ค้นกระเป๋ามาเจอตัวเราเอง : รู้จักพลังของ ‘Found Object’ ของจิปาถะในกระเป๋าที่พาเราไปทบทวนตัวเอง

“บ่ายนี้ รู้สึกยังไงกันบ้างคะ”

คำถามเปิดวงสนทนาโดย ‘ฟีฟ่า’ กฤตกมล วุฒิธรรม นักศิลปะบำบัดที่ Studio Persona ข้างๆ คือ ‘โจ๋’ ปณพรรธน์ สี่หิรัญวงศ์ นักศิลปะบำบัดอีกคนที่มาช่วยนำกิจกรรมในครั้งนี้

ในฐานะคนเข้าร่วม คำตอบของเราคือรู้สึกอยากรู้อยากเห็น แต่ในใจลึกๆ อยากจะตอบว่ามึน งง มากกว่า เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้

นี่คืออีเวนต์ Creative Being ในตีม Be Seen & Heard เวิร์กชอปโดย Studio Persona ที่ชวนเราหา ‘Found Object’ สิ่งของที่บังเอิญหรือตั้งใจติดตัว ติดกระเป๋ามาโดยตลอด ซึ่งควรจะเป็นของที่เราไม่ได้ตั้งใจซื้อมันมาโดยตรง เช่น ตั๋วเครื่องบิน เพราะเราตั้งใจซื้อการเดินทางไปที่อื่น ไม่ได้ตั้งใจซื้อกระดาษใบนี้ หรือลูกอมที่ได้ฟรีจากร้านอาหาร

ภายในห้องมีสมาชิกเข้าร่วมอยู่ 7 คน กิจกรรมนี้เริ่มต้นด้วยการที่ฟีฟ่าและโจ๋ชวนให้เราหาของในกระเป๋าตัวเอง เพื่อนำมาใช้ทำงานศิลปะ สามารถเป็นของอะไรก็ได้ จะมีขนาดหรือรูปแบบใดก็ได้ แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่งว่าต้องของที่เราพร้อมจะทิ้ง หรือบางคนไม่มีของแต่วาดรูปเอาก็ถือว่าได้เหมือนกัน

พอได้รับโจทย์ เราก็ขุดๆ คุ้ยๆ ไปเรื่อยในกระเป๋าข้างกาย จนกระทั่งเจอของ 3 สิ่งที่คิดว่าจะนำมาใช้ในการทำงานศิลปะครั้งนี้ นั้นก็คือใบเซียมซี กระดาษจากสมุดโน้ต และลิปสติกที่ใกล้หมดอายุ 

สำหรับผู้เขียนเอง ต่างรู้อยู่แก่ใจว่าแต่ละอย่างที่หยิบขึ้นมาล้วนมีเศษซากความทรงจำหลงอยู่ เริ่มที่ใบเซียมซี นี่เป็นใบที่ได้มาจากศาลเจ้าแม่ทับทิบเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เคยได้ยินมาว่าถ้าใบไหนโชคดีให้เอากลับบ้าน แต่ใบไหนไม่ดีให้วางไว้ที่เดิม ใบที่ได้มาคือใบหมายเลข 2 ซึ่งพออ่านโดยภาพรวมแล้วเป็นใบที่แสดงถึงความโชคดีมาก ความหมายสำคัญของใบนี้บอกว่า ‘เรื่องร้ายจะกลายเป็นดี เหมือนต้นไม้ท่ามกลางความแห้งแล้งที่เจอฝน จึงทำให้เติบโตได้อีกครั้ง’

แน่นอนว่า เราเลือกที่จะเก็บใบนี้ใส่กระเป๋าไว้ และไม่เอามันออกมาอีกเลย เนื่องจากในใจลึกๆ แอบกังวลว่าถ้าเอาไปทิ้งเราอาจจะไม่โชคดีเหมือนคำทำนายต่อแล้วก็ได้

สิ่งของต่อมาคือกระดาษที่ฉีกมาจากสมุดโน้ต ซึ่งสมุดเล่มนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ติวเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงมัธยม จนเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็ยังใช้บ้างไม่ใช่บ้าง จนมาถึงวัยทำงานสมุดเล่มนี้ก็ยังมีหน้าเปล่าเหลือให้ได้ใช้

สุดท้ายคือลิปสติกที่ใกล้จะหมดอายุ และตัวเนื้อลิปสติกก็เหลือน้อยมากๆ จนแทบจะใช้ไม่ได้แล้วด้วย ลิปสติกแท่งนี้เป็นเนื้อทินต์ สีแดงอมชมพูอ่อนๆ ความทรงจำต่อสิ่งของชิ้นนี้คือมันเป็นของชิ้นสุดท้ายที่ซื้อมาจากการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกในชีวิต จำได้ว่าวันนั้นคือไฟลท์บินกลับบ้าน และเราใช้เงินที่พอเหลืออยู่เอาซื้อลิปสติกแท่งนี้

เมื่อได้วัตถุดิบแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือสร้างงานศิลปะ ภายในห้องที่จัดกิจกรรมเราจะเห็นอุปกรณ์ตกแต่ง กระดาษ เชือก สีเทียน และของสีสันสดใสอีกมากมายวางอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง ฟีฟ่าแนะนำอุปกรณ์ต่างๆ และบอกกับผู้เข้าร่วมทุกคนว่าให้ใช้ความสร้างสรรค์และสร้างอิสระกับตัวเองเต็มที่ 

