ครอบครัวไทยหัวก้าวหน้ามากขึ้น แต่ยังแบ่งงานบ้านด้วยวิถีอนุรักษนิยม สองความจริงที่สวนทาง ไม่ว่ายังไง ‘งานบ้าน’ ก็ถูกโยนให้ ‘ผู้หญิง’ อยู่ดี

เด็กน้อยหลับปุ๋ยในเปล

ขยะเทเกลี้ยงเหลือแต่ถังเปล่า

กับข้าวกับปลาร้อนๆ อุ่นไว้ในหม้อ

เสื้อผ้าหอมสะอาดทั้งบนราวและในตู้

ในหลายครอบครัว ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์จากงานหนักที่ไม่มีบัตรให้ตอกเข้างาน ไม่มีค่าจ้างให้เบิก และครั้งหนึ่งในอดีตก็แทบไม่มีใครมองว่าเป็นงานด้วยซ้ำ เพราะมันคือ ‘หน้าที่’ ซ้ำร้ายยังไม่ใช่หน้าที่ที่แบ่งกันอย่างเท่าเทียม เพราะอย่างที่รู้กันดีว่า ตามค่านิยมดั้งเดิม งานนอกบ้าน (ซึ่งมีรายได้) คือหน้าที่ของผู้ชาย งานบ้านงานเรือน (ซึ่งไม่มีรายได้) คือหน้าที่ของผู้หญิง

โชคยังดีที่ในศตวรรษที่ 21 สังคมทิ้งภาพจำครอบครัวแบบเดิมๆ ไว้ข้างหลัง ผู้หญิงหาเลี้ยงครอบครัวไม่ใช่เรื่องประหลาด ส่วนผู้ชายจับไม้กวาดก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถึงจะเปิดใจรับวิธีคิดใหม่ๆ เข้ามาแค่ไหน ก็ใช่ว่าการแบ่งงานในครอบครัวจะเท่าเทียมขึ้นทันทีในทางปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ในงาน Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย ภายใต้ความร่วมมือของศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว คิด for คิดส์, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) และศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง 101 PUB มี ผศ.ดร.จันทนี เจริญศรี จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มานำเสนอรายงานวิจัย พลวัตครอบครัวไทยในสังคมร่วมสมัย: การเปลี่ยนผ่านนิยาม ความสัมพันธ์ และการดูแลภายใต้ครอบครัวที่หลากหลาย 

ข้อสรุปหนึ่งจากการทำแบบสำรวจและจัดกลุ่มพูดคุยแบบ Focus Group ตลอดกระบวนการวิจัย คือ แม้คนไทยจะมีมุมมองต่อสถาบันครอบครัวที่ก้าวหน้ามากขึ้น แต่เรายังแบ่งงานบ้านด้วยวิธีการเดิม คือมีอะไรก็โยนไปฝั่งผู้หญิงไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน

นิยามเปลี่ยน พลวัตครอบครัวก็เปลี่ยนตาม

แล้วที่บอกว่าก้าวหน้า ก้าวหน้าขึ้นในแง่ไหน? 

คำตอบคือในแง่การนิยามนั่นเอง คำว่าครอบครัวของคนไทยมีความหมายเปิดกว้างขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก มีประมาณ 57% หรือสัดส่วนปริ่มครึ่งมานิดๆ เท่านั้นที่ยังนิยามแบบดั้งเดิม (Traditional) คือต้องประกอบไปด้วยคนไม่เกิน 2 รุ่นในครอบครัว ได้แก่ รุ่นพ่อแม่และรุ่นลูก โดยพ่อต้องเป็นผู้ชาย แม่ต้องเป็นผู้หญิง และทุกคนต้องอาศัยอยู่รวมกันในหลังคาเรือนเดียว 

