เบิ้ล นนทวัฒน์ นำเบญจพล ดอยบอย

“ความฝันของคุณอยู่ถูกที่รึเปล่า” เมื่อบ้านเกิดไม่สามารถทำให้ฝันเป็นจริง การย้ายถิ่นฐานคือทางออก ‘เบิ้ล นนทวัฒน์ นำเบญจพล’ ผู้กำกับหนัง ‘ดอยบอย’

ในวันที่ภาพยนตร์ มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกเหนือจากการทำงานศิลปะ คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้สร้างที่อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองต้องการเล่าสักเท่าไหร่นัก เพราะรายได้หนังกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่วัดคุณค่าของหนังเรื่องนั้นๆ ไปแล้วเหมือนกัน และเรื่องที่พวกเขาอยากเล่า บางครั้งไม่ใช่เรื่องที่คนดูกลุ่มใหญ่อยากดูเสมอไป

แต่สำหรับ เบิ้ล นนทวัฒน์ นำเบญจพล เขายังคงทำงาน ‘ผู้กำกับหนัง’ โดยฟังเสียงความต้องการตัวเองเป็นหลัก 

เพราะ ‘การเล่าเรื่องที่เขาสนใจและยังไม่ค่อยถูกพูดถึง’ เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานทุกๆ ชิ้น โดยเฉพาะการเล่าเรื่องของคนชายขอบในโลกภาพยนตร์ ที่ตัวเขาเองก็หลงใหลไปกับมันโดยไม่รู้ตัว

ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง เบิ้ลนำเสนอวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะกันระหว่างทหารไทย – กัมพูชา หรือสารคดี สายน้ำติดเชื้อ ที่เล่าเรื่องราวของคนในหมู่บ้านคลิ้ตี้ จังหวัดกาญจนบุรี กับการอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนสารตะกั่ว

“เมื่อก่อนเวลาพูดถึงประเทศไทย เราจะเห็นภาพเป็น ‘กรุงเทพ’ เท่านั้น แต่พอเราได้ไปอยู่แถวชายแดนมาเดือนหนึ่ง ก็รู้สึกว่าประเทศไทยมันกว้างกว่านั้นเยอะเลย หรือโลกใบนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลมากๆ มันทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติหลายๆ อย่าง แล้วก็อยากที่จะสำรวจพื้นที่ของคนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนรอบประเทศไทย ถ้าเป็นไปได้ ก็อยากสำรวจโลกใบนี้เพิ่มมากขึ้นซะด้วยซ้ำ”

การออกสำรวจโลกของเบิ้ลจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ล่าสุดเขามุ่งหน้าสู่พื้นที่ชายแดนภาคเหนือ และเล่าสิ่งที่พบเจอผ่านผลงานภาพยนตร์เรื่องใหม่ ดอยบอย ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘ศร’ ชาวไทใหญ่ที่หลบหนีความขัดแย้งในพม่า เข้ามาทำงานขายบริการทางเพศในจังหวัดเชียงใหม่ 

ในวันนี้ที่ดอยบอยได้ฉายบน Netflix และได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (BUSAN International Film Festival) ครั้งที่ 28 Mutual จึงอยากพาไปสำรวจบันทึกนอกจอของเบิ้ลกัน

เพราะคนไทใหญ่ อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ข้อมูลจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร อธิบายถึง ‘ชาวไทใหญ่’ ไว้ว่า เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่กระจายตัวอาศัยอยู่ในตอนเหนือของเวียดนาม ลาว ไทย และพม่า ตอนใต้ของจีน และทางตะวันออกของอินเดีย

สำหรับชาวไทใหญ่ในไทย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ที่พวกเขาอยู่กันอย่างหนาแน่น 

