รันเวย์ริมฟุตบาท ของวัยรุ่นเทสดี : ชีวิตและแฟชั่นของแรงงานข้ามชาติในย่านสำเพ็ง-เยาวราช

ถ้าเอ่ยคำว่า ‘วัยรุ่นเทสดี’ คุณจะนึกถึงอะไร? กลุ่มวัยรุ่นที่แต่งตัวแตกต่างจากกลุ่มคนทั่วไป จนเราต้องแอบเหลียวมอง หรือเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่หลงใหลในแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย จนกลายเป็นบุคลิกที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

วัยรุ่นเทสดี อาจดูเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของวัยรุ่นชนชั้นกลางในเขตเมือง แต่เรื่องของรสนิยมก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เมื่อวันนี้ช่องทางการช็อปปิ้งและซื้อเสื้อผ้าเทสดี มีต้นทุนที่ถูกลงมาก ทำให้กลุ่มประชากรอย่างแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ยังลุกขึ้นมาแต่งตัว ‘เทสดี’ ในแบบฉบับของพวกเขา

อาจจะต้องลืมภาพจำของแรงงานข้ามชาติในอุดมคติไปก่อน เพราะความหลากหลายของพวกเขาไม่ได้ถูกแช่แข็งอยู่กับมายาคติที่เราเคยมองกัน รวมถึงการก้าวเข้าไปทำงานในอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเมียนมาทำให้ชาวเมียนมาอพยพเข้ามาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมากขึ้น และสร้างความไม่สบายใจให้กับสังคมไทย แต่อีกแง่มุมหนึ่งฟิลิป มาร์ติน นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้ทำการศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2548 ที่ระบุจำนวนแรงงานข้ามชาติมีสัดส่วน ร้อยละ 5 ของกำลังแรงงานในประเทศ ซึ่งส่งผลต่อ GDP ของประเทศ ร้อยละ 3.1 – 6.2  ในขณะที่ปี 2566 มีสัดส่วนแรงงานข้ามชาติ ร้อยละ 6.55 ต่อจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด ทำให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ในด้านเชิงประชากรศาสตร์ ศ.กิตติคุณ อภิชาติ จำรัสฤทธิรงค์ จากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำเสนองานวิชาการในหัวข้อเรื่อง ‘นโยบายการทดแทนประชากร ตามบทพลิกกลับของทฤษฎีแห่งการตอบโต้หลายทาง ของ คิงสลีย์ เดวิส’ โดยระบุใจความสำคัญว่า ประชากรไทยเมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 (ค.ศ. 2100) จะเหลือเพียง 32 ล้านคน จึงมีความจำเป็นต้อง ‘ทดแทนประชากร’  ด้วยข้อเสนอให้ใช้นโยบายการจัดการการย้ายถิ่นของประชากรควบคู่ไปด้วย โดยต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการเกิดความแตกแยกที่เกิดจากสังคมพหุวัฒนธรรมที่ไม่สมดุล โดยประชากรจากประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาวและเมียนมา ถือเป็นกลุ่มคนที่มีความคล้ายคลึงทางวัฒนธรรม และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้ง่ายในการนำมาทดแทนประชากรวัยแรงงานของไทยที่กำลังลดน้อยลง

ย้ำอีกครั้งว่า ‘วัยรุ่นเทสดี’ เป็นเรื่องของรสนิยม เราจึงชวนวัยรุ่นเทสดีกลุ่มหนึ่ง ที่มาจากเมืองมัณฑะเลย์ ที่พวกเขาใช้เวลาในช่วงวันหยุดวันอาทิตย์ในการมาเรียนภาษาไทย กับกลุ่ม STAY IN SAMPENG YAOWARAT  

เพื่อนัดเจอพวกเขาหลังจากจบคลาสเรียน พร้อมบอกให้พวกเขาใส่ชุดเก่งมาด้วย และนี่คือรูปถ่ายแฟชั่นของพวกเขาในย่านเมืองเก่า ตลาดน้อย จ.กรุงเทพฯ

“ผมเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบอยู่คนเดียว ไม่ชอบเป็นจุดเด่นจึงใส่สีดำ”

เย เป็นหนุ่มผมยาวที่มีบุคลิกเฉพาะตัว เขาเล่าว่าที่ไว้ผมยาวเพราะตอนเด็กๆ ที่โรงเรียนให้เขาตัดผมสั้นมาโดยตลอด  ปัจจุบันเยเข้ามาทำงานในประเทศไทยในร้านขายรองเท้าย่านสำเพ็ง เขามีหน้าที่เป็นคนส่งของไปให้ลูกค้า

