Emergency Alert ฉุกเฉิน เหตุร้าย

“Emergency Alert”: สำรวจ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านที่มีการแจ้งเตือนฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุร้าย

ทุกครั้งมีที่สถานการณ์อันตรายที่เกิดขึ้นฉุกเฉินในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมฉับพลัน กราดยิงในที่สาธารณะ ไฟไหม้ วางระเบิด จนมาถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่ไม่มีใครคาดฝันนั่นก็คือกรณีกราดยิงในห้างดังใจกลางเมือง คำถามที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ คือ เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีระบบแจ้งเตือนสถานการณ์ฉุกเฉิน? 

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีหลายประเทศที่รองรับระบบการแจ้งเตือนฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่อาจจะเกิดกับคนในประเทศได้

จากรายงานดัชนีสันติภาพโลก (Global Peace Index) โดยสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (Institute for Economics & Peace) ในปี 2022 ประเทศสิงคโปร์ที่มีความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และเป็นอันดับ 9 ของโลก สิงคโปร์มีระบบการแจ้งเตือนเหตุการณ์ฉุกเฉินผ่านการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ หรือ SMS ซึ่งเป็นระบบที่พัฒนามาจากแบบเก่าที่ต้องติดตั้งผ่านแอปพลิเคชัน SGSecure แต่เนื่องจากความกังวลว่า ในกรณีที่ผู้ใช้โทรศัพท์อาจเป็นผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นชินกับการใช้แอปพลิเคชัน หรือมีโทรศัพท์ที่เก่ามาก ระบบแบบใหม่จึงถูกพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกคนให้ได้มากที่สุด

ในระบบล่าสุดที่ถูกพัฒนาแล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งแอปพลิเคชัน และไม่จำเป็นต้องตั้งค่าอะไรเพิ่มเติม ที่สำคัญยังรับรองโทรศัพท์ทุกประเภท SMS เหล่านี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายและจะส่งไปยังนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศด้วย โดยมีเงื่อนไขว่า ข้อความดังกล่าวจะไม่ถูกบล็อกโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลักในประเทศบ้านเกิดของนักท่องเที่ยว

นอกจากการแจ้งเตือนแล้ว ยังมีช่องทางสำหรับติดต่อไปยังศูนย์ช่วยเหลือสำหรับคนที่อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ แถมยังให้คำแนะนำในการเอาตัวรอดอีกด้วย กระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ระบุว่า การแจ้งเตือนจะครอบคลุมเหตุการณ์ต่างๆ อย่างเช่น การวางระเบิด การกราดยิง เหตุการณ์ที่รบกวนความสงบครั้งใหญ่ของประชาชน ไฟไหม้ครั้งใหญ่ และภัยพิบัติกลางเมือง

ตัวอย่างข้อความเตือนภัยฉุกเฉินของประเทศสิงคโปร์ (ภาพ: MHA, Singapore ที่มา: straitstimes.com)

เพราะภัยพิบัตทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราห้ามให้เกิดไม่ได้  แต่เราสามารถป้องกันหรือทุเลาความเสียหายให้น้อยที่สุดได้ ในมาเลเซียที่มักจะเผชิญกับฝนตกอย่างหนัก จนหลายครั้งทำให้เกิดน้ำท่วม เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 1971 ที่สร้างความเสียหายแก่ผู้คนกว่า 180,000 กว่าราย ดังนั้น เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ทางการมาเลเซียจึงมีระบบแจ้งเตือนฉุกเฉินในกรณีที่มีน้ำท่วมฉับพลัน โดยจะเตือนผ่านข้อความ อีเมล หรือโทรหา

โดยระบบดังกล่าวจะรับข้อมูลปริมาณน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ และระดับน้ำในแต่ละเวลา เพื่อนำไปคำนวณว่าควรแจ้งเตือนประชาชนหรือไม่ โดยการแจ้งเตือนจะเป็นเวลาล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อม ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าหากประชาชนได้รับข้อมูลที่ดีและรวดเร็ว

เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ที่มักจะเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นในกรณีที่มีเหตุการณ์อย่างพายุไต้ฝุ่น สึนามิ หรือภัยพิบัติอื่นๆ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือจะส่งการแจ้งเตือนเป็นระยะๆ ตามที่ถูกกำหนดไว้ 

ในระบบการแจ้งเตือนจะต้องมีข้อมูลที่อัปเดตสถานการณ์ตลอดเวลา ผ่านการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และส่งตรงไปยังผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือที่อยู่ใกล้และภายในพื้นที่ ที่ได้คาดว่าจะได้รับผลกระทบ โดยการแจ้งเตือนดังกล่าวจะรวมถึงข้อมูลติดต่อของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ที่จำเป็นในการรับผิดชอบสถานการณ์ การแจ้งเตือนอาจมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น ระบุพื้นที่อพยพ ระบุสถานที่บรรเทา และระบุจุดรับส่ง

ระบบการแจ้งเตือนนี้ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย และถือเป็นบริการที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ที่จะต้องมีระบบการแจ้งเตือนฉุกเฉินติดเอาไว้ การแจ้งเตือนมีทั้งในรูปแบบของ SMS, MMS (เป็นการส่งข้อความทางมือถือเช่นเดียวกับ SMS แต่ข้อความที่ส่งจะมากกว่าตัวอักษร สามารถส่งเสียง ภาพ หรือวิดีโอได้), หรืออีเมล ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานการณ์ในตอนนั้นๆ 

จะเห็นได้ว่าในแต่ละประเทศมีการออกแบบระบบเตือนภัยให้ขึ้นอยู่ความเหมาะสมและสถานการณ์ของประเทศนั้นๆ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการออกแบบ คือ การสร้างระบบที่เอื้ออำนวยต่อประชาชนทุกคนและมีประสิทธิภาพ ในการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนมากที่สุด 

กลับมาที่บ้านเรา ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาระบบ Cell Broadcast หรือระบบการส่งข้อความจากเสาส่งสัญญาณสื่อสารในพื้นที่ โดยระบบนี้จะส่งสัญญาไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ และเครื่องมือสื่อสารในพื้นที่ที่มีการติดตั้งเสานี้ ซึ่งสามารถส่งสัญญาณไปได้ทันที โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีแอปพลิเคชัน หรือมีเบอร์โทรศัพท์ใดๆ มีความรวดเร็วกว่าการเตือนภัยแบบ SMS อีกด้วย

ต้องรอดูกันต่อไปว่าระบบนี้จะเป็นอย่างไร จะเกิดขึ้นจริงไหม หรือกลายเป็นระบบเตือนภัยหลักของบ้านเรา เพราะอย่างที่รู้กันว่าเรื่องฉุกเฉินหรือเรื่องอันตรายใดๆ คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การเตือนภัยอาจเป็นตัวช่วยอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิตแบบนี้ได้


อ้างอิง:

  • www.straitstimes.com
  • www.alert-software.com
  • www.smart.com.ph
  • www.mgronline.com