Drag Queen_มานะ_แอลจี้

‘Drag ไม่ใช่การแต่งหญิง’ การทรานฟอร์มของ ‘แอลจี้’ แดร็กที่ไม่กลัวสังคมตัดสิน เพราะไม่แคร์ว่าต้องอยู่ภายในกรอบ Beauty Standard

“การแต่งแดร็ก (Drag) ทำให้รู้สึกว่า คนเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ ผ่านการแต่งหน้าแต่งตัว” มานะ – มานะทวี สิงห์นอก แดร็กผู้เป็นที่รู้จักในวงการว่า แอลจี้ เล่าความรู้สึกตอนแปลงโฉมตัวเองให้เราฟังพร้อมกับรอยยิ้มกว้างๆ บนใบหน้า ก่อนจะเปิดบทสนทนาเล่าเรื่องแดร็กที่หลงใหล ให้เราฟังในวันนี้

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาเต็มๆ เราคงต้องปูพื้นฐานกันก่อน ย้อนไปช่วงศตวรรษที่ 17 คำว่า Drag โดยพื้นฐานหมายถึงการถูก ‘ลาก’ ไปกับพื้น ยุคนั้นมีการนำคำว่าแดร็กมาใช้เรียกชุดกระโปรงที่นักแสดงชายสวมใส่ เพื่อสวมบทบาทเป็นตัวละครหญิงในละครเวทีของเชกสเปียร์ (Shakespeare) ทำให้ช่วงหนึ่งคำว่าแดร็กถูกใช้เรียก การแต่งตัวให้เหมือนผู้หญิง (Dressed Resembling a Girl หรือ DRAG) 

ทุกวันนี้ความเป็นแดร็กไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น สำหรับบางคนอาจหมายถึงวัฒนธรรมการแต่งตัวสวมบทบาท โอเวอร์เกินจริง แปลกหลุดโลก และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยจุดประสงค์ต่างๆ โดยไร้ขอบเขตเรื่องเพศ ถ้าจะให้พูดถึงคำนิยามของแดร็กในภาพรวม คงจะกว้างจนไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำ หรือความคิดของคนใดคนหนึ่ง

สำหรับแอลจี้ แดร็กคือ “การแปลงโฉมตัวเอง เพื่อที่จะเป็นตัวเราในเวอร์ชันใหม่ ผ่านรูปแบบงานศิลปะแฟชั่น” 

แดร็ก คือ การแปลงโฉมที่บอกว่า เราจะเป็นอะไรก็ได้

“เมื่อก่อนเราคือเก้ง (เป็นหนึ่งในคำที่นิยมใช้เรียกเกย์) คนหนึ่ง ที่ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองอยากจะเป็นผู้หญิง หรืออยากจะเป็นแดร็ก” คำตอบของแอลจี้ หลังจากที่เราถามถึงชีวิตก่อนที่จะมารู้จักกับวัฒนธรรมแดร็ก

การแต่งตัวเท่ๆ คูลๆ เป็นสไตล์ที่แอลจี้แต่งมาตลอด จนได้เห็นคลิปนางแบบที่สะดุดบนรันเวย์ ที่เป็นส่วนหนึ่งของรายการประกวดแดร็กควีน Rupaul’s Drag Race จากสหรัฐอเมริกา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่แอลจี้ได้รู้จักกับ ‘แดร็ก’ เป็นครั้งแรก ทำให้โลกแฟชั่นและพื้นที่การแสดงตัวตนถูกขยายมากกว่าเดิม

แม้วิกผมขนาดใหญ่ และใบหน้าของผู้เข้าประกวดที่ถูกแต่งจนอย่างจัดจ้าน เป็นสิ่งที่แอลจี้ยังไม่เข้าใจตั้งแต่แรกเห็น แต่การแปลงโฉมจากร่างหนึ่ง ไปเป็นอีกตัวตนหนึ่งผ่านการเป็นแดร็ก เป็นจุดที่ทำให้แอลจี้สนใจจนตามดูรายการครบทุกซีซัน

“ตอนดูแรกๆ เรารู้สึกว่าเขาแต่งหน้ากันแรงจังเลย แต่เราก็เกิดความสงสัยว่า ทำไมผู้เข้าแข่งขันที่ให้สัมภาษณ์กับรายการในร่างผู้ชาย กับตอนอยู่บนเวทีในร่างแดร็ก มันไม่เหมือนกันเลย ตรงนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า คนเราสามารถที่จะเป็นอะไรก็ได้ผ่านการแต่งหน้าแต่งตัว เลยทำให้รู้สึกว่าแดร็กมันน่าสนใจ”