“งานหนักต้องยกของไปส่งทั้งวัน”

เยกล่าวถึงงานของเขา ก่อนเล่าถึงชีวิตนอกเหนือจากงาน ที่เขาบอกว่ามักใช้เวลาอยู่ในโซเชียลมีเดียอย่าง Youtube ในการฟังเพลง, ดู Vlog การทำอาหารและการท่องเที่ยว รวมทั้งติดตามข่าวสารด้านเทคโนโลยี เยมีดาราไทยที่ชื่นชอบคือ ไมค์ พิรัชต์ เพราะเป็นดาราไทยคนแรกที่เขาได้ดูซีรี่ย์ และภาพยนตร์ในดวงใจของเขาคือเรื่อง Tenet (2020) กำกับโดย คริสโตเฟอร์ โนแลน นอกจากนี้เขายังมีความสนใจมุมมองทางด้านปรัชญา 

“ผมอยากเข้าใจความคิดของมนุษย์”

เมื่อถามเยถึงชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศไทย เขาเล่าว่าวัฒนธรรมของไทยกับเมียนมาคล้ายกัน การมาอยู่ไทยจึงก็ไม่ต้องปรับตัวมาก

“แต่อยู่กรุงเทพฯ ก็เหงาหน่อย จะไปไหนมาไหนลำบาก ถ้าอยู่ที่เมียนมาไปไหนมาไหนมันง่ายกว่า”

นั่นจึงเป็นเหตุผลให้เขาและเพื่อนๆ มาเรียนภาษาไทยเพราะอยากเข้าใจวัฒนธรรมไทยมากขึ้น รวมทั้งภาษาไทยเป็นประโยชน์ในการทำงานของพวกเขา

“สายสิญจน์และท่อนไม้เล็กๆ นี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้ติดตัวผมมาก่อนออกเดินทางมาประเทศไทยเพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัย” โย เล่า  

โดยในระหว่างที่เราเดินออกไปถ่ายรูปกันนั้น ผมก็ได้สังเกตเห็นสร้อยสายสิญจน์ ที่มีลักษณะเหมือนท่อนไม้เล็กๆ อยู่ตรงกลางที่เยห้อยอยู่ เขาเล่าว่ามันเป็นของที่พ่อแม่ให้มาพกติดตัวก่อนออกเดินทางมาประเทศไทย เพื่อให้แคล้วคลาดปลอดภัย

“ผมชอบดูอนิเมะ ชอบเรื่องวันพีชตัวละครโปรดคือลูฟี่”

บุคลิกของโตดูแตกต่างจากภาพจำเวลานึกถึงคำว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติ อย่างไรก็ดีเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศเมียนมาได้ผลักดันให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง ต้องหนีเอาตัวรอดออกมาจากประเทศ

“ผมมักเข้าไปหาสไตล์การแต่งตัวจากเว็บไซต์ Pinterest”

โตกล่าว โดยเขามักจะออกแบบสไตล์การแต่งตัวที่มีเอกลักษณ์ อย่างเช่นเสื้อที่เขาใส่ เขาเล่าว่าซื้อมาจากห้างโลตัส และนำมาตัดชายเสื้อออก

“เสื้อผ้าก็มีทั้งซื้อออนไลน์ และไปตลาดถ้าเจอแล้วชอบก็ซื้อมา พิจารณาที่ราคาเป็นหลัก เสื้อตัวที่ใส่นี้ซื้อที่โลตัสและมาตัดชายเสื้อให้ขาด เพราะเห็นว่าเท่ดี”

“อย่างเสื้อตัวนี้ผมซื้อมาจากห้างโลตัส เอามาตัดชายเสื้อให้ขาด เพราะเห็นว่าเท่ดี แม้ว่าครอบครัวจะบอกว่าผมปัญญาอ่อนก็ตาม ตอนอยู่พม่าผมแต่งตัวสบายๆ กว่านี้ มาชอบแต่งตัวก็ตอนมาอยู่ประเทศไทย วัยรุ่นที่พม่าก็ไม่ได้แต่งตัวกันเยอะเหมือนวัยรุ่นในไทย”

การซื้อเสื้อผ้าก็ทั้งซื้อออนไลน์ตาม Tiktok shop, Lazada, และเวลาไปตลาดเจอเสื้อผ้าที่ชอบก็ซื้อมา โดยพิจารณาที่ราคาเป็นหลัก 

