ณ เวลานี้ คงไม่มีใครไม่เคยได้ยินคำว่าความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)
ในโลกที่ร้ายๆ ใบนี้คงเป็นไปได้ยากที่จะพยายามเข้าอกเข้าใจทุกคน เพราะแต่ละคนก็ร้อยพ่อพันแม่ ความคิด ประสบการณ์ และจุดยืนล้วนแตกต่างกัน แต่หากโลกไร้ซึ่งใครสักคนที่พยายามเข้าอกเข้าใจผู้อื่น โลกคงถึงกาลอวสาน
เพราะความเข้าอกเข้าใจเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกระแทกจากความขัดแย้ง ปูทางให้กับความหลากหลาย และสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกที่ ‘ลดการตีตรา’ ต่างๆ ในทางสังคม
นักจิตวิทยาชื่อดัง แดเนียล โกเลแมน (Daniel Goleman) ได้ให้คำจำกัดความของ ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) ไว้ว่า เป็นความสามารถในการรับรู้ในสิ่งที่ผู้อื่นรู้สึก เหมือนกับการมองโลกผ่านเลนส์ของอีกฝ่าย เราไม่เพียงแค่เห็นสิ่งที่ผู้อื่นแสดงออกทางสีหน้าและท่าทาง แต่ยังสามารถเข้าถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในใจของพวกเขาได้อีกด้วย
โดยความเข้าอกเข้าใจ หรือเรียกกันตามสุภาษิตไทยว่า ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ นั้น บทความจากคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ระบุไว้ว่า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ
1️⃣ Cognitive Empathy (รับรู้และมองออกว่าผู้อื่นกำลังรู้สึกอย่างไร) : เข้าใจและตระหนักถึงความรู้สึกของผู้อื่น โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่เราเรียนรู้มา เช่น เมื่อเพื่อนอกหัก เราสามารถรู้ได้ว่าเพื่อนกำลังเสียใจ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องรู้สึกเศร้า
2️⃣ Emotional / Affective Empathy (เข้าอกเข้าใจถึงอารมณ์) : เป็นความสามารถในการรู้สึกและแบ่งปันอารมณ์ร่วมไปกับผู้อื่น เช่น เมื่อเพื่อนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจที่ถูกหวย เราก็พลอยตื่นเต้นและดีใจไปด้วย
3️⃣ Compassionate empathy (ความเข้าอกเข้าใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา) : ความเข้าอกเข้าใจด้านนี้เป็นความเข้าอกเข้าใจที่มาพร้อมปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือ เช่น เสนอตัวว่าจะติวให้เพื่อนเมื่อเห็นเพื่อนเครียดเรื่องสอบเพราะอยากให้เพื่อนสอบผ่านไปด้วยกัน
Empathy ที่ถูกต้องและดี ไม่ใช่แบบนี้!
ถึงคนหรือบทความเป็นร้อยเป็นพันจะพูดถึง Empathy กันแบบโจ่งแจ้งชัดเจนแค่ไหน ก็ยังมีคนที่เข้าใจเรื่องนี้กันแบบผิดๆ อยู่ดี ซึ่งการเข้าใจเรื่องความเข้าอกเข้าใจที่ผิดจะนำไปสู่ผลเสียทั้งต่อเราเองและสังคมโดยรวม เราจึงต้องให้ความสำคัญกับความหมายที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Empathy
เช่น ถ้าเราแยก ‘ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)’ ออกจาก ‘ความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy)’ ไม่ได้ แทนที่อีกฝ่ายจะถูกรับฟังโดยไม่มีกฎเกณฑ์มาคั่น กลับกลายเป็นถูกฟังเพราะเราคิดว่าเขาน่าสงสาร ต้องช่วยเขาแก้ปัญหา ทั้งที่เขาอาจจะอยากให้เรารับฟังเฉยๆ ก็ได้

หรือถ้าเราตีความว่า Empathy = แม่พระ เราอาจจะต้องแบกรับทุกเรื่องบนบ่า ไม่ว่าใครมีปัญหาก็ต้องเข้าไปช่วยแก้ไข เข้าอกเข้าใจทุกคนคนลืมเห็นใจตัวเอง สุดท้ายผลที่ตามมาคือสุขภาพจิตที่ทรุดโทรม
แล้ว Empathy ที่ผิดเป็นแบบไหน? แล้วข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร
#1 ความเข้าอกเข้าใจถ้าไม่มีมาตั้งแต่เกิด = ยาก ฝึกไม่ได้ ไม่จริง
มีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าความสามารถในการเข้าอกเข้าใจคนอื่นเป็นบุคลิกภาพประเภทหนึ่งที่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล จึงมีทั้งคนที่มีและไม่มี Empathy ถ้าเกิดมาไม่มีบุคลิกภาพแบบนี้ แปลว่าเราฝึกตัวเองให้มีไม่ได้
แต่เมื่อเรามองย้อนไปยังงานวิจัยเกี่ยวกับความเข้าอกเข้าใจ เราจะพบว่าจริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนพกความเข้าอกเข้าใจออกมาจากท้องแม่
นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย แพทยศาสตรบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ไปศึกษาต่อปริญญาเอกสาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้ข้อมูลว่า ‘Empathic Imagination’ คือคุณสมบัติทางสมองของมนุษย์ที่ใช้ ‘เข้าอกเข้าใจ’ ผู้อื่น
“ทางชีววิทยาเรียกว่าส่วนเนื้อสมองสีขาว สมองส่วนนี้จะเจริญเติบโตมากที่สุดในวัย 3-7 ขวบ ถ้าเด็กวัยนี้อยู่ในสังคมที่ครอบครัวใกล้ชิดกัน ได้รู้จักคนอื่นๆ เจอผู้คนที่หลากหลายแตกต่างกัน มีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิด สมองส่วนนี้จะได้รับการกระตุ้น ถ้ามันมีพัฒนาการที่ดี เราก็จะเข้าใจคนอื่นได้ดี”
ความเข้าอกเข้าใจเป็นทักษะที่ต้องเข้าใจและฝึกฝนตลอดชีวิต เพราะสังคมของเรามีสิ่งใหม่ๆ ให้เรียนรู้เสมอ ถ้าเราไม่เคยฝึกที่จะมีความเข้าอกเข้าใจ ก็ไม่ต่างอะไรกับการโยนความสามารถที่มีตั้งแต่เกิดทิ้งไป
นอกจากนี้การใช้ความเข้าอกเข้าใจในชีวิตจริงไม่ใช่เรื่องยาก บางคนอาจคิดว่าเรื่องของการใช้ความเข้าอกเข้าใจเพื่อแก้ไขสังคมเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญที่มีประกาศนียบัตรสาขาการสังคมสงเคราะห์รองรับเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงและเพียงแค่คุณนั่งลงรับฟังเรื่องราวทุกข์ใจของคนอื่นโดยไม่ตัดสิน ความใส่ใจของคุณก็ช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครบางคนให้สดใสขึ้นแล้ว

#2 ความเข้าอกเข้าใจไม่ได้แปลว่าเห็นด้วย
ข้อดีอย่างหนึ่งของความเข้าอกเข้าใจคือช่วยลดแรงปะทะจากการไม่ลงรอยกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เราเข้าอกเข้าใจใครสักคนแปลว่าเราเห็นด้วยกับเขาทุกประการหรือไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง
การเข้าอกเข้าใจคนอื่นไม่ใช่การสมมติว่าตัวเองเป็นอีกฝ่าย และไม่ใช่การคาดเดาว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร เพราะเราทุกคนล้วนแตกต่าง ความเข้าอกเข้าใจลดแรงปะทะที่มาจากอคติและความเข้าใจผิด ทำให้ผู้คนรับฟังกันมากขึ้น ไม่ใช่ปัดทิ้งความคิดเห็นของใครคนใดคนหนึ่งทิ้งไป
เพราะฉะนั้นถึงเราจะเข้าใจว่าธานอสล้างบางครึ่งหนึ่งของจักรวาลเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสิ่งมีชีวิตและทรัพยากร จะได้ไม่มีใครที่ต้องอดอยากและเป็นทุกข์ แบบที่เขาเคยเผชิญ แต่เราไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับการกระทำนี้ที่นำไปสู่การสาบสูญของผู้บริสุทธิ์
#3 Empathy มีทั้งให้และรับ
เมื่อพูดถึงความเข้าอกเข้าใจ ภาพในหัวของใครหลายคนอาจจะนึกถึงนางงามจักรวาลที่รักเด็ก รักสัตว์ รักโลก อยากทุ่มเททุกหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อทำให้โลกใบนี้ดีขึ้น แต่ที่จริงแล้วความเข้าใจนี้เป็นเรื่องผิด และความเข้าอกเข้าใจที่มากเกินไปจนเกินตัวนั้นส่งผลเสียด้วยซ้ำ
ไม่ใช่การพยายามเข้าอกเข้าใจเป็นเรื่องไม่ดี แต่ความเข้าอกเข้าใจแบบผิดๆ ต่างหากที่เป็นพิษ และสิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า ‘มนุษย์ฟองน้ำ (Empathic)’
มนุษย์ฟองน้ำเป็นคำนิยามที่ใช้เรียกคนที่มีความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น แต่ในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นของคนประเภทนี้จะประกอบไปด้วยการซึมซับอารมณ์จากอีกฝ่ายที่มากเกินไป จนต้องแบกรับอารมณ์ด้านลบของคนอื่นไว้กับตัวเองจนไม่สามารถจัดการตัวเองได้ดี เหมือนกับฟองน้ำที่ดูดซับน้ำทุกหยด
เมื่อแบกรับทุกอารมณ์ของผู้อื่นและไม่สามารถจัดการด้วยการขับออกจากตัวได้ เหล่ามนุษย์ฟองน้ำจึงมีโอกาสที่จะต้องเผชิญกับโรคทางใจทั้งน้อยใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องมีในการเข้าอกเข้าใจคนอื่นคือการเข้าอกเข้าใจตัวเอง รู้ขอบเขตว่าอะไรมากอะไรน้อยเกินไป การที่เราเข้าใจเขาไม่ได้แปลว่าปัญหาของเขาคือปัญหาของเราที่จะต้องลงกายลงใจแก้ไขมันจนดีขึ้น เพราะสำหรับบางกรณี แค่นั่งฟังความทุกข์ใจก็ถือว่าเป็นการใช้ทักษะความเข้าอกเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว

#4 ยิ่งมีความเข้าอกเข้าใจสูง เป็นสิ่งที่บริษัทอยากได้คนแบบนี้!