ส่วนที่เหลืออีก 43% นั้นให้ความหมายครอบครัวหลุดไปจากกรอบเดิม ซึ่งจำแนกออกเป็นรูปแบบต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • 23% เป็นครอบครัวที่เลือกเอง (Chosen Family): หรือราวๆ 1 ใน 4 ของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกนิยามโดยใช้เกณฑ์ความรู้สึกผูกพันและความไว้ใจ โดยไม่เกี่ยวกับสายเลือดหรือการแต่งงาน หลายคนนับเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แม่บ้าน หรือพี่เลี้ยงเด็ก
  • 19% เป็นครอบครัวทางไกล (Distance Family): เกิดจากการที่ครอบครัวที่สมาชิกต้องแยกย้ายไปอยู่อาศัยต่างพื้นที่หรือต่างจังหวัดด้วยเงื่อนไขทางการงานและเศรษฐกิจ แต่ยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์ผ่านการโทรศัพท์ ส่งข้อความ และกลับไปเยี่ยมเยียนกัน
  • 14% เป็นครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นลูก (Pet Parents): สัดส่วนสูงมากเป็นพิเศษในช่วงอายุ Gen Y และ Z โดยพวกเขาไม่ได้มองสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สิน และไม่ซีเรียสว่าสัตว์จะต้องมีประโยชน์ใช้สอยอะไรอีกต่อไป เท่านั้นไม่พอ ยังยกระดับเป็นลูกหลาน เป็นพี่น้อง หมายความว่านอกเหนือไปจากการดูแลขั้นพื้นฐานอย่างให้อาหาร ให้ที่หลับที่นอน เรายังตั้งชื่อที่มีความหมายลึกซึ้งให้ เล่นด้วย คุยด้วย ถ่ายรูปเก็บโมเมนต์น่ารักไว้เป็นความทรงจำ ป่วยเมื่อไหร่ก็พาไปรักษา ถึงวาระสุดท้ายเมื่อไหร่ก็ไว้ทุกข์ 
  • 12% เป็นครอบครัวในที่อยู่อาศัยแนวตั้ง (Vertical-housed Family): เรียกง่ายๆ ว่าชาวหอ ชาวคอนโดนั่นเอง เพราะเป็นที่อยู่ที่สอดรับกับวิถีชีวิตไม่แน่นอนของคนทำงานยุคใหม่ ซึ่งส่งผลให้ต้องโยกย้ายไปตามแหล่งงานที่กระจุกอยู่ในเมือง 
  • 10% เป็นครอบครัวที่ไม่มีบุตร (Childless Family): ไม่ใช่แค่ ‘ยัง’ ไม่มี แต่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่คิดมาดีว่าชาตินี้จะไม่มีลูกอย่างใครเขา เหตุผลมีได้ตั้งแต่ทั้งรู้สึกไม่พร้อมในระดับปัจเจก (เช่น ด้านการเงินหรือวุฒิภาวะ) ไปจนถึงระดับโครงสร้าง (เช่น เศรษฐกิจไม่มีแนวโน้มกระเตื้องเลย หรือโลกรวนหนักจนไม่อยากเสี่ยงให้ลูกเกิดมาเจอภัยพิบัติ)
  • 9% เป็นครอบครัวพ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยว (Single-Parent Family): กลุ่มนี้กว่า 54% คือรุ่น Baby Boomer อายุเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 58 ปี ถือว่าสูงอายุที่สุดถ้าไม่นับครอบครัวแบบดั้งเดิม 
  • 4% เป็นครอบครัวหลากหลายทางเพศ  (LGBTQIAN+ Family): ครอบครัวที่สร้างขึ้นบนความเข้าใจและการเปิดรับอัตลักษณ์ทางเพศ 

อีกแง่มุมที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงคือ กว่า 42% ของครอบครัว LGBTQIAN+ เลือกอาศัยอยู่คอนโดเป็นหลัก เพราะสมาชิกครอบครัวเดิมตามสายเลือดมักทำพวกเขาให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลากลับ ‘บ้านใหญ่’ บ้างจากคำพูดคำจา บ้างจากสายตาที่คอยตรวจสอบเนื้อตัวร่างกาย ในมุมมองของพวกเขา พื้นที่กะทัดรัดในคอนโดจึงดูเป็นพื้นที่ปลอดภัยไปโดยปริยาย 

แต่ตัวเลขส่วนแบ่ง ‘งานบ้าน-งานดูแล’ ยังย้อนแย้ง

“เพศไหนก็เข้าครัวได้”

“งานบ้านเป็นหน้าที่ของทุกคน”

“ไม่มีใครสมควรเป็นคนรับใช้ในบ้านของตัวเอง”

