“มันแปลกนะแค่คำๆ เดียว ที่ไม่รู้ว่าคนพูดตั้งใจไหม แต่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด” See, The Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ นิทรรศการเชิงประสบการณ์ว่าด้วยการ ‘ตีตรา’ ที่นักออกแบบ ทำงานร่วมกับนักจิตวิทยา โดยหวังว่าหลังจากออกจากงานไปแล้วจะช่วยคลายปมอะไรสักอย่าง เพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ 

“มันแปลกนะแค่คำๆ เดียว ที่ไม่รู้ว่าคนพูดตั้งใจไหม แต่ติดอยู่ในใจเรามาตลอด” 

เบสท์ วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย ที่ทุกคนรู้จักกันดีจากนิทรรศการ‘พาใจกลับบ้าน’ เหตุผลที่ชวนเขามาคุยในครั้งนี้ เพราะเขาคือ Founder ของ Eyedropper Fill และ Design director ของงาน See, The Unseen เห็นกาย สัมผัสใจ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 8-23 กุมภาพันธ์นี้ณ ชั้น 3 แมด, มัมมัน ศรีนครินทร์ 

See, The Unseen เป็นงานที่ชวนทุกคนมาสัมผัสกับคำว่า ‘การตีตรา’ ที่ถ่ายทอดออกมาผ่าน เรื่องราว ภาพ และเสียงของประสบการณ์จริง จากผู้คนกว่า 60 ชีวิต ที่เคยมีประสบการณ์ถูกตีตรา 

ซึ่งเบสท์บอกว่านิยามของงานนี้คือ “นิทรรศการเชิงประสบการณ์” ที่ทุกคนสามารถ ’รู้สึก’ ถึง ‘สุขภาวะทางจิต’ จากงานศิลปะภายในนิทรรศการ ผ่าน 3 ห้อง 4 ชิ้นงาน ที่จะช่วยขยายภาพในใจที่ไม่ถูกมองเห็นให้ชัดขึ้น ตั้งแต่ ห้อง Interactive Art ที่ชวนให้คุณได้แบ่งปันประสบการณ์การถูก ‘ตีตรา’ ไปจนถึงการฉายสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตจริง ของ 3 คนที่เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นจากการ ‘ตีตรา’

“เราหวังว่าคนมางานนี้แล้วได้คลายปมอะไรบางอย่างในชีวิต ปมนั้นไม่ต้องหายไปเลยก็ได้นะ แค่คลายหรือปมนั้นหลวมขึ้นเพื่อให้ชีวิตเขาได้ไปต่อ” เบสท์บอกกับเรา

See เพื่อ ‘มองเห็น’ ด้านในจิตใจไปด้วยกัน

นิทรรศการเชิงประสบการณ์  See, The Unseen เกิดขึ้นจากการร่วมมือระหว่าง สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ร่วมกับ Mutual / Eyedropper fill / MasterPeace / Studio Persona จุดประสงค์หลักๆ คือชี้ให้เห็นปัญหาสุขภาพจิตขึ้นจากการ ‘ตีตรา’ 

“Concept ของมันมาจากตอนเรา Research ประเด็นเรื่องการตีตรา ข้อมูลที่ได้มาจากการทําโพลในออนไลน์ คนตอบมาว่าสาเหตุที่ทําให้เขาตีตรามันเกิดจากว่าเขาไม่ได้เข้าใจภาวะของอีกคนนึงขณะในนั้น” 

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย นิยามไว้ว่า ‘การตีตรา (Stigma)’  เป็นเรื่องของทัศนคติ ความคิด ความเชื่อที่มีต่อการกระทำหรือพฤติกรรมของ บุคคลในสังคมที่มีพฤติกรรมแตกต่างไปจากบรรทัดฐานทางสังคมนำไปสู่การปฏิบัติที่แสดงถึงการรังเกียจ กีดกัน ทั้งทาง สายตา คำพูด การกระทำทำให้บุคคลเหล่านั้นถูกแบ่งแยก ถูกจำกัดพื้นที่ทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)

สำหรับบางคน การตีตราส่งผลร้ายแรงหยั่งรากลึกมากกว่า Hate Speed หรือ การถูกบลูลี่ แต่กลับเป็นปัญหาที่สังคมละเลยเป็นอันดับต้นๆ 