ความชื่นชอบทำให้แอลจี้กลายเป็นแฟนคลับตัวยงของรายการ คอยเม้าท์มอยในกลุ่มแฟนคลับคนไทย ‘Drag Thai Fans’ มาตลอด จนมาถึงวันที่บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซื้อแฟรนไชส์มาทำรายการเวอร์ชันประเทศไทย (Drag Race Thailand) รวมถึงได้เห็นเหล่าแดร็กมือใหม่ในเมืองไทย ที่ไปร่วมเดินรันเวย์ในงานเปิดตัว Drag Race Thailand ซีซัน 2 ทั้งสองอย่างนี้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้แอลจี้รู้สึกว่า ตัวเองก็สามารถแต่งแดร็กได้เช่นกัน

นั่นจึงเป็นก้าวแรกที่แอลจี้ออกมาจากการเป็นแค่ผู้ชมผ่านหน้าจอ เริ่มฝึกการแต่งหน้าเองในห้อง และสมัครเรียนคอร์สตัดเย็บผ้า เพื่อที่สักวันหนึ่งจะได้มีพื้นที่ของตัวเองในวงการแดร็กควีนเมืองไทย 

แดร็ก คือ การใช้ต้นทุน ใช้เวลา แลกกับการได้ทำสิ่งที่รัก

ในโลกของแดร็กก็มีการแตกย่อยมากมาย ซึ่งแดร็กที่คนไทยน่าจะคุ้นเคยกันดี อาจเป็นแดร็กสายโชว์ (Performance Drag) ที่เน้นการร้อง เล่น เต้น ลิปซิงค์ (Lip Sync) หรือแดร็กสายตลก (Comedian Drag) ที่เน้นการเล่าเรื่องตลกเพื่อมอบความบันเทิงให้กับผู้ชม แต่สำหรับแอลจี้ เขาคือแดร็กควีนสายแต่งลุค (Look Queen Drag) ที่เน้นการสร้างผลงานผ่านศิลปะแฟชั่นบนเรือนร่าง ลงบนโซเชียลมีเดียและการออกงานอีเวนต์ต่างๆ ตามเทศกาลสำคัญ

กว่าจะออกมาเป็นหนึ่งลุค แอลจี้ต้องวางแผนโดยเริ่มจากออกแบบว่าอยากแต่งตัวแบบไหน ลงมือซื้อผ้า ทำชุดด้วยตัวเอง และส่งแบบทรงวิกไปให้เพื่อนในวงการช่วยปั้นตามที่แอลจี้ต้องการ เพื่อให้ทั้งหมดออกมาเป็นแฟชั่นสไตล์แคมป์ (Camp) หรือแฟชั่นเล่นใหญ่เกินจริง ที่เป็นเอกลักษณ์ของแอลจี้

“เราจะเป็นคนที่ถ้ารู้ว่าอีก 3 เดือนจะมีงานนี้ เราจะใช้เวลา 3 เดือนนี้สำหรับเตรียมตัวเพื่องานนั้นอย่างเดียวเลย

“เรารู้สึกว่าจะออกงานทั้งที เราจะไปปรากฏตัวยังไงให้คนเขารู้สึกทึ่งและชอบในสไตล์ของเรา มันต้องผ่านการคิด การสร้างสรรค์เยอะ ก็เลยอาจจะไม่ได้แต่งแบบนี้บ่อยๆ งานที่เกี่ยวกับแดร็กก็ค่อนข้างมีไม่เยอะด้วย”

แอลจี้ยังจำได้ถึงงานที่เริ่มแต่งแดร็กครั้งแรก เป็นงานชื่อว่า Drag for the Very 1st Time หรืองานที่เจ้าของเพจ Drag Race Thai Fans จัดปาร์ตี้รวมตัวแดร็กควีนเมืองไทยจากทั่วประเทศเป็นครั้งแรก และเชิญชวนแดร็กมือใหม่ที่ยังไม่เคยแต่ง ก้าวออกมาอยู่ใต้แสงไฟไปพร้อมๆ กับแดร็กรุ่นพี่

ทั้งเครื่องสำอาง ผ้าม้วน วิกผม หรือถุงน่องบียอนเซ่ (ถุงน่องผิวเงาที่แดร็กชอบใส่ตามนักร้องชาวอเมริกาชื่อดังอย่างบียอนเซ่) เป็นองค์ประกอบที่แอลจี้ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองทั้งหมด แม้ลุคหนึ่งจะต้องใช้งบหลักพันอัพ รวมถึงต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในแต่ละขั้นตอน แต่เพื่อให้ได้อยู่ในพื้นที่ที่รู้สึกสบายใจ ด้วยตัวตนที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ ก็เป็นสิ่งที่แอลจี้ยอมแลกมาตลอด 4 ปีที่อยู่ในวงการ

