#NoStigmaButEmpathy
เป็นไปได้ไหมถ้าแทนการเหยียบย่ำ ตราหน้า ตีตรา ด่าทอกันด้วยอคติ เปลี่ยนเป็นการเข้าอกเข้าใจ หรืออาจจะไม่ถึงขั้นนั้นก็ได้แต่แค่การรับฟังโดยไม่ตัดสิน ขอแค่นี้…โลกที่แสนโหดร้ายใบนี้ก็อาจจะเปลี่ยนไป
จากการสำรวจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ส่วนหนึ่งของโครงงานวิจัย Mutual ร่วมกับ MasterPeace* พบว่าคนป่วยก็อยากหายป่วย และใครๆ ก็อยากมีสุขภาพจิตดีกันทั้งนั้น ซึ่งคำตอบจากใจพวกเขาสะท้อนว่าไม่ได้ต้องการชีวิตอยู่บนทุ่งลาเวนเดอร์ หรือมีความสุขตลอดเวลา
โลกที่น่าอยู่ ไม่ใช่โลกที่มีแต่ความสุข แต่คือโลกที่เต็มไปด้วย ‘ความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)’
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือสิ่งที่จะทำให้คนพยายามเข้าใจกันอย่างแท้จริงโดยไม่มีการใช้เลนส์ของตัวเองมาตัดสินอีกฝ่าย และทำให้เกิดการยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นโดยที่เขาไม่จำเป็นต้องพูดออกมา ความเข้าอกเข้าใจจึงเป็นบันไดนำไปสู่การเคารพอีกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียม
หรืออธิบายสั้นๆ ตามฉบับของสุภาษิตไทยได้ว่า Empathy คือ ‘การเอาใจเขามาใส่ใจเรา’
ความเข้าอกเข้าใจจึงเป็นส่วนสำคัญในการลดแรงกระแทกจากความขัดแย้ง ปูทางให้กับความหลากหลาย และสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกที่ ‘ลดการตีตรา’ ต่างๆ ในทางสังคม อาทิ การตีตราในผู้ป่วยที่ติดยาเสพติด
อ่านดูแล้วอาจจะนามธรรมเกินไป เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจมากขึ้น Mutual ลองให้คนช่วงอายุ 20 – 40 ปี ต่างอาชีพ ต่างที่มา บอกเล่าถึงหน้าตาของ Empathy ในแบบฉบับของตัวเองว่ามันคืออะไร ให้ความรู้สึกแบบไหน ทำอย่างไรให้สังคมมีความเข้าอกเข้าใจต่อกัน จนออกมาเป็น 4 ภาพนี้
*ข้อมูลจากการสัมภาษณ์นำร่อง ส่วนหนึ่งของงานภายใต้โครงการการพัฒนาการสื่อสารและรณรงค์เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักต่อสุขภาวะทางจิตของกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน (อายุ 22-45 ปี) จัดทำโดย MasterPeace ร่วมกับ Mutual สนับสนุนโดย สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
✏️ เซฟ อายุ 24 ปี : ความอบอุ่นจากความเข้าใจเริ่มได้ที่ตัวเรา

“Empathy ให้ความรู้สึกอบอุ่นกับเรา เป็นความอบอุ่นที่เราได้รับความเข้าใจจากอื่นโดยที่เราไม่ถูกตัดสินไปก่อน”
“ส่วนตัวเรา Empathy กับทุกคนนะ ไม่ว่าเขาจะมีรูปลักษณ์ภายนอกเป็นอย่างไร หรือเป็นคนแบบไหน เพราะถ้าเราสามารถเข้าใจคนๆ นี้ได้ มันก็เหมือนเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเขา ถ้าเราไปตัดสินเขาสุดท้ายมันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรกับใครเลย”
“ในมุมมองของเรา การที่จะมี Empathy ได้มันต้องเริ่มจากตัวเอง ว่าตัวเองจะเริ่มต้นมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างไร เราต้องเป็นคนเริ่มก่อน เพราะการที่เราไปคาดหวังให้คนอื่นมี Empathy กับเรามันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ การเริ่มต้นที่ตัวเราเป็นคนแรกเลยสำคัญ”
✏️ มุก อายุ 28 ปี : Empathy คือรักที่ไร้เงื่อนไข