“Mental Health เป็นเรื่องที่อยู่ภายในร่างกาย มันเป็นความรู้สึกนะ มันไม่เหมือนแผลที่เราเห็น สมมติเราเกิดอุบัติเหตุเราจะเห็นแผลบนร่างกาย เราก็จะรู้ว่าคนนี้แขนหัก มีแผล หรือกําลังรักษาอะไร แต่พอมันเป็นเรื่องข้างในคนมองไม่เห็น แล้วเราว่าหลายครั้งเจตนาของคนที่ตีตราคนอื่นเขาไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเรารู้สึกว่าความไม่ได้ตั้งใจนั้นเกิดมาจากความไม่เข้าใจ ความไม่เข้าใจนั้นเกิดมาจากเขาไม่ได้เป็นคนนั้น ไม่เห็นภาพข้างในร่างกายว่าเกิดภาวะอะไรอยู่ในใจ มันเลยทําให้เขาอาจจะเผลอตีตราคนอื่น” 

“พอมาในเชิงของการสื่อสารเราเลยรู้สึกว่า การแสดงให้เห็นภาพบางอย่างที่ตาเปล่าอาจจะมองไม่เห็น มันเลยเหมือนเป็นคอนเซ็ปต์ของงานนี้ นั่นคือเหตุผลที่ทําไมเราถึงใช้งานชื่อว่า See Unseen คือเราเห็นในสิ่งที่เรามองไม่เห็น ซึ่งมันจะช่วยทําให้เราเข้าใจคนที่ประสบภาวะทางด้านสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น”

Unseen การตีตราแม้มองไม่เห็น แต่ก็ต้องช่วยกันตระหนัก 

เบสท์บอกว่าตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการตีตราของคนอื่น 

“เราถูกตีตราด้วยคำว่า ‘เกิดมามีอะไรดีบ้าง’ จากคนใกล้ชิด ซึ่งคำนี้เป็นคําที่ส่งผลกระทบ ในจิตใต้สำนึกมาจนถึงทุกวันนี้เลย แปลกนะเป็นแค่คําๆ เดียวเลย ตั้งแต่เด็กจนโตที่มันทําให้เรารู้สึกไม่ดีกับตัวเอง และพยายามก้าวออกจากจุดนั้น”

ไม่ต่างกัน เบสท์ยอมรับว่าเขาก็ไปตีตราคนอื่นด้วยเหมือนกัน 

“พูดตรงๆ เราจําไม่ได้หรอกว่าเราพูดอะไรไปบ้าง เพราะว่าเราโตมาในยุคที่มันยังไม่มี political correctnessเราล้อกันไปเรื่อย ไอ้อ้วน ไอ้อะไรอย่างนี้ ล้อชื่อพ่อ วัยเด็กเนี่ยพูดประจําอะไรอย่างนี้ สําหรับเราในวัยนั้นการล้อกันแบบนี้ คือหนทางในการสนิทกัน หรือแสดงถึงความสนิทสนมของความเป็นเพื่อน เราไม่เคยตามผลว่าสิ่งที่เราพูดไปมันกระทบคนอื่นยังไงบ้าง” 

เบสท์กล่าวว่าในมุมมองเรื่องการตีตรา เขาไม่อยากให้นึกถึงในมุมผู้ถูกกระทำอย่างเดียว แต่อยากให้มองลึกไปที่ผู้กระทำด้วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะพูดอะไรไม่ได้เลย เพราะกลัวจะไปกระทบอีกคน

“พอมาทําโปรเจคท์นี้ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า คําบางคํา หรือเรื่องบางเรื่องในชีวิต สถานการณ์บางอย่างที่ตีตรามันอยู่กับคนหนึ่งไปนานมาก ซึ่งมันอาจจะทําให้เราระวังกับคําพูดเหล่านั้นมากขึ้น” 

ศิลปะ, Interactive Art  และสารคดี ที่จะได้เจอใน See, The Unseen 

See, The Unseen ประกอบไปด้วยห้องนิทรรศการ 3 ห้องจัดแสดง ที่ประกอบไปด้วยห้อง  Interactive Art ห้องจัดแสดงผลงาน และฉายสารคดีที่ถ่ายทอดชีวิตจริง ของ 3 คนที่เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นจากการ ‘ตีตรา’

