“คุณคือคนเข้มแข็งที่กล้าเผยจุดเปราะบางของตัวเอง” คุยกับ ‘เอกลักษณ์ วงศ์อภัย’ นักจิตวิทยาคลินิกฯ รพ.ศรีธัญญา ที่บอกว่าอาการทางจิตเวช เป็นโรคปกติที่รักษาให้หายได้

“อาการทางจิตเวช มักถูกสังคมมองว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคนที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งการตีตราส่วนใหญ่เป็นทัศนคติของคนในสังคม มุมมองต่างๆ ความเชื่อ หรือค่านิยม ส่งผลโดยตรงต่อคนที่ถูกตีตราจากสิ่งเหล่านั้น จนนำไปสู่การตีตราตัวเอง”

 ในมุมมองของ เอกลักษณ์ วงศ์อภัย นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลศรีธัญญา แม้การตีตราผู้มีปัญหาทางจิตเวชจะจางลงไปบ้างตามกาลเวลา และความเข้าใจเรื่องสุขภาพจิตที่เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลเรื่องสุขภาพจิตที่ถูกต้องได้มากขึ้น แต่อคติต่อโรคจิตเวชและผู้ป่วยก็ยังไม่เคยหายไปจากสังคม  โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพวกเขาเป็นคนบ้า หรือเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งๆ ที่ ความรุนแรงและปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้เป็นเหตุและผลของกันและกัน เมื่อสังคมบางส่วนยังไม่เปิดใจกับปัญหาสุขภาพจิต และมองว่าเป็นปัญหาของคนอ่อนแอ ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ นั่นทำให้การเข้ารับการรักษาเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะกลัวการถูกตีตราจากคนรอบข้าง 

“ต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าจริงๆ แล้วภาพจำต่างๆ เหล่านี้ บางครั้งมันคลาดเคลื่อนหรือไม่ถูกต้อง”

เอกลักษณ์เล่าให้ฟังจากประสบการณ์การบำบัดสุขภาพจิต ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิก 

Mutual ชวนคุยต่อว่า ทำไมสุขภาพจิตถึงเป็นเรื่องสำคัญ และปัญหาสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติมากแค่ไหน อ่านต่อได้ที่บรรทัดถัดไป

ปัญหาสุขภาพจิต คือ อาการที่รักษาให้หายได้

ถ้าป่วยกาย มีวิธีรักษาให้หายได้ด้วยยา

เวลาป่วยใจ ก็รักษาให้หายได้ไม่ต่างกัน

แต่รักษาด้วยวิธีอะไร นั่นเป็นหน้าที่ของทีมสหวิชาชีพด้านสุขภาพจิต ที่มีทั้งจิตแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักกิจกรรมบำบัด และนักจิตวิทยา ที่จะช่วยรักษา และฟื้นฟูด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป

สำหรับนักจิตวิทยาคลินิก เอกลักษณ์เล่าว่าหน้าที่หลักๆ คือ การตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาคลินิกและการทำจิตบำบัดบำบัด  ให้กับผู้เข้ามาใช้บริการ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วย แค่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีความสุขน้อยลงก็มาขอรับคำปรึกษาได้ 

เมื่อปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นได้กับทุกคน คนที่เข้ารับการบำบัดกับเอกลักษณ์จึงมีทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กประถมศึกษา ที่มีปัญหาเรื่องสมาธิ การเรียน การปรับตัว ไปจนถึงผู้สูงวัย ที่มักมีปัญหาเรื่องความจำ สมองเสื่อม หรือการถดถอยของสุขภาพกายที่ทำให้ทุกข์ใจตามมา โดยฝั่งนักจิตวิทยาคลินิกก็จะมีวิธีรับมือที่แตกต่างกัน แต่เมื่อการตีตรายังมีอยู่ จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ารับการบำบัดได้อย่างสบายใจ 

“เคยมีเคสหนึ่งเข้ามาบำบัด นักจิตวิทยาก็จะยกมือไหว้สวัสดี เพราะอายุเขาค่อนข้างมากแล้ว เขาก็ตกใจว่าเราไหว้ทำไม เขาเป็นผู้ป่วยนะ เราก็เลยบอกว่า ‘คุณป้าอายุมากกว่าผมไงครับ ผมก็ไหว้และให้ความเคารพคนที่อายุมากกว่า’ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นปกติที่เราจะสร้างความเคารพในตัวเขา เราไม่ได้คุยกับผู้ป่วย แต่เราคุยกับเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อทำให้เขารู้สึกว่า มีคนให้ความเคารพ เห็นคุณค่าในตัวเขา และเขาเป็นคนหนึ่งที่สามารถใช้ชีวิตในสังคมได้”

