deep Reading)’ ไป

การอ่านเชิงลึก (Deep Reading) ไม่ใช่การอ่านทั่วไปที่แค่ไล่สายตาดูว่าคำนั้นอ่านว่าอะไร แต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลา ใช้สมาธิ ใช้ความตั้งใจ และใช้ทักษะของสมอง เช่น ทักษะการให้เหตุและผล เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นความเข้าใจในเนื้อหาที่ได้รับอย่างลึกซึ้ง เห็นภาพในหัว และเข้าใจอารมณ์ในการสื่อสาร ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการแผ่ขยายความคิด (Expanding Mind) ให้กระแสประสาททำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ

ซึ่งทักษะนี้ไม่ใช่การเสี่ยงโชคที่เกิดมาแล้วบางคนมี บางคนไม่มี เพราะทักษะการอ่านเชิงลึกเป็นทักษะที่ต้อง ‘ฝึกฝน’ เท่านั้น

แต่น่าเสียดายที่ทักษะนี้กลับไม่ถูกให้ความสำคัญเท่า ‘ความรวดเร็ว’ ของเทคโนโลยี

ความไวคือกับดักปีศาจที่หลอกสมอง

งานวิจัยเรื่อง ‘They Don’t Read Very Well: A Study of the Reading Comprehension Skills of English Majors at Two Midwestern Universities (2024)’ บอกว่า มนุษย์เราสูญเสียทักษะการอ่านเชิงลึกไปอย่างช้าๆ โดยไม่ทันรู้ตัวเพราะสังคมปัจจุบันกำลังหล่อหลอมให้สมองของเราเลือกที่จะทำอะไรง่ายๆ ไวๆ ไม่ซับซ้อนอยู่บ่อยๆ เช่น  การเสพคลิปสั้น 15 วินาที การอ่านโพสต์ที่สรุปโดย AI จนเหลือแค่ 5 บรรทัด

แล้วอะไรสั้นๆ ไวๆ ไม่ลึกซึ้ง ส่งผลอะไรกับสมองของเรา?

ในปัจจุบัน อัลกอริทึมของแต่แพลตฟอร์มเน้นความสั้น ความไว เพื่อให้เกิดคอนเทนต์จำนวนมากที่เข้าถึงผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความสั้นของมันทำให้เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านเวลาเยอะก็ได้ความสุขไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปดูภาพยนตร์ 1 เรื่องในโรงหนัง (แม้ว่าพอรู้ตัวอีกทีก็ดูคลิปสั้นๆ ที่ว่าไปเป็นสิบๆ คลิป) หรือไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือยาวๆ แค่อ่านโพสต์สรุปโดย AI สักโพสต์ ก็ได้สาระสำคัญเท่าอ่านเต็มเล่ม

พอนานเข้า สื่อประเภทนี้ก็มีเยอะขึ้น และส่งผลต่อพฤติกรรมการอ่านของเราเช่นกัน โดยในปี 2567 PUBAT สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เผยผลสำรวจพฤติกรรมการอ่าน-ซื้อหนังสือของคนไทยว่า คนไทยไม่ได้อ่านหนังสือวันละ 8 บรรทัด แต่เฉลี่ยออกมาแล้วเป็น 51.37 นาที/วัน สำหรับการอ่านในรูปแบบกระดาษ และสูงถึง 152.10 นาที/วัน สำหรับการอ่าน ‘ทุกอย่าง’ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งต่อให้การอ่านออนไลน์จะสูง แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่อ่านจะใช้สมาธินานๆ ในการทำความเข้าใจ เพราะมันอาจจะเป็นตัวเลขที่รวมการอ่านโพสต์สั้น 3 บรรทัดสัก 50 โพสต์ก็ได้

พอสมองของเราคุ้นชินกับการกวาดสายตา ชินกับการเสพอะไรที่ ‘ย่อยง่าย’ มันก็จะกลายเป็นกับดักที่ทำให้ทักษะการอ่านเชิงลึกถูกปิดสวิตช์ และแทนที่ด้วยกระบวนการอ่านที่ไม่ลึกซึ้งแทน สมองของเราก็จะค่อยๆ หลีกเลี่ยงการวิเคราะห์แม้ว่ามันจะเป็นเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมากก็ตาม

และอาจจะส่งผลกระทบข้างเคียงไปถึงทักษะการเข้าอกเข้าใจ (Empathy) อีกด้วย

โดยงานวิจัยของทามี คัทซีร์ (Tami Katzir) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Haifa ที่ทำการศึกษาผลกระทบของสื่อข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ต่อกลุ่มเยาวชน ค้นพบว่า พอเราไม่เข้าใจเนื้อหาระหว่างบรรทัด จดจำรายละเอียดได้น้อย ทักษะการรับข้อมูลของเราก็จะถดถอยลง และเปราะบางต่อข้อมูลเท็จ รวมไปถึงวาทกรรมแบบปลุกปั่นเลือกข้างนั่นเอง

กู้ทักษะคืนมาได้ไหม โดเรม่อนช่วยด้วย

“เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับกลไกการทำงานของสมองที่เอื้อต่อการอ่าน”

แมรีแอนด์อธิบายว่า การอ่านเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนเท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับการมองเห็นหรือการได้กลิ่น เราจึงสามารถพัฒนาและฟื้นฟูทักษะการอ่านเชิงลึกที่เสียไปของเราได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอของวิเศษของโดเรม่อน

ซึ่งการกู้คืนทักษะการอ่านเชิงลึกนั้นไม่ยากเกินความสามารถ เพราะสิ่งที่สำคัญคือ การใช้เวลา

ค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำความเข้าใจ ทำซ้ำบ่อยๆ ให้กลายเป็นเรื่องธรรมชาติ

หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ลองกำหนดเวลาการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่ไปกับการใช้เวลาว่างในการอ่านหนังสือสักเล่ม พอสมองของเราคุ้นชิน ทักษะการอ่านเชิงลึกก็จะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นมานั่นเอง

อ้างอิง