งานจะเริ่มอีกไม่ถึงเดือนหลังจากนี้ ซึ่งกระบวนการทำงานผ่านมาแล้วกว่า 70% 

“การทำงานมีทั้งสัมภาษณ์คน ค้นหาข้อมูล โดยเฉพาะการคุยกับแหล่งข่าว 3 คนที่มาเป็นสารคดี ทีมพบว่าจุดเชื่อมที่ทั้งทีมมองเห็นคือความแปลก แปลกในที่นี้มีหลาย Definition มาก พฤติกรรมแปลก รูปร่างแปลก หรือว่าความคิดแปลก ซึ่งจะเจอคำนี้ในหนังสารคดีเรื่องนี้เยอะมาก ทำให้เรารู้สึกว่าโลกมันเทาๆ ทุกคนมีแผลในชีวิตจากใครบางคนที่ไม่ได้ตั้งใจเสมอ อยู่ที่ว่าสังคมจะมองความแปลกนั้นแบบไหน และมองไปทางไหน มันก็จะกลับเข้ามาสู่เรื่องการตีตราว่าเราไม่เข้าใจกัน เรามองว่าคนนั้นแปลก มันใช่เรื่องที่ถูกต้องไหม” 

 จากกระบวนการทำงาน ส่วนที่เบสท์ชอบของการทำนิทรรศการนี้ คือการทำงานในศาสตร์ของการออกแบบร่วมกับศาสตร์อื่นๆ

“จริงๆ โปรเจคท์นี้เรามีการออกแบบร่วมกันกับนักจิตวิทยา และคนอื่นๆ เรารู้สึกว่าอันนี้คือสิ่งที่พยายามจะผลักดันเสมอว่าจริงๆ แล้วถ้าเราอยากจะ Change Something มันไม่จําเป็นต้องทํางานคนเดียว เราสามารถร่วมมือกับคนอื่น เหมือนกับงาน See, The Unseen  มันทําให้เราเห็นเลยว่าเมื่อมีคนต่างศาสตร์มาทํางานในโจทย์หรือใน objective เดียวกัน ผลลัพธ์มันไปได้ไกลกว่าที่เขาทําอยู่คนเดียว” 

ซึ่งสิ่งที่คาดหวังเมื่อมางาน See, The Unseen  สำหรับเบสท์ในมุมผู้จัดหลักคืออยากให้คนเข้าใจกันมากขึ้น

“ง่ายสุดเลย เราว่าถ้าเขามางาน แล้วกลับไปแทนที่จะไปพิมพ์ด่าคน หรืออะไรแบบนี้

ถ้าเขามียั้งนิดนึงว่าไปดูนิทรรศการมาแล้ว รู้ว่าผลของมันแรงแค่ไหน เราว่าอันนี้ก็คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นจริงๆ กับอีกแบบหนึ่งคือ เราว่าทุกคนน่าจะมีคําบางอย่างที่โดนตีตราจากคนใกล้ตัวหรือจากคนในสังคมอยู่แล้ว แต่ถ้ามางานนี้แล้ว คํานั้นมันน่าจะไม่ถึงกับหายไป แต่จะให้มันคลายลงนิดนึง เช่น ค่อยๆ เข้าใจว่าคำพวกนี้มันไม่ได้จากตัวเรา ไม่ต้องโทษตัวเอง ถ้าเขาคลายตรงนี้ได้ทําให้ชีวิตเขาไหลไหลลื่นได้มากขึ้น อันนี้คือสิ่งที่คาดหวัง”

“การตีตราเหมือนปม หรือท่อตันนะสำหรับเรา คําบางอย่างที่มันตันอยู่ ถ้ามางานนี้มันช่วยทําให้ชีวิตดําเนินง่ายขึ้น จุดที่ตันมันสลายไปได้บ้าง เราว่ามันจะทําให้ชีวิตคนไปได้ไกล หรือถ้าบางคนมาแล้วแค่ถ่ายรูปเฉยๆ แต่เราก็รู้สึกว่าเขาจะได้อะไรกลับไปแน่นอน” เบสท์ทิ้งท้าย