นอกจากการตีตราจากสังคมหรือคนรอบข้างแล้ว การตีตราตัวเอง คืออีกหนึ่งอุปสรรคในการตัดสินใจเข้ารับการรักษา วิธีการบำบัดของนักจิตวิทยาทุกคนรวมถึงเอกลักษณ์ จึงไม่ใช่การให้คำแนะนำหรือชักจูงไปตามคำของใครบอก แต่เป็นการดึงศักยภาพในตัวผู้เข้ารับการบำบัดออกมา เพื่อให้เขาสามารถใช้พลังที่ตัวเองมี ก้าวข้ามผ่านปัญหาในชีวิตไปได้ ซึ่งแต่ละคนใช้เวลามากน้อยไม่เท่ากัน

“จริงๆ สิ่งที่พวกเขาเผชิญอยู่ เป็นแค่ปัญหาทางอารมณ์จิตใจที่สามารถรักษาให้หายได้ ถ้ามีคนช่วยทำให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถดึงสิ่งดีๆในตัวเองออกมาใช้ก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านั้นได้ ดังนั้นถ้าคนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งสังคมที่เขาอยู่ สามารถเข้าใจหลักการนี้ ก็จะช่วยให้เขาสามารถผ่านปัญหาตรงนี้ไปได้เช่นกัน”

*บุคคลสวมชุดผู้ป่วยในภาพ เป็นการสวมบทบาทสมมติ

คนที่ไปหาหมอจิตเวช คือ คนเข้มแข็ง

ถ้าเรายอมรับได้ว่า ‘เรารู้สึกอ่อนแอ’

ตกลงเราคือคนที่เข้มแข็งหรืออ่อนแอ ?

“คนส่วนใหญ่ที่มาโรงพยาบาลจิตเวช คงคิดแล้วคิดอีกว่าจะเข้ารับการรักษาดีไหม การที่เขาตัดสินใจเข้ามาตรงนี้ได้ ถือว่าก้าวข้ามผ่านการตีตราทางสังคมไปได้เยอะแล้ว เขาเชื่อว่าเข้ามาที่นี่แล้วจะดีขึ้นได้ มันคือการเอาชนะใจตัวเอง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด”

ไม่ว่าจะเป็นใคร ความเข้าใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง เป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เข้ารับการบำบัดทุกคนก้าวข้ามอุปสรรคของตัวเองไปได้ อย่างกรณีของผู้ป่วยใน เอกลักษณ์เล่าให้เราฟังว่า ขั้นตอนที่แตกต่างไปจากการรักษาผู้ป่วยนอก คือการทำจิตบำบัดแบบกลุ่ม ซึ่งการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้ป่วยใน โดยผ่านผู้นำกลุ่มซึ่งเป็นทีมสหวิชาชีพ  จะทำให้พวกเขาเสริมสร้างพลังกันเองได้มากกว่า เพราะเขารู้สึกว่ามีคนเข้าใจจากคนที่เป็นเหมือนๆ กัน 

“สังคมต้องเปิดโอกาส ยอมรับ และไม่กีดกันผู้มีปัญหาทางจิตเวช เพราะจริงๆ พวกเขาเป็นคนเข้มแข็ง ที่เปิดเผยจุดอ่อนของตัวเอง ก้าวข้ามการตีตราต่างๆ จากสังคม จนมาเข้ารับการบำบัดรักษาได้ แล้วก็มีพลังอยากจะพัฒนาให้ตัวเองใช้ศักยภาพของตัวเองได้ดีขึ้น”

สิ่งแรกที่ผู้มีปัญหาทางจิตเวชต้องการ คือ การยอมรับและฟังอย่างไม่ตัดสิน

“ตัดเสื้อให้พอดีกับแต่ละคน”

เป็นหลักการที่เอกลักษณ์ใช้กับผู้เข้ารับการบำบัด ด้วยวิธีที่แตกต่างกันไปในแต่ละเคส เพราะการรักษาไม่มีสูตรตายตัว มีแต่วิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน 

