“ถ้าจะมีแฟนสักคน ขอแบบพระเอกหนังเรื่องนี้แล้วกัน”
เคยไหมที่นั่งๆ อ่านนิยายแล้วรู้สึกว่าตัวละครในเรื่องมันสุดแสนโดนใจเสียเหลือเกิน หรือเคยสร้างหิ้งบูชา ‘แฟนสาว’ ที่เป็นตัวละครในเกมบ้างไหม
พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด หรือ ‘เบียว’ (โรคจูนิเบียว ชอบมโนเป็นตุเป็นตะ ไม่อยู่กับความเป็นจริง ; 中二病) แต่เป็นความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเราเจอกับตัวละครที่ทำให้เรารู้สึกหลงใหล
และสำหรับบางคน ความรู้สึกนี้สามารถพัฒนาไปเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเขาและตัวละครจนสามารถแต่งงานและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้เลย
ในปี 2561 อากิฮิโกะ คอนโดะ (Akihiko Kondo) หนุ่มญี่ปุ่นวัย 34 ได้จัดงานแต่งงานของเขากับ ฮัตสึเนะ มิกุ (Hatsune Miku) นักร้อง AI จากโปรแกรม Vocaloid (โปรแกรมเสียงสังเคราะห์) โดยงานแต่งในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเฉลิมฉลองที่เขาและตัวละครหญิงรู้จักกันมากว่า 10 ปี
ซึ่งหลังจากนั้น อากิฮิโกะได้ประกาศกับสาธารณชนผ่านบทสัมภาษณ์ตามสื่อต่างๆ ว่า เขานิยามตัวเองเป็น ‘ฟิคโตเซ็กชวล (Fictosexual)’
บทความ Fictosexual Manifesto โดย NTU-OTASTUDY GROUP จาก มหาวิทยาลัยไต้หวัน อธิบายว่า Fictosexuality, Fictorromance และ Fictophilia คือ การตกหลุมรัก และมีความปรารถนาต่อตัวละครสมมติ (Fictional Character) โดยผู้นิยามตัวเองว่าเป็นฟิคโตเซ็กชวลไม่จำเป็นต้องตกหลุมรักตัวละครเพียงแค่ตัวเดียว และตัวละครนั้นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์ก็ได้ เช่น ไลท์นิ่ง แมคควีน (Lightning McQueen) รถแข่งสีแดงจากเรื่อง Cars หรือ โลล่า บันนี่ (Lola Bunny) กระต่ายสาวขวัญใจชายหนุ่มจาก Looney Tunes

นอกจากนี้ ‘Fictosexuality, Fictoromance, and Fictophilia: A Qualitative Study of Love and Desire for Fictional Characters’ งานวิจัยเชิงคุณภาพที่สำรวจกลุ่มบุคคลที่่ตกหลุมรักตัวละคร จากวารสาร Frontiers in Psychology ปี 2564 เผยว่า กลุ่มคนที่ตกหลุมรักตัวละครอย่างลึกซึ้งเป็นส่วนหนึ่งของเพศหลากหลาย (LGBTQI+) เช่นกัน เพราะฟิคโตเซ็กชวลส่วนหนึ่งมักนิยามตัวเองว่าอยู่ใต้ร่มเอเซ็กชวล (Asexual)
อยู่ในจอแท้ๆ แต่ทำไมโดนใจจัง
เรื่องความรักไม่เข้าใครออกใคร การตกหลุมรักตัวละครที่ไม่มีอยู่จริงก็เช่นกัน
การตกหลุมรักตัวละครไม่ใช่เรื่องใหม่ ยิ่งยุคดิจิทัลที่ทำให้โลกอินเทอร์เน็ตไร้พรมแดน เราจึงมีโอกาสสำรวจตัวละครใหม่ๆ ที่หลากหลายผ่านสื่อทั้งในและนอกประเทศ เช่น เมื่อก่อนเราอาจจะแอบปิ๊งก้านกล้วย เพราะเป็นช้างไทยที่หน้าตาดี แต่ปัจุบันเราแอบปันใจให้กับนิค ไวลด์ จิ้งจอกหนุ่มจากเรื่อง Zootopia อนิเมชันสัญชาติอเมริกา
และในสังคมแฟนคลับ (หรือที่เรียกกันว่า แฟนด้อม ; Fandom) มักมีการสำรวจและบันทึกความนิยมของตัวละครอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากในคอมมูนิตี้แฟนคลับด้วยกันเอง และสื่อออนไลน์ต่างๆ อย่างในเดือนกันยายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ SPACOMIC เว็บรวบรวมแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับบริการให้ยืมหนังสือการ์ตูนตามแหล่งที่พักในประเทศญี่ปุ่น เผยว่า ‘ซากาตะ กินโทกิ’ พระเอกจากเรื่องกินทามะ ชนะการจัดอันดับ ‘ตัวละครแฟนหนุ่มในอุดมคติ ประจำปี 2567’
