
สังเกตกันไหม ทุกวันนี้เราอ่านข่าวความรุนแรงในครอบครัวถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้นจนเป็นเรื่องปกติแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สามีทุบตีภรรยา สามีกักขังหน่วงเหนี่ยวภรรยา หรือแม้กระทั่งสามีทุบตีทั้งลูกและภรรยาจนเสียชีวิต เราปล่อยให้เรื่องพวกนี้กลายเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
ในปี 2565 มีเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมด 24,228 เหตุการณ์ โดยในจำนวนนี้มี 15,707 ที่เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งคิดเป็น 64.83% โดยเพศที่ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุดคือเพศหญิง ข้อมูลนี้มาจากแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว พ.ศ. 2566-2570 โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รวมถึง สถิติของ มูลนิธิเพื่อนหญิง ปี 2560 -2567 มีผู้หญิงขอคำปรึกษาและขอให้คุ้มครองสวัดิภาพความปลอดภัยจากการถูกทำร้ายในครอบครัว หรือถูกคุกคาม ละเมิดและแสวงหาประโยชนฺทางเพศ จำนวน 1,868 ราย
เพราะความรุนแรงยังคงมีต่อไปเรื่อยๆ และมีอยู่ในหลายชุมชน มูลนิธิเพื่อนหญิงจึงพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ด้วยการทำให้ทุกคนในทุกภาคส่วนตระหนักถึงความรุนแรง และเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟู ครอบครัวที่เผชิญกับความรุนแรง ทั้งผู้ถูกกระทำและผู้กระทำอีกด้วย ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากความรุนแรง จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราดูให้ออกว่าสิ่งไหนคือเรียกว่าการ ‘ทำร้าย’ มูลนิธิเพื่อนหญิงแบ่งระดับความรุนแรงไว้ 3 ระดับ ซึ่งแต่ละครอบครัวจะมีระดับความรุนแรงที่มากขึ้นหากเข้าไม่ถึงการคุ้มครอง ได้แก่
ความรุนแรงระดับที่ 1 เป็นความรุนแรงที่ทำร้ายจิตใจ เกิดขึ้นได้ทั้งทางวาจา มีทั้งคำพูดด่าทอ เหยียดหยาม หรือพูดด้อยค่าอีกฝ่าย เช่น “เธอโชคดีแล้วที่มีฉันเป็นแฟน หน้าตาแบบนี้ไม่มีใครเอาหรอก” ประโยคนี้เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกขาดความมั่นใจและรู้สึกตัวเองไม่มีค่า แล้วรู้สึกต้องพึ่งพาอีกฝ่ายไปตลอด หรือการบังคับและควบคุมชีวิตก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของความรุนแรง เช่น ห้ามแต่งตัวสวยออกจากบ้าน ห้ามแต่งหน้า ห้ามเที่ยว หรือห้ามมีเพื่อนเป็นเพศตรงข้าม เป็นต้น
ความรุนแรงระดับที่ 2 เป็นความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจที่ผู้กระทำยังคงยับยั้งชังใจได้ หรือเพิ่งเริ่มกระทำไม่กี่ครั้ง เช่น ทุบตี เตะต่อย บีบคอ จงใจทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดและยอมจำนน
ความรุนแรงระดับที่ 3 เป็นความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจอย่างต่อเนื่องยาวนานที่ผู้กระทำทำจนเป็นเรื่องปกติ อาจเริ่มมีการใช้อาวุธ เช่น เอามีดจี้ ใช้ปืนขู่ ลามไปทำร้ายคนอื่นๆ ในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นลูก หรือพ่อแม่ของฝ่ายที่ถูกกระทำ
“สาเหตุของความรุนแรงมาจากเรื่องที่ซับซ้อน เช่น ติดยาเสพติดหรือสุรา มีฐานะที่ยากจน มีปัญหาทางสุขภาพจิต หรือเป็นผลมาจากการใช้ชีวิตภายใต้ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ บ่งการ ครอบครอง ตามแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่”
‘เจี๊ยบ’ ธนวดี ท่าจีน ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าว เพราะเหตุนี้เองการเข้าช่วยเหลือและฟื้นฟูจึงไม่ใช่แค่การไกล่เกลี่ยชั่วคราว แต่คือการเข้าแก้ไขปัญหาของผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ เพื่อทำให้ปัญหานั้นหายไปและครอบครัวก็ปราศจากความรุนแรงได้ ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจอยู่หรือไม่อยู่ร่วมกันต่อก็ตาม
“ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว” เจี๊ยบย้ำ เพราะนี่คือเรื่องที่ทุกคนและทุกฝ่ายต้องมาช่วยแก้ไขและเฝ้าระวังอยู่เสมอ ถึงแม้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนตัวแต่ถ้าหากพื้นที่ตรงนั้นเริ่มไม่ปลอดภัยทุกคนต้องได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครอง ในขณะเดียวกันทางหากพบเจอความรุนแรงก็ควรจะหาทางช่วยให้ได้เร็วที่สุดโดยทิ้งคำว่า ‘เรื่องของผัวเมีย’ ออกไปได้เลย เพราะเราอาจไม่รู้เลยว่าความรุนแรงที่เห็นตรงหน้าสามารถนำไปสู่การเสียชีวิตได้
ผู้เสียหายอาจโดนหว่านล้อมหรือพูดกรอกหูบ่อยๆ ว่าเขาไม่มีทางไปไหนและไม่มีใครที่จะช่วยได้ แต่อันที่จริงแล้วผู้ถูกกระทำมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม แม้จะยังในพื้นทีของคำว่า ‘ชีวิตคู่’ ในขณะเดียวกันผู้กระทำก็ต้องได้รับการบำบัดจิตใจ บำบัดพฤติกรรมเพื่อไม่ให้กลับไปทำความรุนแรงซ้ำๆ
ไม่ว่าจะเป็นระดับไหน แต่ความรุนแรงก็คือความรุนแรงวันยังค่ำ หากใครที่กำลังรู้สึกว่ากำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่เริ่มมีความรุนแรงควรรีบออกห่างให้ไกล เพราะความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน หรือโทร 1300 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยศูนย์ช่วยเหลือสังคม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือติดต่อมูลนิธิเพื่อนหญิงได้ที่เบอร์ 025131001
