ในโลกออนไลน์ที่เชื่อมต่อกันและกันได้ง่ายดายผ่านจอสี่เหลี่ยม ไถไปทางไหนก็เจอแต่คนรอบตัวประสบความสำเร็จ คนนั้นก็แต่งงาน คนนี้ก็มีลูก คนนู้นก็เป็นเจ้าของธุรกิจ แต่พอหันกลับมามองตัวเองก็รู้สึกตัวฟีบลงทันที เอาแต่ตั้งคำถามซ้ำไปมาว่า ทำไมเราไม่ประสบความสำเร็จแบบคนอื่น เพราะเราห่วยเองหรือเปล่าถึงทำไม่ได้แบบคนอื่น
ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จในชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลอธิบายถึงสภาพจิตใจของวัยผู้ใหญ่ตอนต้นตั้งแต่ 18-35 ปี ที่ยังเป็นช่วงคลำหาเส้นทางชีวิตหลังเปลี่ยนผ่านจากวัยรุ่นตอนปลาย เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านพร้อมกัน จนทำเอาเราฉุกคิดไปหลายครั้งว่า นี่เรามาถูกทางหรือยัง หรือยืนอยู่ในจุดที่พอใจบ้างแล้วหรือเปล่า
กว่าจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เหมาะสมกับเราก็อาจใช้เวลานาน ระหว่างทางนั้นเราก็อาจเจอสิ่งรอบกาย ทั้งอาชีพการงาน ความสัมพันธ์ หรือสภาพสังคมที่เหมือนสมรภูมิซัดเราจนสะบักสะบอม ความสำเร็จคนรอบข้างที่คอยกดดันเราทางอ้อม และความคาดหวังทางสังคมที่กดดันเราทางตรง ก็ทำให้รู้สึกหมดแรงใจและหมดไฟลง เป็นสารตั้งต้นให้ชีวิตเราเริ่มเข้าสู่วิกฤตทีละนิด ที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิต’ (Quarter-Life crisis)
‘วิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิต’ วิกฤตที่ผู้ใหญ่ตอนต้นที่ยังสลัดออกไม่ได้
ก่อนจะเข้าเรื่องเราต้องทำความเข้าใจกับวิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิตก่อน เว็บไซต์ Newport Institute สถาบันให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาของสหรัฐ และบทความจาก Bradley University อธิบายวิกฤตนี้ว่า เป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนงุนงงกับการเดินหน้าชีวิตต่อ ทั้งมาจากความรู้สึกติดกับดักปัญหา ไม่รู้ว่าทางออกคืออะไร ไม่มีแรงจูงใจอยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในชีวิต อาจเริ่มได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ถึงอายุ 35
ปัจจัยหลักๆ มาทั้งจากการเพิ่งเรียนจบและต้องเข้าสู่โลกการทำงานเต็มตัว ซึ่งจะเริ่มเห็นความสำเร็จของคนรอบข้าง ทั้งในเรื่องการงาน มีบ้าน มีรถ และครอบครัว โดยช่วงผู้ใหญ่ฝึกหัดนี้ เริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วนที่ประเดประดัง นอกเหนือจากการทำงานแล้ว ยังมีความสัมพันธ์ ความเจ็บป่วยของคนที่บ้าน ที่พร้อมเป็นจุดตัดชีวิตให้พลิกเป็นอีกฉากง่ายดาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตและอารมณ์
ความเครียด กังวล ไม่มั่นคง ขาดความมั่นใจ เป็นอาการฟ้องชัดว่าเรากำลังเผชิญวิกฤตนี้อยู่