“เรามองว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ ความสัมพันธ์ เป็นเหมือนประตูเปิดใจของคนออกทั้งคนที่พูดแล้วก็คนที่ฟัง ทำให้คนสองคนสามารถมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องในระยะยาวได้ เราเลยรู้สึกว่า Empathy มันเป็น ความหวังว่ามีใครสักคนที่กำลังเข้าใจและรับฟังเราจริงๆ เพราะ Empathy สำหรับเราคือการที่วางตัวของเราเองลงแล้วเปิดใจของเรารับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน”
“มันคือการรักแบบไม่มีเงื่อนไขว่าเขาจะมีหน้าตาแบบไหน เป็นชาติพันธุ์ เป็นคนต่างชาติ หรือแม้กระทั่งเป็นคนพิการ เรารู้สึกว่ามันคือการที่มองเขาแบบที่เขาเป็นโดยไม่ได้ตัดสิน พระเจ้าสร้างเรามาต่างกัน พระเจ้ารักเรา แล้วพระเจ้าก็รักคนที่เรากำลังพูดคุยด้วย ต้องมองเขาในแบบที่พระเจ้ามอง ไม่มองเขาจากสิ่งที่สังคมที่ตัดสินเขา”
“การจะทำให้คนมี Empathy ต่อกันต้องอาศัยความรัก บางทีเราอาจจะรู้สึกว่าต้องสร้างนโยบายหรือตั้งกฎอะไรไหม กฎมันก็จะทำได้ประมาณหนึ่ง กฏสามารถบังคับใช้ได้ แต่ว่าสิ่งที่เคลื่อนหัวใจของคนจริงๆ ก็คือความรัก ถ้าในสังคมที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัวสามารถทำให้คนๆ หนึ่งได้รับความรักมามากพอที่จะเป็นฐานในการส่งต่อความรักให้กับคนอื่นได้ คนๆ นั้นก็จะมีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องฝืนหรือต้องบังคับใช้กฎอะไรเลย”
✏️ อัน อายุ 32 ปี : ความเข้าอกเข้าใจต้องไม่อิจฉากัน

“ความเข้าอกเข้าใจของเราคืออารมณ์ที่เราจะไม่อิจฉากัน มันไม่ได้เป็นการเข้าใจกันเวลาที่เขาทุกข์อย่างเดียว จะต้องเป็นตอนที่เขาได้ดีหรือมีความสุขด้วย เพราะบางคนพอเห็นคนอื่นเป็นทุกข์จะพูดว่า ไม่เป็นไรนะเราอยู่ตรงนี้ แต่พอเขามีความสุขกลับอิจฉาหรือไปนินทาลับหลัง ทั้งที่สิ่งที่เขามีความสุขตอนนั้นอาจจะเป็นความสุขแรกในจากร้อยเรื่องความทุกข์ของเขาก็ได้”
“สำหรับเราความเข้าอกเข้าใจทำให้เรารู้สึกสบายใจ ปลอดภัย รู้สึกไม่โดนตัดสินหรือตีกรอบ มันเลยเป็นเหมือนวัสดุสักอันหนึ่งที่สามารถให้อีกฝ่ายเติมอะไรเข้ามาก็ได้ แล้วจะสะท้อนสีของอีกฝ่ายให้เห็นว่าสิ่งที่เขาเป็นและอยากให้คนอื่นเข้าใจคืออะไร”
✏️ หญิง อายุ 40 ปี : ลองสมมติว่าเราเป็นเขาเพื่อเข้าใจ

“มันคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าเราจะแสดงพฤติกรรมหรืออารมณ์อะไรใส่คนอื่น เราต้องสมมติขึ้นมาว่าถ้าเราโดนแบบนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร”
“ถ้ามีคนมาแสดงความเข้าอกเข้าใจกับเรา มันก็คงทำให้รู้สึกดีนะ แต่เราคิดว่าเขาคงแค่เห็นใจแต่เขาคงไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเข้าใจเราอย่างสุดซึ้ง เราคิดว่าการเห็นอกเห็นใจกันมีเงื่อนไข เราอาจจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเผชิญมามันแย่นะ แต่เราคงไม่ได้เข้าใจจริงๆ ถ้าเราไม่เคยเจอเหมือนกับเขา”
“เราเลยคิดว่าถ้าจะให้สังคมเกิดความเข้าใจกันจริงๆ ต้องเอาบทเรียนของแต่ละบุคคลมาเป็นตัวอย่างให้สังคมได้รับรู้ว่าฉันเจอแบบนี้ คนนี้เจอแบบนี้ คนนั้นเจอแบบนี้ แล้วก็มาเรียนรู้ด้วยกัน มาปรับวิธีแก้ปัญหาต่อกัน จะได้เข้าใจกันจริงๆ ”
อ้างอิง