มุมมองสมัยใหม่ทำนองนี้ เอาไปพูดนอกบ้านอาจง่าย แต่น้อยคนที่จะนำไปใช้จริงในบ้านตัวเอง ปรากฏการณ์ที่เห็นกันจนชินตาคือ ถ้าพ่อเปลี่ยนผ้าอ้อมได้ ป้อนนมลูกเป็น สังคมมักชื่นชม มองเป็นพ่อตัวอย่าง เป็นสามีที่น่ารัก แต่กับฝ่ายแม่ที่เลี้ยงลูกเก่งไม่แพ้กัน แถมทำอยู่ทุกวัน ดันเป็นได้แค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ทำตามหน้าที่ 

ความสองมาตรฐานนี้ไม่ได้อิงอยู่แค่ในสายตาของคนที่มองเข้ามา แต่ยังสะท้อนให้เห็นผ่านวิธีการแบ่งงานบ้านจริงๆ ในชีวิตประจำวัน เห็นได้จากการที่ในรายงานวิจัยฉบับเดียวกัน เมื่อให้ผู้เข้าร่วมกลุ่มเดียวกันตอบคำถามว่า งานบ้านคือหน้าที่ของทุกคนใช่หรือไม่ เกินครึ่งตอบว่า ‘ใช่’ โดยเฉพาะชาวหอ ชาวคอนโดที่ตอบไปในทางเดียวกันถึง 78%

แต่พอเปลี่ยนคำถามใหม่เป็น แล้วที่บ้านจริงๆ ของคุณ ใครเป็นคนรับผิดชอบงานบ้าน? กว่า 75% ของคนที่ตอบว่า ‘ฉัน’ เป็นผู้หญิง ส่วนคนอื่นที่เหลือ ต่อให้อยู่ในกลุ่มที่นิยามครอบครัวหลากหลายขึ้นแล้ว เกิน 50% ของครอบครัวแต่ละประเภทก็ตอบว่าคนรับผิดชอบงานบ้านคือสมาชิกผู้หญิง เช่น แม่ ภรรยา พี่สาว หรือน้องสาว อยู่ดี

ผลสำรวจนี้สอดคล้องกับสถิติจาก World Bank ที่ว่า ผู้หญิงไทยทำงานบ้าน-งานดูแล (Care Work) มากกว่าผู้ชาย 3.4 เท่า ซึ่งเมื่อเราคำนึงว่าปัจจุบันผู้หญิงไทยออกไปเรียนและ/หรือทำงานไม่ต่างจากผู้ชาย นั่นจะหมายความว่าผู้หญิงกำลังรับภาระสองเท่า (Double Burden) จากทั้งนอกบ้านและในบ้านพร้อมๆ กัน

ยิ่งไปกว่านั้น ภาระที่ผู้หญิงแบกรับไม่ได้ทำให้เหนื่อยแค่กาย อีกแง่มุมหนึ่งในคนมักมองข้ามไปคือแม่หรือภรรยามักถูกวางตำแหน่งให้เป็น ‘ผู้จัดการบ้าน’ โดยไม่รู้ตัว เพราะต้องคอยรองรับอารมณ์ ไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของคนต่างรุ่น พร้อมกับสอดส่องดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านในทุกๆ วัน ทั้งหมดนี้นับเป็น แรงงานทางอารมณ์ (Emotional Labour) ที่ไม่มีค่าตอบแทน และในหลายครั้ง ครอบครัวก็เคยชินกับสิ่งเหล่านี้จนไม่คิดกล่าวขอบคุณ

นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นระหว่างอุดมการณ์และวิถีชีวิต ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่คนในสังคมไม่เห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศ แต่เกิดจากการที่เราไม่เคยได้รื้อถอนความเคยชินและความคาดหวังตามบทบาททางเพศที่ฝังรากลึกอยู่ในชีวิตประจำวัน

ถึงเวลาภาครัฐถอดแว่นตา ‘ครอบครัวแสนสุข’ แบบเดิมๆ

ด้วยเหตุนี้ วิธีการแบ่งงานในบ้านจึงไม่ควรถูกมองอย่างผิวเผินเป็นแค่เรื่องส่วนตัวบ้านใครบ้านมัน สิ่งที่สังคมขาดไปไม่ใช่คำชมส่งเสริมพฤติกรรมเมื่อผู้ชายช่วยล้างจาน แต่คือการที่ภาครัฐลงมือสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านกลไกต่างๆ เช่น นโยบาย กฎหมาย หลักสูตรแกนกลาง ไปจนถึงฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์