สอดคล้องกับงานวิจัยของ Linkedin : New LinkedIn research shows 75 percent of 25-33 year olds have experienced quarter-life crisis ได้สำรวจกลุ่มวัยผู้ใหญ่กว่า 6,014 คน อายุระหว่าง 25-33 ปี ซึ่งชาวสหรัฐฯ, อังกฤษ, อินเดียและออสเตรเลีย กว่า 75% ต่างเคยประสบกับภาวะวิกฤตนี้ และ 59% รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเดินหน้ากับการงานหรือชีวิตอย่างไรต่อ
แล้ว ‘เบญจเพส’ ตามความเชื่อคนไทย เป็นไปตามวิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิตหรือไม่
อย่างที่รู้กันดีว่า “เบญจเพส” ตามความเชื่อของคนไทยก็เป็นอีกช่วงวัยที่ผู้คนมักจะคอยเตือนให้ระมัดระวังความเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านของชีวิต และการใช้ชีวิตให้มีสติมากขึ้น เว็บไซต์อมรินทร์ทีวีอธิบายความเชื่อของเบญจเพสไว้ว่า เป็นช่วงวัยที่ต้องระวังความเปลี่ยนแปลงเชิงอาเพศ ทั้งด้านร่างกาย หน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ โดยเบญจเพสตามความเชื่อจะเริ่มปรากฏขึ้นในอายุ 25 ปี แต่บางความเชื่อก็ไม่ได้มีแค่อายุ 25 เท่านั้น แต่ยังหมายถึงอายุที่ลงท้ายด้วยเลข 5 เช่น 35, 45, 55, เป็นต้น ซึ่งอายุเหล่านี้เป็นช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงทุกสิบปี เพื่อรับมือการเปลี่ยนผ่านทุกแขนงที่จะเกิดขึ้น
คล้ายกันกับความเปลี่ยนแปลงใหญ่ชีวิต คือวงจรชีวิต 7 ปี (7 Years Cycles) ทฤษฎีจากรูดอล์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรีย ที่เสนอแนวคิดว่าทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์จะเปลี่ยนทุกๆ 7 ปี ตั้งแต่วัย 1 ขวบเป็นต้นไปจนถึง 70 ปี ซึ่งในช่วงวงจรชีวิตครบ 7 ปีในรอบที่ 3 จะอยู่ในช่วงอายุ 21 ปี ตรงกับช่วงวิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิต ที่คนช่วงวัยนี้จะเริ่มเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลง เติบโตขึ้นจากวัยเรียนสู่วัยทำงานเต็มตัว ซึ่งการเกิดขึ้นของวิกฤตหนึ่งส่วนสี่ของชีวิตก็สอดคล้องกับเบญจเพส ที่มีจุดร่วมตรงกันคือการระมัดระวัง การเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตมากขึ้น
“รู้ว่าชีวิตหลังจากนี้ไม่มีรูปแบบหรือคำตอบที่ถูกต้องแน่นอน มีแต่สิ่งที่เหมาะสม แต่เมื่อไหร่เราจะเจอความเหมาะสมนั้นสักที”
ที่ชีวิตเราดูไม่ได้เรื่อง เพราะความสำเร็จแบบสำเร็จรูปที่ครอบงำไม่ให้เราฝันถึงชีวิตแบบอื่นหรือเปล่า
นัท, นักข่าววัย 25 ที่ต้องเผชิญกับความต่างของวัยในที่ทำงานและต่อสู้เอาตัวรอดในทุกๆ สิ้นเดือน