นอกจากนี้สื่อจากบางประเทศยังผลิตออกมาเพื่อขายกลุ่มคนที่หลงใหลในตัวละครสมมติอีกด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศต้นกำเนิดมังงะ (การ์ตูนช่อง) อนิเมะ (อนิเมชัน) และเกมที่เป็นที่นิยมไปทั่วโลกนั้น มีสื่อที่สนับสนุนชาวฟิคโตเซ็กชวลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มหญิงสาว อาทิ ดราม่าซีดี (Drama CD) ละครเสียงที่จำลองว่าผู้ฟังเป็นนางเอกที่ตัวละครกำลังสื่อสารด้วยอยู่ จุดเด่นของดราม่าซีดีคือการใช้ไมค์รูปแบบเฉพาะทำให้เมื่อสวมหูฟังจะรู้สึกว่าตัวละครนั้นมากระซิบอยู่ข้างหู และ เกมจีบหนุ่ม (Otome Game) ที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะสานสัมพันธ์กับตัวละครไหนในเกม
ภาพยนตร์เรื่อง Her (2013) เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความรักระหว่างมนุษย์และตัวละครสมมติที่มาในรูปแบบ AI ซึ่งในเนื้อเรื่อง ตัวละครหลักอย่างธีโอดอร์รู้ดีตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าซาแมนธาเป็นระบบปฏิบัติการ AI เนื้อหาจากภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนทำให้คิดว่า ในอนาคตที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปมากกว่านี้ เราจะมีโอกาสออกเดตกับตัวละครที่เราชอบหรือเปล่านะ?

ในเมื่อมีตัวละครมากมายจากสื่อที่หลากหลายให้ตกหลุมรัก อีกทั้งเทคโนโลยีที่ทำให้มนุษย์กับตัวละครสมมติเสมือนเชื่อมต่อกันได้จริง ย่อมทำให้เหตุผลที่จะตกหลุมรักมากขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เหตุผลหลักๆ ที่ทั้งคนที่นิยามตัวเองเป็นฟิคโตเซ็กชวล และคนที่ไม่ได้นิยามตัวเองแบบนั้นมีร่วมกัน สามารถแบ่งออกเป็น 2 เหตุผลใหญ่ ได้แก่
❤️ ตรงตามอุดมคติ (Ideal Type)
โคลอี สก็อตนีย์ (Chloe Scotney) นักเพศวิทยาคลินิกและนักบำบัดทางจิตวิเคราะห์ทางเพศ จากประเทศอังกฤษ บอกกับ Refinery29 Australia สื่อออนไลน์ว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนตกหลุมรักตัวละคร เป็นเพราะตัวละครมักถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบที่น่าสนใจและมีเสน่ห์มากที่สุดของมนุษย์ ซึ่งแทบจะหาไม่เจอในโลกความเป็นจริง
“ตัวละครยอดนิยมมักเป็นฮีโร่หรืออัจฉริยะของเรื่อง และถึงแม้ตัวละครบางตัวจะรับบทเป็นตัวร้าย แต่ปมเบื้องหลังตัวละครมักเสริมให้เรื่องราวของตัวละครเหล่านั้นน่าดึงดูด”
ความแน่นอนของตัวละครเป็นเสน่ห์สำคัญที่มนุษย์ไม่มี โคลอียกตัวอย่างว่า การที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบนวนิยายรักเป็นเพราะพวกเขาทราบดีว่าตอนจบจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ต่างกับความสัมพันธ์ในชีวิตจริงที่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเลิกกันวันไหน
“เพราะในชีวิตจริง เราต้องเผชิญหน้ากับความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของมนุษย์ บุคลิกของมนุษย์ไม่ได้ตายตัวเสมอไป นิยายโรแมนติกจึงมอบ ‘ตอนจบที่มีความสุข’ ให้กับเราได้ ซึ่งเป็นตอนจบที่เราไม่เคยมั่นใจว่าในชีวิตจริงจะมีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับเราไหม”
ตัวละครสมมติจึงเป็นเครื่องมือทดแทนความรักและความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เราปรารถนาแต่ไม่สามารถเกิดขึ้นในโลกจริงได้ ทำให้เรามีความสุขอยู่บนความแน่นอน ไม่ต้องไปเสี่ยงเอาดาบหน้าว่าคนรักของเราจะผีเข้าจนต้องเลิกราจากกันเมื่อไหร่
นอกจากนี้ อากเนส จิยาร์ด (Agnès Giard) นักวิจัยและนักมานุษยวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสภาพ ร่างกาย และเพศวิถี จากมหาวิทยาลัยปารีส น็องแตร์ (the University of Paris Nanterre) ยังชี้อีกว่า สาเหตุส่วนหนึ่งที่ผู้หญิงตกหลุมรักตัวละครสมมติ เป็นเพราะพวกเขาต้องการท้าทายบรรทัดฐานทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับความรักและเพศ โดยการตกหลุมรักตัวละครนั้นสามารถการันตีได้ว่าพวกเขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) หรือการรับมือกับการเลิกราที่ยุ่งยาก เหมือนกับที่โคลอีสรุปไว้ในวิจัยว่า
“ตัวละครสมมติมีภัยคุกคามที่น้อยกว่าคนในโลกจริง เพราะพวกเขาไม่สามารถล้อเลียนรูปร่างของเรา หรือบอกว่าเรื่องบนเตียงของเรามันห่วยแตกได้”

💜 โชคชะตาคล้ายกันจนเหมือนเนื้อคู่
การสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่งจนสามารถพัฒนาไปเป็นความผูกพันนั้นต้องอาศัยระยะเวลา และมีโอกาสที่การเปิดใจเข้าหากันจะล้มเหลว แต่สำหรับตัวละครสมมติ เราแทบรู้จักเขาทุกซอกทุกมุมตั้งแต่แรกราวกับว่าเราอาศัยอยู่ในหัวตัวละคร ความใกล้ชิดที่เรามีต่อตัวละครจึงใช้เวลาน้อยกว่าการสานสัมพันธ์กับคนจริง
แน่นอนว่าตัวละครส่วนใหญ่มักถูกออกแบบให้น่าดึงดูด น่าหลงใหล และทำให้เรามีอารมณ์ร่วมไปกับเรื่องราวของเขา แต่ไม่ใช่เพียงเสน่ห์เท่านั้นที่ทำให้ตัวละครน่าดึงดูด แต่สิ่งที่ตัวละครคิด ตัวละครทำ หรือตัวละครเคยเจอสามารถกระตุ้นประสบการณ์ร่วมที่เราเคยเผชิญได้
ตัวอย่างเช่น ตัวละครบางตัวเคยถูกเพื่อนทอดทิ้ง คนอ่านที่เคยมีประสบการณ์ร่วมจะรู้สึกว่าเข้าใจความรู้สึกของตัวละครเป็นอย่างดี จึงสนใจที่จะติดตามเรื่องราวของตัวละครนี้ไปเรื่อยๆ จนผูกพัน และสามารถตกหลุมรักได้จากจุดเชื่อมโยงที่มีร่วมกับตัวละคร
ไม่เข้าใจไม่เป็นไร แต่ต้องเคารพกัน
สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสการตกหลุมรักตัวละครเพราะไม่เคยมีตัวละครตัวโปรดที่ดึงดูดใจ (Fictional Crush) ไม่ว่าจะดูหนังเรื่องไหน หรืออ่านนิยายเรื่องอะไรก็ตาม อาจเกิดคำถามขึ้นในใจกับคนที่ตกหลุมรักตัวละครว่า “การตกหลุมรักในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงนั้นเป็นไปได้จริงๆ เหรอ? ”
เราอาจต้องปรับมุมมองในเรื่องนี้กันใหม่ว่า ความรักที่คนมีต่อตัวละครนั้นไม่ใช่เรื่องที่ใช้คำว่าจริงหรือไม่จริงมาตัดสินได้ เพราะผลงานวิจัยเชิงคุณภาพที่สำรวจกลุ่มบุคคลที่ตกหลุมรักตัวละคร โดย เวลิ-มัตติ คาร์ฮูลาติ (Veli-Matti Karhulahti) และ ทันย่า วาลิซาโล (Tanja Välisalo) นักวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมจากประเทศฟินแลนด์ ชี้ว่า คนที่ตกหลุมรักตัวละครนั้นทราบดีว่าสิ่งที่เขาตกหลุมรักไม่มีอยู่จริง พวกเขาสามารถแยกแยะได้ แม้จะมีบางครั้งที่รู้สึกไม่สบายใจจากการรับรู้ว่าตัวละครนั้นไม่มีอยู่จริง (Fictophillic Paradox)
