⬜️ สกุชชี่สโลว์
⬜️ แต่งหน้าแบบปรุงจืด
⬜️ คาเฟ่ใหม่ ถ่ายรูปเริ่ดๆ ใกล้ฉัน
⬜️ วิ่งแลกแว่น
⬜️ ตั้งกล้องเต้นแอโรบิกสวนลุมโชว์ WHOOP ที่ข้อมือ
ในลิสต์นี้ มีใครติ๊กถูกทุกข้อแล้วบ้าง?
ไม่น่าเชื่อว่าแต่ละบรรทัดข้างบนเป็นสิ่งที่เราเห็นได้แทบทุกวันบนโลกอินเทอร์เน็ตผ่านการปัดหน้าจอ แถมยังเห็นอีกว่า ต่อให้สกุชชี่จะแพงขึ้นแค่ไหน ร้านดังเปิดใหม่ก็จะมีคิวยาวเหยียด ต้องยืนเข้าแถวซื้อจนขาแข็งยังไงหลายคนก็ยอม
ซึ่งบางคนอาจไม่ได้สนใจในสิ่งในกระแสนั้นจริงๆ แต่กลัวว่า หากกระโดดเข้าเทรนด์ไม่ทัน ไม่มีอะไรถ่ายอัปเดตลงโซเชียลมีเดีย เราจะขาดอะไรบางอย่างไป แถมบางครั้งยังรู้สึกยุบยิบหัวใจเวลาเห็นเพื่อนรอบตัวทันกระแสกันไปเสียหมด
ความรู้สึกนี้มีชื่อเรียกว่า FOMO (อ่านว่าโฟโม)
FOMO (Fear of Missing Out : ความกลัวที่จะพลาดโอกาส) คือ ความรู้สึกกังวลว่าเรากำลังจะพลาดบางอย่างที่คนอื่นได้รับ และกลัวว่ามันจะทำให้เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม คุยกับใครไม่รู้เรื่อง หรืออธิบายอย่างเข้าใจได้ง่ายว่าเป็นอาการ ‘กลัวตกเทรนด์’
ของมันต้องมี สุดท้ายโลกรับจบ
ข้อมูลจากชุดภาพ FOMO (Fear of Missing Out) : ก็ฉันกลัวตกกระแส! โดยโรงพยาบาลรามาธิบดีบอกว่า คนส่วนใหญ่ที่มีอาการ FOMO มันจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีปัญหา ต้องอาศัยการสังเกตจากตัวเองและคนรอบข้าง ซึ่งลักษณะพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนที่มีอาการ FOMO คือ ติดโทรศัพท์มือถือ

จึงไม่แปลกที่คนไทยหลายคนเป็นนักวิ่งตามกระแสชั้นดีที่ถ้าเอาการวิ่งตามกระแสไปแลกแว่น คงได้หุ้นส่วนร้านมาด้วย เพราะรายงาน Digital 2025 โดย We Are Social และ Meltwater ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีดิจิทัลทั่วโลก ระบุว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตนานถึง 7.54 ชั่วโมงต่อวัน โดยใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือสูงสุดถึง 5 ชั่วโมง ทำให้สูงเป็นอันดับที่ 5 ของโลก
พอคนไทยไถหน้าจอวันละหลายชั่วโมง บรรดาแบรนด์ต่างๆ ก็เอาตัวเองไปให้ชาวเน็ตเห็นบ่อยๆ ผ่านอัลกอริทึม และใช้ความ FOMO มาทำการตลาดที่เรียกว่า FOMO Marketing กระตุ้นยอดขาย โดยทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ‘ของมันต้องมี’ เช่น Flash Sale ไม่กี่นาที หรือเขียนแคปชันว่าเป็นของลิมิเต็ด
พอโดนกระตุ้นบ่อยๆ หลายคนก็ยอมทุ่มสุดตัว ยอมจ่ายแพง ยอมซื้อตุนไว้เยอะๆ ยอมจ่ายเงินจ้างคนต่อคิวร้านดังไปหลายร้อยหลายพัน ทำให้ประสบการณ์การซื้อการจ่ายสำคัญกว่าความจำเป็น และสุดท้ายของที่ซื้อมาก็ถูกทิ้งไว้สักแห่งของบ้าน ราคาก็ตก ขายต่อไม่คุ้ม
อย่างตอนที่อาร์ตทอยเป็นกระแส ตอนนั้นใครต่อใครก็แห่ซื้อจนแถวยาวเป็นหางว่าว แล้วจำได้ไหมว่า เราซื้อพวงกุญแจลาบูบู้มากี่ตัว? ยอมจ่ายราคารีเซลล์กันที่กี่บาท? แล้วตอนนี้ลาบูบู้รุ่นนั้นราคาเท่าไหร่ วางอยู่ส่วนไหนของบ้าน?