นัทเริ่มฉายภาพวัยผู้ใหญ่ในความคิดของเขาเมื่อสิบปีก่อนว่า ตอนเด็กรู้สึกเบื่อการเรียน ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ไม่ต้องเรียน และยังทำงานหาเงินได้จำนวนมากจนสามารถซื้ออะไรก็ได้ และมีอิสระ
“คิดว่าการเป็นผู้ใหญ่ จะทําอะไรก็ได้เพราะมีอิสระ ก็ต้องมีเงินเยอะที่สามารถจะซื้ออะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เราได้รับการปลูกฝังว่าทํางานที่มั่นคง มีเงินเดือนเยอะๆ จะได้มีเงินเก็บ ซื้อบ้าน”
แต่เมื่อถึงเวลาที่ยืนในจุดนี้จริงๆ นัทไม่ได้รู้สึกแปลกใจกับการแบกรับภาระเยอะขึ้น แต่กลับแปลกใจที่เคยคิดว่าเขาจะสามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้จากเงินเดือน ซึ่งมันไม่จริงสำหรับชาวรามอินทราเพราะต้องแบกรับค่าครองชีพสูงโดยเฉพาะค่าเดินทาง เพื่อฝ่าดงรถติดมหันต์ในการไปทำงานใจกลางเมือง
“สิ่งที่เราคิดไว้ไม่ตรงกับตอนเด็ก คือการที่เราคิดว่าเราทํางานแล้วจะสามารถมีชีวิตที่มั่นคงได้จากเงินเดือน ไม่จริงเลย เพราะปัญหาค่าครองชีพโดยเฉพาะค่าเดินทาง เราไม่ได้ทํางานในออฟฟิศเป็นหลักแหล่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับหมายงานที่ต้องไป เท่ากับต้องเดินทางเยอะ รถไฟฟ้าก็ไม่ได้ราคาถูก หลายคนแนะนำให้นั่งรถเมล์เพื่อประหยัดเงิน แต่การต้องออกบ้านตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้ทันเวลาทำงาน 8-9 โมงเช้าก็ไม่มีทางทัน ทำให้เราต้องจ่ายค่าเดินทางอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน ต่อให้ย้ายออกจากบ้านมาเช่าหอหรือคอนโดก็ไม่ช่วยให้ประหยัดได้อยู่ดี”
นัทเล่าต่อว่าอาชีพนักข่าวโดยเฉลี่ยแล้วรายได้น้อย ภาระหน้าที่สวนทางกับเงินเดือนที่ได้ ความปกติของการทำงานข่าวคือทุกองค์กรในวงการนี้ต้องทำงาน 6 วัน/สัปดาห์ เพราะต้องสแตนด์บายรอทำข่าวตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหน้างาน ทำให้เวลาเลิกงานไม่มีความแน่นอน ไหนจะความถึกทนในการลุยแดดลุยฝน
พอเงินเดือนไม่สมดุลกับค่าครองชีพ สำหรับนัทการมีบ้าน มีรถในวัยนี้ตัดทิ้งไปได้เลย ขณะเดียวกันยิ่งเป็นเงื่อนไขบีบให้สร้างหนี้สินในสินค้าราคาเพียงไม่กี่ร้อย ซึ่งนัทไม่ได้ประสบกับเรื่องเหล่านี้เพียงคนเดียว
“เรายังต้องกดผ่อนของราคาไม่กี่ร้อยอยู่เลย คนรอบตัวก็กดผ่อนของกันหมด เราไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกปลอดภัยที่จะจ่ายของราคา 200-300 มูลค่าน้อยมากนะ แต่ยังเลือกที่จะกดผ่อนอย่างน้อยสองเดือนมากกว่าจ่ายเงินก้อน เพราะเราก็กลัวว่าเงินมันจะไม่พอกับการใช้เดือนต่อๆ ไป”
ปัญหาการทำงานก็ทำเอานัทคิดหนักไม่ต่างกับค่าครองชีพที่เสียไป คือเรื่องเพื่อนร่วมงานที่ต่างวัยกันพอสมควร การเติบโตมาคนละยุค มีชุดความคิดคนละแบบ เป็นอุปสรรคทำให้นัทรู้สึกหนักใจกับบทสนทนาที่หลายครั้งก็เข้าข่ายการบูลลี่ แต่ก็ขยับเขยื้อนอะไรมากไม่ได้เพราะในสายงานนี้ทุกคนต่างต้องอาศัยการพึ่งพากัน