เวลาว่างจากการทำงานผมชอบดูอนิเมะ ชอบเรื่องวันพีชตัวละครโปรดคือลูฟี่ ในโซเชียลมีเดียผมก็ไม่ค่อยชอบโพสต์อะไรเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะชอบแชร์มากกว่า

“ผมทำงานที่ร้านกิ๊ฟช็อป มีหน้าที่แพ็คสินค้า ได้เงินเป็นรายชิ้นทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น สัปดาห์หนึ่งผมจะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 1,500 บาท”

เมื่อถามถึงพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดีย โตก็เล่าว่า เขาไม่ค่อยโพสต์อะไรเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะมักชอบแชร์คอนเทนต์จากคนอื่น เมื่อถามถึงสถานะทางหัวใจ เขาก็ยิ้มและตอบกลับมาว่า ก็มักมีสาวๆ มาขอเพิ่มเพื่อน และทักเข้ามาคุยบ้าง แต่เพราะต้องทำงานตลอดทั้งวัน เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับใคร

“ยังไม่มีแฟนครับ เพราะทำงานทั้งวันทั้งคืน เลยไม่ค่อยมีเวลาคุยกับผู้หญิง” โตตอบคำถามด้วยความเขิลอาย ก่อนที่จะก้มหน้าไปเล่นเกม PUBG ต่อ

ยิ้มเกิดความไม่มั่นใจและเขินอายที่จะต้องถ่ายรูป ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย เหมือนกลุ่มคนที่อยู่นอกแสงแฟลช หนำซ้ำยังถูกวาทกรรมลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยคำต่างๆ นานา เช่น ต่างด้าว, แย่งงานคนไทย, ไล่ให้กลับประเทศ ลามไปจนถึงการเกิดขึ้นของกลุ่มต่อต้านแรงงานข้ามชาติ ที่อาศัยความชอบธรรมในนามของความรักชาติ และช่องว่างทางกฎหมายในการกดปราบแรงงานข้ามชาติให้อยู่ในความหวาดกลัว

“ผมมีปัญหาเรื่องการกิน ตอนแรกกินอาหารไทยไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามกิน เพราะอาหารไทยรสชาติหวานสำหรับผม”

ยิ้มตอบคำถามเพื่อถูกถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ในประเทศไทย โดยสิ่งที่มักติดตัวยิ้มตลอดเวลาคือหูฟังแบบครอบหู ที่เขาเล่าว่าซื้อมาในราคา 1,600 บาททางออนไลน์ โดยมีเพลงทน ของสไปร์ท เป็นเพลงไทยโปรดของเขา นอกจากนี้เขาเล่าว่าโดยปกติชอบฟังเพลง เรื่องเล่า และนิทานในภาษาพม่า 

นอกจากนี้อีกหนึ่งสิ่งที่เขามักสวมติดตัวไว้ตลอดเวลาที่ต้นแขนคือ ‘แถบผ้าถุงของแม่’ ที่แม่ของยิ้มให้มาก่อนออกเดินทางมาประเทศไทย อันเป็นความเชื่อว่าจะคุ้มครองให้เขาปลอดภัยจากอันตราย

“เวลาว่างก็เล่นเกมด้วยกันอย่างเดียว” ยิ้มเล่าถึงงานอดิเรกของกลุ่ม “เมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมา พวกเราเดินทางไปพัทยาเพราะไม่เคยไปกันมาก่อน เพื่อนบางคนไม่เคยเห็นทะเลมาก่อน เลยอยากไปอยากให้เพื่อนได้เห็นน้ำทะเล”

“สร้อยนี้ยืมเพื่อนมา ส่วนสายสิญจน์อีกเส้นพระสงฆ์จากที่เมียนมาให้มา ผมใส่ติดตัวตลอดเพราะมีความเชื่อว่าชีวิตจะได้ราบรื่น แคล้วคลาดปลอดภัย”

ชัยเป็นสมาชิกคนสุดท้ายที่ให้สัมภาษณ์ เขาหยิบสร้อยทั้งสองเส้นออกมาระหว่างถ่ายรูป พร้อมพูดว่าปกติเขาก็ไม่ค่อยได้เข้าวัดเท่าไหร่ แต่ครอบครัวโดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่คนเมียนมาชอบไปวัด และมักจะนำวัตถุมงคลติดมือกลับมาให้ลูกหลาน

“เสื้อตัวนี้แม่ผมซื้อให้ที่ประเทศไทย แต่ตอนนี้แม่ผมต้องกลับไปอยู่ที่เมียนมา ผมทำงานร้านกิ๊ฟช็อปที่เดียวกับโต เดือนหนึ่งก็ใช้เงินช็อปปิ้งประมาณ 500 บาท”