“เราไปเชียงใหม่บ่อยมาก แต่ไม่เคยเห็นถึงการมีอยู่ของคนไทใหญ่เลย จนเราเริ่มหาข้อมูลเพื่อจะทำหนัง ถึงได้รับรู้การมีอยู่ของพวกเขา หลังจากนั้นเราก็เห็นเขาอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร พนักงานโรงแรม แม่บ้าน หรือคนสวน ก็มีที่เป็นคนไทใหญ่ มันเลยเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมพวกเขาถึงมาอยู่ที่ไทยเยอะขนาดนี้”

เบิ้ลเริ่มสนใจวิถีชีวิตของชาวไทใหญ่ เพราะในเชียงใหม่ สามารถเจอพวกเขากลมกลืนอยู่ในชีวิตประจำวันได้ทุกที่ เมื่อเกิดคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงมีมากขนาดนี้ จึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘ดอยโปรเจกต์’ หรือซีรีส์สารคดีที่เล่าเรื่องชาวไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

ดอยบอยจึงเป็นผลงานที่ต่อยอดมาจากโปรเจกต์นี้ ซึ่งเป็นปลายทางของการสำรวจครั้งนี้ที่กินระยะเวลากว่า 7 ปี แต่ว่านี่ไม่ใช่งานแรกที่เบิ้ลพูดถึงชาวไทใหญ่ ยังมีผลงานก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นสารคดี ดินไร้แดน, นิทรรศการ The Longest Way Round is the Shortest Way Home หรือหนังสือภาพ In Process of Time | เมื่อหันมองย้อนไป | Soil Wihtout Land 

แต่ถึงอย่างนั้น ความพิเศษของดอยบอย คือ การเล่าเรื่องที่เขาพบเจอผ่านตัวละครสมมติ จึงทำให้ข้อมูลบางอย่าง ที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ หรือยังไม่เคยถูกเล่าในผลงานก่อนๆ ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์เรื่องนี้ได้

ภาพจาก Netflix Thailand

ถ้าฝันเป็นจริงได้ ก็อยากมีชีวิตที่มีทางเลือก

“คนเราเลือกที่จะฝันได้ด้วยเหรอ”

เป็นคำถามที่เบิ้ลโดนชาวไทใหญ่ถามกลับ ระหว่างการสัมภาษณ์ในสารคดีดินไร้แดน ที่เขาตามติดชีวิตชาวไทใหญ่ที่เคยมาเป็นแรงงานในไทย ก่อนจะได้รับคำสั่งให้กลับไปเข้าร่วมกองทัพปลดปล่อยรัฐฉาน

“เป็นมุมมองที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะมีคนที่คิดแบบนี้บนโลกด้วย พอถามต่อเขาถึงตอบว่า ถ้าเลือกฝันได้จริงๆ เขาก็อยากย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อที่จะมีชีวิตที่เลือกได้ แล้วค่อยเลือกอีกทีว่าอยากเป็นอะไร”

คำตอบที่เบิ้ลได้จากทหารหนุ่ม กลายมาเป็นบทพูดหนึ่งของศร คงไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นัก หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของชาวไทใหญ่ หนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในรัฐฉาน และมีความขัดแย้งกับพม่ามาเนิ่นนาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์พม่า ได้อธิบายที่มาของปมความขัดแย้งนี้ไว้บนเพจ Netflix Thailand ว่า แม้รัฐฉานจะเป็นพื้นที่ชายแดนระหว่างจีน ไทย และลาว แต่ก็มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจของพม่า เพราะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ นับเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมดในพม่า

ในช่วงที่พม่าตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังสิ้นสุดสงครามอังกฤษ – พม่าครั้งที่ 3 ในปี 2428 อังกฤษปกครองรัฐฉานโดยแยกออกมาจากพม่า การปกครองนี้ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์แต่ละกลุ่มที่อาศัยอยู่ในรัฐฉานมีอิสระมากขึ้น พวกเขาเชื่อว่ามีอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติของตัวเอง และนำไปสู่ข้อตกลงปางหลวง (Panglong Agreement) ที่ระบุข้อหนึ่งว่า รัฐฉานมีสิทธิขอแยกตัวออกมาจากพม่าได้ หลังจากที่พม่าได้รับเอกราชไปแล้ว 10 ปี