“ในสังคมที่พยายามเลี่ยงการบูลลี่ทั้งหน้าตา รูปลักษณ์ แต่เรากลับผชิญภาวะชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity) ในการทำงาน การวาดภาพไว้ว่าผู้ชายต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มันกระทบกับเรามาก เราไม่ได้ทําตัวเหมือนผู้ชายตามที่สังคมคาดหวังไว้แค่เพราะมีเพื่อนผู้หญิงเยอะ พอบุคลิกไม่มีความเป็นชายมากพอตามที่เขาคิด เขากลับมีคำถามว่าเราเป็นผู้ชายแท้ไหม เรื่องนี้มีผลจริงๆ”
“ซึ่งจริงๆ เราไม่ได้อยากประสบความสำเร็จเพราะอยากก้าวหน้า แต่เพราะอยากมีเงิน”
การขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเพื่อความก้าวหน้าไม่ใช่เป้าหมายหลักของนัท แต่การเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้นต่างหากที่เป็นเป้าหมายหลัก หากนัทมีรายได้ที่มากพอเพียงพอในการดำเนินชีวิต เขาก็จะสามารถใช้เงินซื้อเวลาการเดินทางได้ โดยไม่ต้องรีบออกจากบ้านนั่งรถเมล์ตั้งแต่ตี 5 เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย หรือกังวลว่าเงินในกระเป๋าจะสามารถอยู่ถึงปลายเดือนหรือไม่ ก็จะช่วยให้นัทคลายกังวลกับการรับมือกับความเจ็บป่วยกะทันหันของคนในครอบครัว ที่ต่างก็รู้กันว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมีมูลค่าสูงขนาดไหน
นัทเปรียบชีวิตช่วงนี้เหมือนคนลอยคอเหนือผิวน้ำที่ยังไม่จมน้ำทันที แต่กำลังตะเกียกตะกายลอยคอด้วยแข้งขาของตัวเองล้วนๆ นัทให้เหตุผลว่าสิ่งที่จะพอช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนได้ คือรัฐต้องจัดหามาตรการลดค่าครองชีพ
“ทุกวันนี้เราก็ใช้ชีวิตแบบไม่ตายทันทีนะ แต่เหมือนหายใจลอยคออยู่เหนือน้ำ สิ่งที่รัฐบาลควรทําคือการซัพพอร์ตให้เราพ้นจากน้ำ แต่รัฐไม่ได้ทําอย่างงั้น
เราเลยต้องทําพยายามว่ายให้ขึ้นพ้นน้ําแทนด้วยความสามารถของเรา ต้องรีบทำงานหาเงิน หรือไปรับงานข้างนอกเพื่อให้ตัวเองมีเงินพอใช้”
“แค่มองเห็นตัวเองในช่วงปลายเดือนแม่งยังไม่ได้เลย”
เมื่อเอ่ยถามถึงชีวิตช่วงนี้ของนัทว่าเป็นอย่างไร คำตอบที่ออกมาเหมือนจะเป็นแค่การพูดเล่น แต่สำหรับนัทมันคือภาวะที่ต้องเผชิญในทุกปลายเดือน และต้องลุ้นว่าเงินเดือนที่เหลืออยู่น้อยนิดจะสามารถประคองไปได้ถึงวันสุดท้ายของเดือนได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน นัทตั้งคำถามชวนคิดว่าในสภาพการทำงานของเราตอนนี้มันเป็นเพราะเงินเดือนที่น้อย หรือเพราะค่าครองชีพที่สูงเกินจำเป็นกันแน่
“เราสามารถทํางานในสิ่งที่ชอบ ตามความถนัดของเรา ไม่ต้องตำแหน่งใหญ่โตแค่งานเดียว ควบคู่ไปกับการได้เงินเดือนที่สมดุลกับค่าครองชีพไม่ได้เลยเหรอ คือเราต้องมองมุมกลับว่าเงินเดือนน้อย หรือค่าครองชีพมันสูงเกินจําเป็น สภาพเมืองมันบังคับให้เราต้องจ่ายเยอะหรือเปล่า”