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้นในประเทศเมียนมา เมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องตัดสินใจส่งลูกหลานของตัวเอง ออกจากประเทศเพื่อความปลอดภัย เพราะสถานการณ์ในประเทศเมียนมาห่างไกลจากความสงบ นับตั้งแต่เหตุการณ์รัฐประหารปี 2021 ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่ามีพลเมืองอย่างน้อย 5,350 เสียชีวิตจากความรุนแรงและ 27,400 ถูกจับกุม รวมทั้งมีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 3.3 ล้าน

“ตอนอยู่ที่เมียนมาจะอยู่แบบสบายๆ ไม่ต้องทำงาน แต่พอมาอยู่ที่ไทยผมต้องทำงานแล้ว ต้องเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น” ชัยกล่าว

ผู้เขียนในฐานะที่มีโอกาสเข้าไปคลุกคลีและร่วมกิจกรรมกับทาง STAY IN SAMPENG YAOWARAT ที่จัดการสอนภาษาไทยให้กับกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาพบว่า แรงงานข้ามชาติบางส่วนอยู่ในวัยที่ชีวิตกำลังจะเริ่มต้น หลายคนควรที่จะได้มีโอกาสทดลองใช้ชีวิตอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ในตลาดแรงงานอย่างที่เป็นอยู่

แต่เพราะปัจจัยขั้นพื้นฐานของชีวิตไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการแสดงออก การศึกษา สาธารณสุข และปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานของประเทศถูกทำลายจากกองทัพทหารพม่า ที่ยึดเอาสิทธิและเสรีภาพของชาวเมียนมาไป ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่คลื่นมนุษย์จากเมียนมาที่เข้ามายังประเทศไทย จะทำให้คนไทยรู้สึกหวาดกลัวและมองว่าสังคมเรากำลังถูกครอบครองโดยคนอื่น

แต่ถ้ามองให้รอบด้านและมองให้ไกลกว่านั้น สังคมไทยล้วนประกอบสร้างมาจากผู้คนที่หลากหลาย และนักวิชาการอย่างผศ.ดร.ภานุภัทร จิตเที่ยง อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อเรื่องนี้ไว้ว่า

“ถ้าเรามองเรื่องการที่คนย้ายถิ่นฐานเป็นปัญหา มันก็จะเป็นปัญหาอยู่ร่ำไป แต่ถ้าเรามองว่าการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นกระบวนการหนึ่งของมนุษย์ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และเรามองว่าการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นสิ่งที่สามารถดูแลและจัดการได้โดยไม่ได้ยึดโยงอยู่กับรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการเป็นมนุษย์มากขึ้น”

อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า หากเราเปลี่ยนการให้ความสำคัญกับความมั่นคงจากเส้นชายแดนที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแบ่งเขตแดน แต่ให้ความสำคัญกับมนุษย์มากขึ้น บนพื้นฐานของการมีกรอบการทำงานและบริหารจัดการกลุ่มแรงงานข้ามชาติและผู้อพยพย้ายถิ่นฐานอย่างจริงจัง เพราะไม่ว่าจะชอบหรือชังประเทศไทยก็ไม่สามารถย้ายหนีประเทศเพื่อนบ้านได้ รวมทั้งการอพยพย้ายถิ่นไปยังพื้นที่ปลอดภัย เป็นสัญชาตญาณโดยพื้นฐานของมนุษย์ และเมื่อวันนี้สังคมไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากฝั่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมาไม่ได้ และเราไม่สามารถปิดกั้นชายแดนได้ 100% 

แม้วันนี้สังคมไทยยังคงมีความกังวลกับจำนวนคนที่อพยพเข้ามา แต่อย่างน้อยๆ การได้ทำความเข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขาผ่านแฟชั่นและการแต่งกาย  ก็น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเห็นว่าคนเมียนมาก็มีวัฒนธรรม ความเชื่อ และวิถีชีวิตที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเรา และพวกเขาก็พยายามปรับตัวเข้ากับสังคมไทย

“ผมอยากบอกคนไทยว่า ประเทศของพวกเราตอนนี้กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่สงบ ขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้โอกาสพวกผมทำงาน และให้ที่พักพิงชั่วคราว พวกผมอยากขอบคุณ”  เย, โต, ยิ้ม, และชัยกล่าวเป็นประโยคสุดท้ายก่อนที่ผมจะขอตัวลาพวกเขาออกมา