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในรัฐฉานและรัฐบาลพม่าเริ่มร้อนระอุขึ้น หลังจากที่นายพล ออง ซาน (Aung San) ผู้นำพม่าที่เป็นคนเซ็นสัญญานี้ ถูกลอบสังหารไม่กี่เดือนก่อนที่พม่าจะได้รับเอกราช ข้อตกลงปางหลวงจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ จนเกิดขบวนการปลดแอกรัฐฉานออกจากการปกครองพม่ามาตั้งแต่ปี 2513 และทำให้พื้นที่นี้ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษจากรัฐบาลพม่า

แม้ในปี 2539 กองกำลังชาติพันธุ์หลายกลุ่มในรัฐฉาน จะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า แต่ก็ยังมีผู้นำกองกำลังบางคนที่ไม่เห็นด้วย และต่อสู้กับกองทัพพม่าต่อไป ในช่วงปี 2539 – 2540 จึงเป็นช่วงเวลาที่รัฐฉานกลายเป็นเป้าโจมตีของกองทัพพม่า ทำให้ประชาชนกว่า 3 แสนคนต้องหนีตาย โดยมีคนจำนวนหนึ่งหลบหนีเข้ามาประเทศไทย

“มันก็เหมือนคนไทยในหลายๆ ที่ บางทีเขาก็อยากที่จะมีชีวิตอีกแบบหนึ่งที่มันดีขึ้น คนเราก็มีฝัน เพียงแค่ว่าฝันของเรามันไปอยู่ถูกที่ถูกทางรึเปล่า บางคนโชคดีเกิดมาอยู่ในพื้นที่ที่สามารถซัพพอร์ตฝันของตัวเองให้เกิดขึ้นจริงได้ แต่ว่าหลายๆ คน เขาอยู่ในพื้นที่ที่มันอาจไม่ซัพพอร์ตให้ฝันเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นการย้ายถิ่นฐานก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้ฝันของเขาเป็นจริงได้ง่ายขึ้น”

ชีวิตของศรในเรื่องจึงเป็นความตั้งใจของเบิ้ล ที่อยากเล่าประเด็นนี้ ศรตัดสินใจหลบหนีข้ามพรมแดนมาอยู่ในไทย และไม่เคยคิดอยากจะกลับไปที่พม่าอีกครั้ง เพราะการลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่ มอบคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกับที่ศรใฝ่ฝันได้มากกว่า

เพราะดินไร้แดน จึงเป็นคนไร้สิทธิ

“กูขอเลือกชีวิตที่ดีในอนาคตแล้วกัน”

แม้ศรจะหันไปพูดกับเพื่อนทหารไทใหญ่แบบนั้น ก่อนจะแอบหนีเข้ามาเป็นคนขายบริการทางเพศที่เชียงใหม่ แต่การใช้ชีวิตในไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย 

แน่นอนว่าเพราะเป็นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย จึงไม่มีเอกสารยืนยันสถานะบุคคล หรือใบอนุญาตการทำงานอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตที่นี่

อย่างเช่นความฝันเล็กๆ ของศร ที่อยากพาแฟนขึ้นเครื่องบินไปเที่ยวทะเลสักครั้ง จนต้องยอมเสียเงิน 20,000 บาท สำหรับค่าปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอหนังสือเดินทาง เป็นกรณีพิเศษสำหรับบุคคลที่หลบหนีข้ามชาติแบบผิดกฎหมาย

หรือในวันที่สถานบริการ Doi Boy โดนสั่งปิดร้านชั่วคราว เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รายได้ของศรก็ลดลงแทบจะเป็นศูนย์ เพราะการหางานใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย หรือไม่สามารถได้รับการเยียวยาตามกฎหมาย