ในตอนนี้นัทมองว่าสิ่งที่เคยฝันอยากทำตอนเด็กเป็นไปได้ยาก แค่การหมุนเงินให้พอใช้ในทุกๆ เดือน ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว

พีช, บุคคลผู้ควบสองงานวัย 27 เปรียบชีวิตเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ที่มักมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ
“คิดว่าทุกอย่างเหมือนในละคร มีบ้าน มีรถ พร้อมทุกอย่าง ไม่ได้คิดว่าชีวิตมันจะยาก”
ความยากที่พีชหมายถึงคือการดิ้นรนทะเยอทะยาน สร้างลู่ทางด้วยตนเองเอง เพื่อโอกาสในความก้าวหน้าของชีวิตตั้งแต่วัยเรียนถึงวัยทำงาน เพราะรู้ตัวว่าหากไม่ทำเช่นนี้ การลืมตาอ้าปากได้ในสังคมก็ยิ่งริบหรี่ลง
ภาพจำผู้ใหญ่วัยเลข 2 ของพีชเมื่อยังไม่ประสาก็ไม่ต่างกับคนอื่นๆ คือการเป็นมนุษย์เงินเดือนทั่วไป มีรายได้ที่เพียงพอ ทำงานได้สักระยะก็เลื่อนตำแหน่งพร้อมเงินที่มากขึ้น แต่ชีวิตจริงไม่เคยง่ายอย่างที่คิดไว้
“ชีวิตจริงทุกอย่างยากไปหมดถ้าเราไม่มีเงิน ไม่มีใครช่วยเราได้ด้วย เราต้องเป็นคนขีดเส้นทาง สร้างโอกาสให้ตัวเองทุกอย่าง”
พีชบรรยายชีวิตคร่าวๆ ที่เปรียบเหมือนโรลเลอร์โคสเตอร์ตลอดเวลา มีช่วงหนึ่งที่พีชว่างงานยาวจนกระทบกับรายได้ ซึ่งตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ พีชเปลี่ยนงานมาแล้ว 3-4 งาน ตอนแรกก็กังวลสายตาคนข้างนอกที่มองเข้ามาว่าไม่ทนงานหรือเปล่า แต่พีชมองว่าหากมั่นใจและคิดถี่ถ้วนทุกอย่างแล้วว่าไปด้วยกันกับงานไม่ได้จริงๆ ก็เลือกที่จะแคร์สภาพจิตใจตัวเองมากกว่าเสียงคนอื่น
งานใหม่อย่างการเป็นผู้ช่วยนักการเมืองของพีชเป็นสิ่งที่ห่างไกลจินตนาการมาก แต่พีชก็ต้องคว้าไว้ก่อนหลังจากว่างงานมายาวนาน แต่พอเริ่มทำงานได้ดีขึ้นกว่าช่วงแรกๆ แต่รายได้ที่เป็นรูปธรรมออกมา ก็ไม่เพียงพอให้พีชสามารถใช้จ่ายคล่องมือแม้แค่กับปัจจัยพื้นฐาน
พีชตัดสินใจสมัครงานที่สองในสายครีเอทีฟโดยไม่ได้เรียนจบโดยตรง ทำให้เรารู้สึกว่ามันท้าทายและเหนื่อยมากอยู่เหมือนกัน
“หากจะทำงานเดียวเพื่อความสบายใจก็ทำได้ แต่ความฝันที่จะมีบ้าน รถ หรืออย่างอื่นที่เพียบพร้อมอย่าฝันเลย เป็นไปสุดท้ายแล้วการที่เราสามารถมีบ้าน มีรถได้ ก็มาจากคนที่มีพื้นฐานทางการเงินอยู่แล้วด้วยซ้ำ”
ส่วนเงินเดือนที่พีชได้จากทั้งสองงานก็เริ่มสมดุลกับค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
“เหนื่อยกาย เหนื่อยสมอง พร้อมสู้ แต่งานนี้ไม่มีวี่แววเลยว่าจะสู้ไหว แต่ก็ต้องอดทนเพราะมีหนี้ ค่าคอนโด ค่าใช้จ่ายที่จ่อทุกเดือน ในเมื่อโอกาสมาแล้วเราก็ต้องคว้ามันไว้ก่อน”