นิตยสาร Forbes เผยว่า มีองค์กรจำนวนไม่น้อยในปัจจุบันที่นำความเข้าอกเข้าใจไปเป็นคำมั่นสัญญาในการบอกกับพนักงานว่าต่อไปทิศทางของบริษัทจะเป็นแบบไหน แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่กังวลว่าความเข้าอกเข้าใจจะทำให้ ‘งานพัง’
ซึ่งพวกเขามองว่า หากหัวหน้าใช้ความเข้าอกเข้าใจในการทำงาน จะทำให้การจัดการเรื่องต่างๆ นั้นหละหลวมเกินไป ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เด็ดขาด เพราะมัวแต่เห็นใจคนอื่นมากกว่าความสำเร็จของงาน
คนที่มีความเข้าอกเข้าใจจึงถูกมองว่าอ่อนแอและซอฟท์เกินไปที่จะทำงานในระดับสูง
แต่ในความเป็นจริง ความเข้าอกเข้าใจไม่ใช่คู่ตรงข้ามของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสองอย่างนี้มักเกิดขึ้นพร้อมกันในที่ทำงานหากองค์กรนั้นๆ นำความเข้าอกเข้าใจไปใช้ เมื่อผู้นำแสดงออกถึงความเข้าอกเข้าใจ พนักงานก็จะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้เกิดการร่วมมือกันทำงานโดยสมัครใจที่ส่งเสริมให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น
ถ้ายกตัวอย่างแบบง่ายๆ ลองนึกถึงหนังสงครามที่พระเอกที่เป็นจอมทัพใช้ความเข้าอกเข้าใจให้โอกาสคู่อริเพราะรู้ว่าเขาเติบโตมาแบบไหน บางคนอาจจะมองว่าพระเอกมีจุดอ่อน เปิดโอกาสให้ตัวเองโดนเอาคืน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอริคนนั้นกลายมาเป็นพันธมิตรพระเอกในภายหลัง
#5 ความเข้าอกเข้าใจไม่ใช่บงการคนอื่น
ความเข้าอกเข้าใจเป็นเรื่องดีที่ไม่ว่าใครก็เข้าใจแบบนั้น แต่ความเข้าอกเข้าใจที่ดีไม่ใช่การทำความเข้าใจผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า Dark Empath (ความเข้าอกเข้าใจด้านมืด)
Dark Empath เป็นคำนิยามใหม่ทางจิตวิทยาที่อธิบายพฤติกรรมแบบหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งถูกค้นหาในแอปพลิเคชัน Tiktok กว่า 2.5 ล้านครั้ง โดยใช้เรียกคนที่มีความสามารถในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น สามารถรับรู้และมองออกว่าผู้อื่นกำลังรู้สึกอย่างไร และนั่นทำให้พวกเขารู้ว่าจะต้อง ‘พูด’ หรือ ‘ทำอะไร’ กับคนอื่นเพื่อนำไปสู่เป้าหมายของตัวเอง

พฤติกรรมประเภทนี้มักทำให้คนที่ถูกบงการรู้สึกว่าอีกฝ่ายใส่ใจตัวเองมากกว่าใคร แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของคนที่เป็น Dark Empath คือ ต้องการทำให้คนที่ถูกบงการวางใจและทำทุกอย่างตามที่ตัวเองต้องการ
ความเข้าอกเข้าใจประเภทนี้จึงไม่ใช่ความเข้าอกเข้าใจที่สังคมต้องการ เพราะนอกจากจะไม่ช่วยให้สังคมดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ความเชื่อใจในสังคมน้อยลงเช่นกัน
ทำอย่างไรให้ Empathy ที่มีเป็น Empathy ดี
ความเข้าอกเข้าใจเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรมี แต่ไม่ได้มีหลักสูตรไหนที่การันตีว่าความเห็นใจแบบไหนที่ได้รับการรับรองว่าเป็นความเข้าอกเข้าใจที่พลิกโลกทั้งใบได้
อย่างน้อย ความเข้าอกเข้าใจที่ดีควรเริ่มมาจากการพยายามทำความเข้าใจเรื่องราวของคนอื่นโดยถอดเลนส์ของตัวเองทิ้ง รับฟังให้มาก ตัดสินให้น้อย และต้องไม่ลืมว่าความรู้สึกของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้ใคร หากรู้สึกว่าปัญหาหรือเรื่องราวของคนอื่นนั้นมากเกินไปที่ใจเราจะแบกรับ การเข้าอกเข้าใจตัวเองเป็นอีกทักษะหนึ่งที่ควรนำมาใช้เช่นเดียวกัน
อ้างอิง