บางคนอาจคิดว่าการซื้อไม่กี่ชิ้นไม่ส่งผลอะไรมาก นอกเสียจากบางคนอาจจะใช้เงินเกินตัวจากอิทธิพลของคำว่าของมันต้องมี แต่สุดท้ายแล้ว พอเราไม่ต้องการ ของทุกชิ้นก็ต้องกลายเป็นขยะในท้ายที่สุด อย่างเทรนด์สกุชชี่ตอนนี้ที่น่าเป็นห่วง

แรกเริ่มสกุชชี่ (Squishy) ถูกสร้างมาเป็นของเล่นบีบคลายเครียด แต่ด้วยความน่ารัก ผิวสัมผัส และกลิ่นที่ต่างแบรนด์ต่างคิดค้นมาแข่งขันกัน ทำให้หลายคนมีสกุชชี่เป็นของสะสม
สกุชชี่ไม่ใช่ของใหม่ เคยเป็นกระแสในหมู่เด็กๆ มาตั้งแต่ 6-7 ปีที่แล้ว แต่คาดว่าที่กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งเป็นเพราะคอนเทนต์ ASMR ในโลกออนไลน์ รวมไปถึงคอนเทนต์รีวิวที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์หยิบจับสกุชชี่หลากหลายรูปแบบขึ้นมาบีบให้ดู
หากมีกันคนละชิ้นสองชิ้น บีบเล่นจนคุ้ม อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่บางคนแห่ไปกว้านซื้อสกุชชี่เป็นร้อยเป็นพันชิ้น เอามาถ่ายคอนเทนต์จนเกิดพฤติกรรมเลียนแบบพากันไปซื้อเยอะๆ ตาม จากที่มีคนละ 10 ชิ้น ก็กลายเป็น 100 กลายเป็น 1,000 มากเกินความจำเป็น
และท้ายที่สุด ต่อให้คนซื้อจากโลกนี้ไปแล้ว ของเล่นชิ้นนี้ก็จะอยู่เป็นขยะให้กับโลกไปอีก 500 ปี เพราะสารที่นำมาผลิตคือโฟมโพลียูรีเทน (Polyurethane Foam : PU Foam) จึงไม่สามารถนำกลับมาหลอมละลายเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลใหม่ได้
จากขนมปังเนื้อสโลว์บีบแล้วฟินแต่กินไม่ได้ คนบนโลกก็จะได้อร่อย (อย่างไม่รู้ตัว) กับมันในรูปแบบไมโครพลาสติกแทน เพราะระหว่างกระบวนการย่อยสลาย เนื้อโฟมก็จะแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกที่จะปนเปื้อนชั้นดิน แหล่งน้ำ และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
วิ่งตามใคร จนแทบไม่เป็นตัวเอง
FOMO ทำให้คนวิ่งตามเทรนด์ แต่หลายเทรนด์ในปัจจุบันไม่ได้ทำให้เราต้องเกาะกระแสเท่านั้น เพราะต้องถ่ายต้องโพสต์ลงโซเชียลมีเดียอีกด้วย เช่น ใส่สไบกับกางเกงยีนยืนถ่ายรูปถือดอกบัว หรือถ่าย vlog แบบรายชั่วโมงตั้งแต่ตื่นยันหลับกับเพื่อน
คอนเทนต์ที่เราโพสต์กันลงไป ไม่ได้ทำหน้าที่แค่บันทึกการมีส่วนร่วมของเราเท่านั้น แต่ทำให้คนบนโลกออนไลน์เห็นว่าเราเป็นคนที่ไม่ตกเทรนด์ ซึ่งจริงๆ แล้วเราอาจจะไม่ได้ชอบแต่งตัวแบบในคลิปที่เราโพสต์ไป
The society of the Spectacle (1967) โดย Guy Debord บอกว่า คนในสังคมปัจจุบันมี ‘ภาพ (images)’ เป็นสื่อกลางของความสัมพันธ์มากกว่าประสบการณ์ร่วมกันในชีวิตจริง โดยที่เราพยายามที่จะเสนอตัวตนของเราผ่านภาพแทน เช่น โพสต์บนโซเชียลมีเดีย ประวัติบนเรซูเม่ ซึ่งคนในสังคมเองก็จะตัดสินกันและกันผ่านภาพนั้น
เช่น การที่บางคนมองว่าคนฟังเพลงหมอลำเทสต์ไม่ดีเท่าคนฟังเพลงสากล หรือมองว่าคนถ่ายสตอรี่ไอจีแบบบูมเมอแรงคือคนแก่ เพราะเด็กเดี๋ยวนี้ต้องแต่งรูปสไตล์เจน Z