หลักการนี้ใช้ได้กับการพูดให้กำลังใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน ก่อนจะไปถึงจุดนั้น การรับฟังเป็นก้าวแรกที่เอกลักษณ์แนะนำ เพื่อที่จะได้เข้าใจคนตรงหน้าในแบบที่เขาเป็น ซึ่งอาจสำคัญมากกว่าคำพูด

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยผู้มีปัญหาทางจิตเวชได้ คือ การฟังแบบไม่ตัดสิน ไม่สั่งสอน ไม่เอาตัวเราตัดสินว่าสิ่งที่เขากำลังทำนั้นเขาควรหรือไม่ควร และต้องยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นจริงๆ เพราะแต่ละคนมีโลกของตัวเองในแบบที่ไม่เหมือนกันเลย”

“อย่างเช่นเมื่อพูดถึงโรคซึมเศร้า เราอาจนึกถึงภาพคนนั่งร้องไห้ แต่จริงๆ ความเศร้าของแต่ละคนแสดงออกไม่เหมือนกัน บางทีมันคือการหมดกำลังใจ ไม่ค่อยมีความสุขในชีวิต หมดพลัง มองโลกในแง่ลบ หรือทัศนคติเขาเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งบางทีเรามองด้วยตาไม่เห็น แต่ถ้าเราได้คุยกันและรู้สึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องใส่ใจเขามากขึ้น และให้คำแนะนำที่ช่วยให้เขาเข้าถึงการรักษาได้”

สุขภาพดีที่ครบวงจร คือ สภาพจิตใจที่ดีด้วย

“จริงๆ สุขภาพจิตก็สำคัญไม่น้อยกว่าสุขภาพร่างกาย เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์ และมีความสุขในชีวิตมากขึ้น ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ก็จะทำให้คุณดูแลสุขภาพได้ครบวงจรมากขึ้น”

เอกลักษณ์เล่าว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขผู้เข้ารับบำบัดสุขภาพจิตมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจบอกไม่ได้แน่ชัดว่า คนไทยมีปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มสูงขึ้นหรือเปล่า แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือคนกล้าเข้ารับการรักษาจิตเวชเพิ่มมากขึ้น 

“เมื่อปัจจุบันสื่อทำให้ความรู้เรื่องสุขภาพจิตถูกเข้าถึงมากขึ้น เวลามีคนมาตรวจประเมินที่โรงพยาบาลแล้วพบว่าเป็นซึมเศร้า มันก็ทำให้เขาเข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่านี่เป็นการเจ็บป่วยนะ รักษาได้ มันไม่ใช่นิสัย ไม่ใช่ความขี้เกียจ ความอ่อนแอ แต่เขาป่วย แล้วเขาต้องการได้รับการรักษาจริงๆ”

นอกจากนี้ “การเข้ารับการบำบัด ไม่ต้องรอให้ป่วย” เป็นสิ่งที่เอกลักษณ์ย้ำตลอดในบทสนทนา

“เราสามารถสำรวจความรู้สึกที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้ด้วยตัวเอง การทบทวนในทุกๆ วันจะทำให้เห็นว่า วันนี้มันมีอะไรมากระทบใจเราบ้าง เราจัดการกับเรื่องเหล่านั้นยังไง แล้วเราผ่านมันไปได้มั้ย หรือเรายังติดค้างอยู่ ถ้าปัญหาต่างๆ มันติดค้างอยู่นาน เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือทำให้ความสุขเราลดน้อยลง แค่นี้ก็เริ่มเข้ามาปรึกษาเราได้  ว่าจะมีการช่วยเหลือได้อย่างไรบ้าง”

หากใครลองสำรวจแล้วต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต เบื้องต้นสามารถติดต่อไปได้ที่

  • สายด่วนสุขภาพจิต โทร. 1323 หรือ https://1323alltime.camri.go.th
  • สายด่วนคลายทุกข์ Samaritans.Thailand : ของสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย โทร. 02-113-6789 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00-22.00 น.
  • สายด่วน Depresswecare ของหน่วยงานจิตเวช โรงพยาบาลตํารวจ โทร. 081-932-0000
  • แอปพลิเคชัน SATI ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร พูดคุยกับอาสาสมัครรับฟัง ที่ผ่านคอร์สการปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้น