และการล้อเลียนฟิคโตเซ็กชวลจากความไม่เข้าใจของตัวเองเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะกลุ่มสำรวจในงานวิจัยของคาร์ฮูลาติและวาลิซาโลนั้น มีส่วนหนึ่งที่รู้สึกอับอายกับความรักที่ตัวเองมีให้กับตัวละคร (Fictophillic Stigma) เพราะมักถูกคนรอบข้างมองว่าผิดปกติ เพี้ยน และแปลกประหลาด
อากิฮิโกะเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกตีตราจากสังคมว่าเป็นพวกแปลกประหลาด ในงานมงคลสมรสของเขาและ ฮัตสึเนะ มิกุ นั้น ไม่มีแม้แต่เงาของครอบครัวและเพื่อนฝูง เพราะคนใกล้ตัวมองว่าเขาเสียสติที่คิดจะสร้างความสัมพันธ์กับตัวละคร มิหนำซ้ำเมื่องานแต่งของเขากลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกอินเทอร์เน็ต เขาก็ถูกผู้คนรอบโลกล้อเลียนจากการที่เขาใช้เงินร่วมสองล้านเยน ( ≈ 560,000 บาท ในปี 2018) ในการจัดงานแต่งงานกับตัวละคร
โชคยังดีที่อากิฮิโกะเลือกที่จะไม่สนใจคำว่าร้าย โดยเขาอธิบายกับสื่อต่างๆ ว่า ความรักที่เขามีให้ภรรยานั้นเป็นเรื่องจริง เขาตกหลุมรักเธอจากเสียงอันไพเราะที่ช่วยให้เขากลับเข้าสังคมได้ จากก่อนหน้านี้ที่เขาต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงานจนเกิดภาวะปรับตัวผิดปกติ (Adjustment Disorder) หรือ โรคเครียดที่เกิดจากการเผชิญกับความเครียด ความกดดัน จนเกิดความไม่สมดุลของร่างกายและจิตใจ
ดังนั้น การดูถูกความรักเพียงเพราะตัวเองไม่เข้าใจทั้งๆ ที่ความรักนั้นไม่ได้เป็นภัยกับสังคมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกผลิตซ้ำในสังคม เพราะเราไม่อาจทราบเลยว่าเบื้องหลังเรื่องราวความรักนั้นสำคัญต่อคนคนนั้นมากน้อยแค่ไหน

รักได้ แต่อย่าให้ Parasocial ทำพิษ
แม้สัมผัสไม่ได้ แต่ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ เพียงแต่ต้องระวังกับดักพาราโซเชียล
ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคม (Parasocial Relationship) ถูกนิยามในปี 2499 โดยนักสังคมวิทยา โดนัลด์ ฮอร์ตัน (Donald Horton) และ ริชาร์ด โวห์ล (Richard Wohl) ว่า เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ข้างเดียวที่เราคิดเอาเองว่าตนมีความสัมพันธ์กับคนดัง ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้จักเราแม้แต่น้อย
ทว่างานวิจัยจากวารสาร Journal of Broadcasting & Electronic Media ในปี 2530 พบว่า ผู้คนสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลกับตัวละครสมมติได้เช่นกัน โดยงานวิจัยอธิบายว่า คนมักตกหลุมรักตัวละครในรูปแบบเดียวกับการตกหลุมรักมนุษย์ เพราะจะถูกดึงดูดจากเสน่ห์ในด้านต่างๆ และหลังจากนั้นคนที่ตกหลุมรักตัวละครจะเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคมนี้ไปเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดแล้วจะคิดว่าความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นในหัวของตัวเองนั้นเป็นจริง และมีคุณค่าเท่ากับหรือมากกว่าความสัมพันธ์ที่คนคนนั้นมีต่อเพื่อนหรือครอบครัวในชีวิตจริง