ในรายงานวิจัย ผศ.ดร.จันทนีได้ร่างขอเสนอเอาไว้ดังนี้

  1. นโยบายสาธารณะ

นโยบาย รัฐสวัสดิการ และยุทธศาสตร์ชาติยุคปัจจุบันยังคงเขียนขึ้นโดยอ้างอิงผลสำรวจสำมะโนประชากรเมื่อปี พ.ศ. 2505 ว่า ครอบครัว (Family) และครัวเรือน (Household) คือสิ่งเดียวกัน กล่าวคือครอบครัวต้องอยู่กินใต้ชายคาเดียวกัน และเป็นสายเลือดเดียวกัน ถึงจะเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศเราเต็มไปด้วยครอบครัวที่เลือกเอง ครอบครัวทางไกล และครอบครัวขยายหลายบ้าน 

อาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ นโยบายการสนับสนุนการดูแลที่เป็นจริง (Care-based Policy) โดยเปลี่ยนเกณฑ์การพิจารณาจากเดิมที่มองสิทธิประโยชน์ผ่านทะเบียนสมรสหรือสายเลือด มาสู่การตั้งคำถามเชิงพฤตินัยว่า ใครกำลังดูแลใครอยู่ในความเป็นจริง?

หนึ่งตัวอย่างโครงการเงินอุดหนุนครอบครัวแบบมีเงื่อนไขด้านการดูแลที่ประสบความสำเร็จระดับตำนาน ได้แก่ โครงการโปรสเปรา (Prospera) ที่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก ซึ่งออกแบบระบบโอนเงินอุดหนุนให้โอนตรงถึงแม่และผู้หญิงในบ้าน ผลลัพธ์คือผู้หญิงมีอำนาจทางเศรษฐกิจในการตัดสินใจ เงินจึงถูกนำไปใช้เพื่อโภชนาการ การศึกษา และสุขภาพของลูกมากขึ้นจริง ทำให้โปรสเปรากลายเป็นโครงการเงินอุดหนุนที่ถูกนำไปถอดบทเรียนมากที่สุดโครงการหนึ่ง

  1. ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์

ควรยกระดับระบบทะเบียนราษฎร์ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของครอบครัวที่หลากหลายขึ้น นอกจากฐานข้อมูลครอบครัวขนาดใหญ่ (Family Big Data) อีกสิ่งที่ประเทศเราควรสำรวจและจัดทำข้อมูลไปควบคู่กันคือ ฐานข้อมูลการดูแล (Care Big Data) เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งสนับสนุนต่างๆ เช่น เงินเยียวยาฉุกเฉิน เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก วันลางานไปดูแลครอบครัว สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะเลี้ยงดูบุพการี ฯลฯ ตกไปถึงผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลกันอยู่จริงๆ

  1. กฎหมาย

ควรแก้ไขกฎหมายลำดับรองกว่า 40 ฉบับ โดยเปลี่ยนคำศัพท์จาก ‘บิดา-มารดา/บุตร’ เป็น ‘บุพการี/ผู้ดูแล’ เพื่อขยายสิทธิการเซ็นยินยอมรักษาพยาบาล การจัดการมรดก และสิทธิรับสวัสดิการให้แก่ผู้ที่มีบทบาทดูแลกันจริง แม้ไม่ใช่ญาติสายเลือด

  1. หลักสูตรแกนกลาง

ควรพัฒนาหลักสูตรใหม่ หรือแก้ไขหลักสูตรเดิมให้ส่งเสริมให้เด็กๆ ตระหนักรู้ตั้งแต่ในวัยเรียนว่า ครอบครัวพ่อ/แม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวเพศเดียวกัน ครอบครัวแหว่งกลาง หรือครอบครัวรูปแบบอื่นๆ ต่างเป็นรูปแบบครอบครัวที่ปกติ ไม่ได้บกพร่องหรือแปลกแยก

ในขณะเดียวกัน กิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนก็ควรสอดคล้องกับหลักสูตรด้วย เช่น จัดให้มีวันครอบครัวแทนวันพ่อและวันแม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กสามารถแสดงความรักและขอบคุณต่อผู้ดูแลหลักในบ้านได้

อ้างอิง

101 PUB

World Bank