การที่พีชต้องยอมมุ่งทำงานสองอาชีพก็เพราะค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่สมเหตุสมผลไปกับค่าครองชีพ และไม่ใช่แค่พีชคนเดียวที่ต้องเป็นเดอะแบกในสังคม รายงานจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (พ.ศ.2564) ระบุว่าคนไทย 40% มีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 16,852 บาท น้อยกว่าค่าครองชีพที่เฉลี่ยแล้ว 18,146 บาท หลายคนไม่มีทางเลือกในการต้องยอมทำงานแลกวิญญาณเพื่อให้มีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่าย
พีชยอมรับว่าตัวตนจริงๆ เป็นคนติดตลก แม้สถานการณ์จะตึงเครียดขนาดไหนก็อดปล่อยมุกให้คนอื่นได้หัวเราะก๊ากออกมาไม่ได้ แต่ช่วงหลังเผชิญมรสุมการเปลี่ยนงานและปัญหาที่ถาโถมไม่หยุด พีชยังเป็นคนที่หัวเราะง่าย แต่หุบยิ้มไวขึ้น
“พอมีเรื่องเครียดอย่างเรื่องงานแทรกเข้ามาในหัว มันหุบยิ้มทันที ซึ่งเป็นบ่อยมาก หุบยิ้มชนิดที่ไม่มีรอยยิ้มหลงเหลืออยู่บนใบหน้าเลย”
พีชรู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้เหมือนจะสุข แต่ก็ไม่สุขไม่สุด ซึ่งความสุขที่พีชต้องการง่ายๆ คือขอแค่ไม่ต้องมีเรื่องตื่นเต้นในชีวิตตลอดเวลา หรือตื่นเต้นทุกสิ้นเดือนว่าเงินจะพอใช้ไหมก็เพียงพอแล้ว
“ถ้าชีวิตเป็นได้อย่างที่เคยคิดไว้ตอนเด็กก็ดี แต่ถ้าไม่ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย พอชีวิตมันดําเนินมาแล้วก็ต้องใช้ชีวิตอย่างนี้ต่อไปในเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น ไม่ต้องเพอร์เฟคหรือง่ายเหมือนในละครขนาดนั้น แต่ก็อยากให้ราบรื่นนะ เหนื่อยที่ต้องลุ้นว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นมาสู้กับอะไร” พีชทิ้งท้ายความต้องการที่หวังว่ามันคงจะดำเนินไปเช่นนั้น
ดิว, สาวมาร์เก็ตติ้งวัย 27 ที่อยากมีคนพิเศษข้างกายเพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหาย
“เราเคยมองว่าอายุ 25 ต้องมีความสัมพันธ์ที่จริงจัง และวัย 27 ควรต้องใกล้จะแต่งงานและมีลูกได้แล้ว”
นอกจากหน้าที่การงานและการครอบครองทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ก็เป็นอีก 1 ปณิธานที่หลายๆ คน รวมทั้งดิวเองก็เคยคิดว่าควรต้องดำเนินไปเช่นนั้น แต่ก็เหมือนอย่างที่นัทและพีชเป็น ที่คิดว่าชีวิตจะราบรื่นแต่กลับพบว่ามีบางอย่างที่ดีเลย์ แม้ไม่ได้รู้สึกพอใจทั้งหมดแต่ก็พยายามมองโลกในแง่ดีอยู่
ชีวิตช่วงนี้ของดิวมีหลายเรื่องที่กระทบเข้ามาจังๆ อย่างเรื่องความไม่แน่นอนของครอบครัว ความรัก และเรื่องงาน เพราะต้นปีที่ผ่านมาดิวว่างงานอยู่พักหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันรายจ่ายก็ไม่เคยหยุดนิ่งตาม
ปัจจัยสำคัญก็คือเรื่องครอบครัวที่ส่งผลให้ดิวรู้สึกเครียดกับความไม่แน่นอนของชีวิต