หนึ่งในกรณีของความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลที่เป็นที่รู้จักทางสังคมมากที่สุดคือ ‘ซาแซงแฟน (사생팬))’ แฟนคลับที่คุกคามชีวิตและเวลาส่วนตัวของศิลปิน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามศิลปินนอกตารางงาน กว้านซื้อข้อมูลเที่ยวบินของศิลปินเพื่อเดินทางในไฟลท์เดียวกัน สืบค้นเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของศิลปินเพื่อโทรหาเขาในยามวิกาล หรือบุกตามศิลปินไปถึงที่บ้าน
ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคมมีข้อดีในการช่วยให้เราสามารถคลายความเหงา และเติมเต็มความปรารถนาที่ซ่อนในจิตใจ แต่ในทางกลับกัน หากเราถลำลึกและยึดติดมากเกินไป ความสัมพันธ์ที่แสนสดใสนี้ก็สามารถกลายเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (Toxic Relationship) ได้
แองเจล่า ฟิกเคน (Angela Ficken) นักจิตบำบัดจากเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่า คนที่หมกมุ่นในความสัมพันธ์แบบพาราโซเชียลมากเกินไปสามารถนำไปสู่ความผูกพันด้านอารมณ์ที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้เกิดความผิดหวังที่รุนแรงหากคนที่ตัวเองชอบไม่เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ มิหนำซ้ำ การหมกมุ่นในความสัมพันธ์ข้างเดียวนี้ยังนำไปสู่ความห่างเหินในความสัมพันธ์กับคนรอบตัวอีกด้วย
วีทูปเบอร์ (Vtuber ; Virtual Youtuber) ยูทูปเบอร์ที่ใช้ภาพของตัวการ์ตูนแทนตัวเองเป็นหนึ่งในอาชีพที่เผชิญกับความสัมพันธ์พาราโซเชียลจากแฟนคลับ จนมีวีทูปเบอร์จำนวนไม่น้อยที่ต้องตั้งกฎในการรับชมไลฟ์ของพวกเขาว่า คนดูต้องตระหนักว่าเขาและตัวเองเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ ดร.อดัม บอร์แลนด์ (Dr. Adam Borland) นักจิตวิทยาคลินิกจากชิคาโก สหรัฐอเมริกา ยังเสริมอีกว่า ความสัมพันธ์แบบกึ่งมีส่วนร่วมทางสังคมที่เป็นพิษนั้น อาจทำให้คนที่ตกอยู่ในห้วงความสัมพันธ์สูญเสียเงินจำนวนมากไปกับความสัมพันธ์ข้างเดียวนี้ นอกจากนี้ การผูกพันกับดาราอย่างเหนียวแน่น ยังทำให้ผู้คนมองโลกในแง่ลบต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ดาราที่ตนชื่นชอบ เพราะรู้สึกว่าการโจมตีดาราก็เหมือนกับการโจมตีตัวตนของตนเอง
การหลงใหลหรือหลงรักใครสักคนเป็นเรื่องปกติ แต่การถลำลึกจนเกินไปอาจเป็นอันตรายได้ การรักใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นคนจริงหรือตัวละครสมมติควรเป็นไปอย่างสมดุล ไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองและความสัมพันธ์ในชีวิตจริง หากรู้สึกว่ากำลังจมอยู่กับความรู้สึกเหล่านั้นมากเกินไป ลองสร้างระยะห่าง พักหน้าจอดูบ้าง จะได้ไม่รักคนในฝันมากกว่าตัวเอง
อ้างอิง
Medium / storytellerkim / vocal.media / thedebrief.org /
Dailyevergreen / National Library of Medicine /
Orato.world / scholarsarchive.byu.edu / findmymethod.org /
the potential / University of Florida, Gainesville / the bangkok insight