“เราตื่นเต้นที่จะได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ทุกคนแต่งแดร็ก แล้วมันไม่มีใครมานั่งตัดสินว่าสวยไม่สวย เหมือนทุกคนรู้ว่า ในไทยมันไม่มีใครแต่งแดร็กแล้วนอกจากพวกเรา เหมือนมาเจอเพื่อนพี่น้องที่ชอบในสิ่งเดียวกัน

“ถ้าคนภายนอกมองมาที่เรา อาจมองแค่ว่าสวยหรือไม่สวย แต่ถ้าเป็นคนในกลุ่มแดร็กด้วยกันเองมอง ก็จะรู้ว่าเวลาเราแต่งสักลุคหนึ่ง มันคือการที่เรามีแรงบันดาลใจอย่างหนึ่ง หรือเรากำลังอินกับอะไรบางอย่าง แล้วเราอยากจะปะทุมันออกมาเป็นในรูปแบบของงานแดร็ก

“เมื่อเราอยู่ในโลกของแดร็ก มันไม่ต้องมานั่งอธิบายให้ใครฟังว่าเราแต่งอะไร เราเข้าใจเองว่าเราเป็นอะไร และคนอื่นเป็นอะไร กำลังทำอะไรอยู่ ในขณะที่สังคมไทยน่าจะยังต้องอธิบายไปอีกหลายสิบปีอยู่ดีว่าแดร็กคืออะไร”

แดร็ก คือ การทำให้ ‘ตัวตน’ ที่ซ่อนในตัวเรา ได้เปิดเผยออกมา

วันธรรมดาทั่วไป แอลจี้ คือ ‘มานะ’ เก้งที่แต่งตัวเท่ๆ คูลๆ และเป็นกราฟิกฟรีแลนซ์ รับงานออกแบบให้แบรนด์สินค้าต่างๆ แต่ในช่วงเทศกาลสำคัญ เขาคือ ‘แอลจี้’ ศิลปินที่แสดงตัวตนอีกด้านของตัวเองผ่านแฟชั่นสไตล์แคมป์ โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียและเวลาออกงานอีเวนต์ต่างๆ เป็นเหมือนโลกอีกใบที่สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น เป็นโลกที่ตัวตนของแอลจี้ได้ถูกโชว์ออกมา

“ที่ผ่านมาเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ตรงตามบิวตี้สแตนดาร์ดไทย ที่สื่อพยายามหล่อหลอมเรามาทั้งชีวิต ว่าจะต้องหุ่นดี ขาว หน้าใสไร้สิว แต่พอได้แต่งแดร็ก มันเหมือนบิวตี้สแตนดาร์ดทุกอย่างพังทลายลง เพราะมันคือมาตรฐานความงามที่เราสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่ที่ใครกำหนด ทำให้รู้สึกมีความมั่นใจที่จะเป็นตัวเองมากขึ้น รู้สึกเหมือนใส่สบงแล้วทรงพลัง (หัวเราะ)

“จริงๆ อีกตัวตนหนึ่งที่เราสร้างขึ้นมา มันคือตัวตนลึกๆ ในใจที่เราไม่กล้าเปิดเผยออกมา เพราะเราอาจจะกลัวถูกสังคมตัดสิน เราเลยดึงตัวตนลึกๆ ของเราออกมาใช้ผ่านการแต่งแดร็ก เพื่อที่จะเป็นตัวดำเนินเรื่องใหม่แทนเราที่เป็นร่างปกติ”

ในโลกของแดร็ก แอลจี้มองว่าเป็นเส้นทางของผลงาน ที่อยากจะพัฒนาความสวยงามด้วยการฝึกแต่งหน้า แต่งตัว หรือทำวิก ในขณะที่โลกของเก้ง คือ ชีวิตธรรมดาที่แอลจี้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เปิดเผยตัวตนของตัวเองเท่าที่อยากให้คนอื่นรู้ เพราะบางทีการเปิดเผยตัวตนมากเกินไปอาจกระทบกับความเป็นอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน ที่ยังไม่ได้เปิดใจกับวัฒนธรรมแดร็ก 100%

“มีเก้งบางคนที่หายไปเลยเมื่อรู้ว่าเราแต่งแดร็ก รู้สึกว่ามายเซ็ตเก้งในสังคมไทยส่วนใหญ่ มันยังแคบอยู่มาก มันต้องตรงบิวตี้สแตนดาร์ตมันถึงจะหาคู่ง่าย โปรไฟล์จะต้องดูดี ยิ่งถ้าออกสาวแล้วแต่งหญิงหรือแต่งแดร็ก คือ แทบจะเป็นชายขอบของสังคมเก้งในสมัยนี้” 