ในครอบครัวดิวเป็นลูกคนโตที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน และยังมีน้องอีก 2 คนที่อยู่ในวัยเรียนชั้นมัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย ทำให้ดิวเกิดความกังวลว่าพ่อแม่จะยังส่งเสียให้น้องเรียนไหวอยู่ไหม
“เพราะพ่อแม่เราก็ไม่ได้มั่นคงขนาดนั้นแล้ว เพราะหากพวกเขาไม่ไหวจริงๆ เราก็ต้องเป็นคนเข้ามาช่วยเหลืออยู่แล้ว เรื่องนี้ก็ทำให้เครียดอยู่เหมือนกันเพราะความเป็นห่วงน้อง เราเลี้ยงน้องมาเหมือนลูกคนนึงเลย”
ดิวมองว่ายังพอมีทางแก้ระยะสั้นที่จะช่วยให้ชีวิตไม่หม่นหมองจนเกินไปได้ อย่างการหยุดพักผ่อนในห้องของตัวเอง การออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อน หรือการลาพักร้อนไปเที่ยวพักใจสักระยะ แต่สำหรับทางแก้ระยะยาวนั้น นอกจากการเปลี่ยนงานใหม่ก็คือการมีแฟนเพื่อเติมเต็มความอ้างว้างบางอย่างในชีวิตให้เบาบางลง
ความต้องการของดิวทำให้เราสงสัยว่าการมีแฟนจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้จริงหรือ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความรักเองก็เป็น 1 ในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เพื่อให้ชีวิตเกิดความสมดุล
iStrong เว็บไซต์ให้คำปรึกษาสุขภาพจิต อธิบายถึงความต้องการตามลำดับขั้นของมนุษย์ เรียกว่า ทฤษฎีลำดับขั้นแรงจูงใจของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs) ซึ่งความรักและการได้เป็นเจ้าของ เป็นความต้องการของมนุษย์ในลำดับขั้นที่ 3 จาก 5 ขั้น และ betterhelp เว็บไซต์บริการบำบัดสุขภาพจิตจากสหรัฐฯ อธิบายว่า เป็นปกติที่มนุษย์จะต้องการความรัก ที่แสดงออกผ่านการสัมผัสและการเชื่อมโยงผ่านความรู้สึก เพื่อเยียวยาสภาพจิตใจและทางกายภาพ ซึ่งความรักจะช่วยลดความเจ็บปวดทางอารมณ์ คลายความกังวล และเพิ่มการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมให้เห็นคุณค่าตนเองดียิ่งขึ้น
เมื่อชีวิตไม่เป็นไปดังที่หวังในวัยเด็ก ทำให้ดิวต้องปรับมุมมองต่อการใช้ชีวิตใหม่ด้วยการตั้งเป้าหมายเล็กๆ แทนเป้าหมายใหญ่ที่อาจกินระยะเวลานาน และทำให้ตัวเองมีความสุขบ้างในแต่ละวันก็น่าจะเพียงพอแล้ว
แม้พวกเขากำลังทดลองใช้ชีวิตเพื่อหาทางที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละคน เป็นธรรมดาที่จะเจออุปสรรคและปัญหาระหว่างทาง แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างดีจากเรื่องราวทั้ง 3 คน คือปัจจัยที่รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตไม่ทรหดไปกว่านี้ โดยการหามาตรการแก้ไข เพื่อบรรเทาภาระที่ประชาชนต้องแบกรับ มากกว่าแค่การให้คนเหล่านี้ต้องลอยคอตามชะตากรรม เพื่อเอาชีวิตรอดไปในแต่ละวัน