คนในสังคมจึงให้ความสำคัญกับการ ‘ดูว่าเป็นอย่างไร (Appearing)’ มากกว่า ‘มีอะไรจริงๆ (Having)’ เช่น การซื้อรถซื้อบ้านให้คนอื่นเห็นว่าเรามีความมั่งคั่ง แทนที่จะสนใจกับเงินเก็บที่มี ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งมีในยุคที่โซเชียลมีเดียบูม มันมีมาตั้งแต่ช่วงปีที่ Debord เขียนหนังสือแล้ว และอาจจะนานยิ่งกว่านั้น
ซึ่ง Debord เตือนว่า ผลที่ตามมาจากการสร้างภาพแทนขึ้นมาเพื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จะทำให้เราเสียความเป็นตัวเอง เพราะเราปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสิ่งที่คนอื่นเป็น แทนที่จะได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ก็กลายเป็นว่าเราลอกเลียนแบบคนอื่นไปเสียอย่างนั้น
ความหลากหลายในสังคมจึงค่อยๆ หายไป แบบที่ชาวเน็ตบางคนชอบแซวกันว่า คนที่สยามแต่งตัวแต่งหน้าแบบเดียวกันหมด เพราะทุกคนมี Beauty Standard แบบเดียวกัน

FOMO มันน่ากลัว กลัว กลัว อร๊าย ไม่อยากเป็น ทำไงดี
ความกลัวที่จะพลาดโอกาส หรือ FOMO ไม่ใช่โรคทางจิตเวชตามคู่มือการวินิจฉัยและสถิติความผิดปกติทางจิต (DSM) แต่เป็นลักษณะของพฤติกรรมที่สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้ เช่น กังวลว่าตัวเองจะตกข่าวถ้าไม่ได้จับมือถือ เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่บ่อยครั้งจนเกิดความเครียดสะสม กระวนกระวายใจเมื่อเห็นคนอื่นทำบางอย่างแล้วตัวเองไม่ได้ทำ
การแก้อาการ FOMO ที่ง่ายที่สุด และตรงจุดที่สุด จึงเป็นการปิดแจ้งเตือน คว่ำหน้าจอโทรศัพท์ เพราะการจับมือถือตลอดเวลาเป็นสัญญาณที่ชัดที่สุดของอาการนี้

แต่สำหรับบางคน การไถหน้าจอยังสำคัญกับเขา เพราะอาจจะเป็นคนที่ต้องทำงานเกาะกระแสตลอดเวลา เว็บไซต์ helpguide.org จึงรวบรวม 7 เทคนิคในการรับมืออาการ FOMO สำหรับทุกคนไว้ดังนี้
1️⃣ รู้เท่าทันตัวเอง ผ่านการสำรวจตัวเองว่าอะไรคือสิ่งกระตุ้นให้เกิด FOMO
2️⃣ ฝึกสติ ฝึกสมาธิ เพื่ออยู่กับปัจจุบัน ถ้ารู้สึกอยากเช็กโซเชียลมีเดีย ให้หยุดรอและสังเกตความรู้สึกนั้นจนอาการอยากค่อยๆ หายไป
3️⃣ จัดการความวิตกกังวลของตัวเองด้วยการออกกำลังกาย การจดบันทึก และการเขียนขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา
4️⃣ ค่อยๆ ลดเวลาการใช้โซเชียลมีเดียลง
5️⃣ เสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง (self-esteem) ด้วยการฝึกคุยกับตัวเองในแง่บวก
6️⃣ สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิตจริง ด้วยการนัดเจอเพื่อน ครอบครัว หรือออกไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่
7️⃣ หากรู้สึกว่าอาการ FOMO กระทบต่อการใช้ชีวิต ให้เข้ารับการปรึกษาจากนักบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อปรับพฤติกรรมและความคิด
อย่าลืมว่า โซเชียลมีเดียไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต และการพลาดอะไรบางอย่างเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้เสมอ จะตกเทรนด์บ้างก็ไม่เป็นไร อย่าตัดสินตัวเองก็พอ
อ้างอิง