การถูกตีตราแม้แต่ในกลุ่มเก้งเอง ทำให้การตัดสินใจเข้ามาอยู่ในโลกแดร็กสำหรับแอลจี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ในวันที่เขาลองแต่งแดร็กและออกไปใช้ชีวิตข้างนอกเป็นครั้งแรก จึงเป็นก้าวสำคัญของแอลจี้

“เราจำความรู้สึกตอนแต่งแดร็กครั้งแรกได้ ตอนนั้นเราต้องขึ้นบีทีเอสเพื่อไปออกงาน ก็กลัวเหมือนกันว่าคนอื่นจะมองแปลกๆ ไหม แต่ทุกคนปกติมากๆ ไม่รู้ว่าที่เราแต่งมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่ทุกคนดูไม่รู้สึกว่าเราประหลาดขนาดนั้น”

เมื่อแอลจี้เอาชนะความกลัวในใจได้ หลังจากนั้นแดร็กจึงเป็นถนนอีกเส้นหนึ่งที่เขาเลือกเดิน เพื่อใช้แสดงตัวตนลึกๆ ในใจ โดยไม่แคร์บรรทัดฐานของสังคม ที่ไม่ได้ปิดประตูใส่ แต่ก็ไม่ถึงกับอ้าแขนรับ

เมื่อวันหนึ่งมาถึง วันที่ไม่ต้องอธิบายว่า แดร็กคืออะไร

แม้เร็วๆ นี้ แดร็กควีนเมืองไทยจะได้ไปปรากฏในเอ็มวีเพลง Got Me Started ของนักร้องซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง ทรอย ซีวาน (Troye Sivan) แต่ในสื่อไทยเองกลับไม่ค่อยพบเห็นสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะบนสื่อกระแสหลัก เว้นเสียแต่รายการ Drag Race Thailand ที่หายเงียบมาตลอด 5 ปี หลังจากที่เคยฉายบนแอปพลิเคชันไลน์ทีวี (Line TV) มาก่อน

“ทุกวันนี้แดร็กเริ่มมีบทบาทในสื่อไทยมากขึ้น แต่ยังไม่ไปถึงจุดที่สามารถบอกได้เต็มปากว่า แดร็กคืออะไรกับทุกคน เพราะในละครไทยยังต้องนำเสนอว่าเป็นนางโชว์อยู่เลย เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าใจง่ายที่สุดว่า ตัวละครนั้นเป็นอะไร

“ถ้าเราแต่งแดร็กแล้วไปเจอเพื่อนของเรา หรือเราแต่งแล้วลงบนโซเชียลมีเดียของเรา คนอื่นเขาก็จะไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ หรืออาจจะคิดว่าเราอยากจะแต่งหญิงลงโซเชียลเฉยๆ ซึ่งจริงๆ การแต่งแดร็กมันไม่ใช่การแต่งหญิง

“ถ้าแดร็กมีพื้นที่สื่อมากขึ้น มันอาจจะไม่ต้องมานั่งอธิบายว่าแดร็กคืออะไร ในงานโฆษณาต่างๆ ก็จะมีแดร็กเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น สินค้าที่แดร็กจำเป็นต้องใช้ก็จะมีวางขายในประเทศ และสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจให้ใครหลายๆ คนมากขึ้น เพราะทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็ต้องสั่งมาจากต่างประเทศหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นถุงน่อง นมปลอม หรือวิก”

วงการคอสเพลย์ เป็นตัวอย่างที่แอลจี้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบว่า เมื่อพวกเขาเริ่มมีตัวตนในสังคมมากขึ้น จนสามารถสร้างชุมชนคนรักคอสเพลย์ที่แข็งแรงได้ ทำให้เริ่มมีงานประกวดคอสเพลย์ประจำปีตามห้างสรรพสินค้า มีคนแต่งคอสเพลย์ที่มีชื่อเสียงจัดงานพบปะแฟนคลับ เกิดร้านธุรกิจที่ขายสินค้าเกี่ยวกับคอสเพลย์มากขึ้น 

สำหรับเหล่าแดร็ก การมีตัวตนบนพื้นที่สื่อหรือสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยให้ชุมชนแดร็กเข้มแข็งขึ้นได้ พื้นที่ปลดปล่อยความรู้สึกที่พวกเขาถูกกดทับ ก็จะถูกขยายออก ท่ามกลางสังคมที่รายล้อมไปด้วยความไม่เท่าเทียม

“แดร็กมันคือพื้นที่การบอกเล่าของแต่ละคน ใครอยากจะเป็นอะไรก็เป็น อยากจะทำอะไรก็ทำ แค่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนใครก็โอเคแล้ว” แอลจี้ทิ้งท้าย

อ้างอิง