ทางออกเดียวที่ศรทำได้ คือ การออกไปยืนรอขึ้นรถกระบะของนายจ้างคนหนึ่งที่ศรก็ไม่รู้จัก แต่ก็รีบวิ่งขึ้นท้ายรถแย่งกันกับแรงงานคนอื่นๆ ที่ประสบปัญหาทางการเงินไม่ต่างกัน แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่างานที่รออยู่ข้างหน้าจะเป็นงานประเภทไหนก็ตาม

เรื่องราวทั้งหมดในดอยบอยจะเป็นเรื่องแต่งที่เล่าผ่านตัวละครสมมติ แต่จากประสบการณ์ทำงานเป็นผู้กำกับสารคดีของเบิ้ลที่ผ่านมา เนื้อเรื่องบางส่วนในภาพยนตร์ก็มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง โดยเฉพาะปัญหาที่ชาวไทใหญ่เจอ 

“ผมพยายามบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ และเป็นประเด็นที่ผมสนใจในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาเข้ามาอยู่ในดอยบอย ก็หวังว่าคนดูจะได้สัมผัสประสบการณ์เหมือนที่เราได้จากการทำงานนี้ แล้วก็อยากให้เกิดบทสนทนา การพูดคุย การตั้งคำถามใหม่ๆ หรือการถกเถียง ที่นำไปสู่แง่มุมใหม่ๆ”

ภาพจาก Netflix Thailand

หวังว่าเรื่องของคนชายขอบจะถูกพูดถึงมากขึ้น

“เราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมส่งผลต่อนิสัย และวิธีคิดของแต่ละคน เราที่เกิดและโตในกรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นคนแบบหนึ่ง และแม้ว่าชาวไทใหญ่จะมาจากพื้นที่ที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เรามีเหมือนกัน คือ พื้นฐานความเป็นมนุษย์”

จากประสบการณ์ได้ใกล้ชิดกับชาวไทใหญ่มาตลอด 7 ปี การให้เกียรติความหลากหลายของเชื้อชาติ และมองทุกคนอย่างเท่าเทียม เป็นสิ่งที่เบิ้ลอยากให้คนมีโดยเฉพาะการเปิดใจ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

และความนิยมของสตรีมมิ่งที่มีมากขึ้น ก็เพิ่มช่องทางในการสื่อสารงานของเบิ้ล และเป็นหนึ่งในความตั้งใจ ที่อยากให้เรื่องราวของคนไทใหญ่ส่งไปถึงคนดูเพิ่มขึ้น มากกว่าผลงานครั้งก่อนๆ ที่ฉายแบบจำกัดโรงภาพยนตร์

นอกเหนือจากความดิ้นรนของแรงงานข้ามชาติไทใหญ่ที่หนังเรื่องนี้พูดถึง ยังมีเส้นเรื่องการทำงานในกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปกติ และเรื่องการบังคับให้บุคคลต้องสูญหาย เป็นเรื่องที่เราคงไม่ได้พบเห็นในสื่อไทยได้บ่อยนัก

“มันก็เป็นเรื่องปกตินะ ผมว่าอย่าทำให้มันเป็นเรื่องไม่ปกติเลย มันควรเป็นเรื่องที่คุยกันได้อย่างปกตินี่แหละ”

และในวันที่ปัญหาของคนชายขอบกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในสื่อมากขึ้น แต่คงไม่ใช่ทุกคน ที่จะอยากกดดูหนังแนวนี้ ทำให้การขอทุนในการสร้างภาพยนตร์พล็อตเช่นนี้ จึงยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้กำกับ

“ถ้ามีคนที่เขาสนใจมุมมองต่างๆ แบบดอยบอย ในอนาคตผมก็หวังว่า เขาจะสามารถผลิตมันออกมาได้ง่ายขึ้น ในแง่ของนายทุนหรือพื้นที่ต่างๆ ก็หวังว่าจะเปิดกว้าง แล้วก็เกิดคอนเทนต์เหล่านี้เพิ่มมากขึ้น ทั้งในแง่ผู้สร้างและคนดู

“แต่ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นรึเปล่านะ”

ภาพจาก Netflix Thailand

อ้างอิง