มองไปรอบห้องก็เห็นแต่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่างขะมักเขม้นในการทำงานศิลปะของตัวเอง บางคนใช้เลือกขนมมาปั้นเป็นหุ่น บางคนใช้ต่างหูมาร้อยเป็นอันใหม่ แต่ละคนมีวิธีสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง ในขณะเดียวกันนักศิลปะบำบัดที่นั่งอยู่กับเราในตอนนี้ก็ไม่ได้เดินเข้าไปกำกับใคร ปล่อยให้เจ้าของผลงานค่อยๆ สัมผัสความรู้สึกของตัวเองไปกับการทำงาน

หันกลับมามองที่งานของตัวเอง เราแปะใบเซียมซีและกระดาษโน้ตไว้ข้างกัน ข้างๆ ก็แปะพวกกระดาษสีฟ้าและสีชมพูไว้เป็นตกแต่ง สีฟ้ามาจากใบเซียมซีที่ให้ความหมายถึงความชุ่มฉ่ำในยามแห้งแล้ง ส่วนสีชมพูก็ไม่มีอะไรมากนอกจากความชอบส่วนตัว

ความทรงจำที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋า

เมื่อทำงานศิลปะเสร็จ ฟีฟ่าและโจ๋จะเดินเข้ามาแจกกระดาษ 1 แผ่นเพื่อให้เขียนความรู้สึกหรือความคิดอะไรก็ได้ที่เกิดขึ้นตอนทำงานชิ้นนี้ และหลังจากนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนก็จะร่วมกันแชร์ความรู้สึกเหล่านั้นออกมา

หลังจากตกตะกอนกับงานของตัวเองเสร็จ 2 คำที่แล่นเข้ามาในหัวระหว่างทำคือคำว่า ‘ปล่อยวาง’ และ ‘เติบโต’ 

นึกขึ้นมาได้ว่าหลังจากทำผลงานชิ้นนี้เสร็จ ใบเซียมซีนำโชคจะไม่ได้อยู่ในกระเป๋าเราอีกต่อไป จะว่านำโชคก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ ที่ผ่านมามันคือความสบายใจที่ไม่ว่าชีวิตจริงจะวุ่นวายหรือเคร่งเครียดเพียงใด อย่างน้อยหยิบไปเจอกระดาษในกระเป๋าที่บอกว่าเรากำลังจะโชคดี แค่นี้ก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ได้แย่เกินไปแล้ว

แต่ตอนนี้กระดาษแผ่นที่เราเอาไว้พึ่งพายามจิตใจห่อเหี่ยวกำลังจะลาไปจากกระเป๋าใบนี้แล้ว ความรู้สึก    ‘ปล่อยวาง’ ก่อตัวขึ้น จนทำให้คิดได้ว่านี่ไม่ใช่ใบเซียมซีแผ่นสุดท้ายในชีวิต ยังมีอีกหลายวัด และหลายแผ่นที่รอให้ไปเจออยู่ ไม่แน่ว่าใบในอนาคตที่เราจะได้ไปเจอ อาจจะบอกว่าเรากำลังโชคดีกว่าใบนี้ที่เคยมีก็ได้

คล้ายกันกับลิปสติกที่เคยเป็นแท่งโปรด เราตัดสินใจนำสีลิปสติกที่เหลืออยู่มาระบายในกระดาษจนหมด นึกย้อนไปว่าตัวเองมักจะใช้ลิปสติกไม่ว่าจะเป็นตอนยิ้ม หัวเราะ หรือบางทีหลังจากร้องไห้จนหน้าซีด ก็จะทาลิปสติกไปเพื่อไม่ให้ใครดูออกว่าเพิ่งร้องไห้มา

ในวันนี้ที่มันหมดจนทาแทบไม่ได้แล้ว ก็ถึงเวลาทิ้งแท่งนี้ไป และไปสร้างความทรงจำกับลิปสติกแท่งใหม่ดีกว่า 

ส่วนกระดาษจากสมุดโน้ต คือตัวแทนของคำว่า ‘เติบโต’ ระหว่างไล่ดูข้างในสมุด เราเห็นการเติบโตของตัวเองตั้งแต่วัยมัธยม มหาลัย จนมาถึงวัยทำงาน ที่สังเกตได้ชัดคือสีสันในสมุดที่น้อยลงไป ช่วงมัธยมในหนึ่งหน้ากระดาษจะมีปากกาหลายสี มีรูปวาดประกอบสารพัด เมื่อขึ้นมหาวิทยาลัยเริ่มเห็นสีที่น้อยลงและซ้ำกันมากขึ้น จนมาวัยทำงานที่ไม่มีสีอะไรเลยนอกจากปากกาน้ำเงินแท่งเดียว

สิ่งสำคัญที่เห็นคือการเติบโตผ่านการสู้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็มาจากกระดาษโน้ตที่ตั้งใจจดตอนเรียนและทำงาน ทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตที่ดี นอกจากพึ่งตัวเองแล้วที่สำคัญคือการพึ่งดวง ก็คือกระดาษเซียมซีที่เคยเอาไว้เป็นที่พึ่งทางใจ ถ้าสู้ด้วยตัวเองแล้วมันไม่ไหว ดวงก็ต้องมาช่วยเราบ้างในบางที

ไม่น่าเชื่อสิ่งที่เคยดูเหมือนเป็นขยะในกระเป๋า เมื่อถูกประกอบร่างมาอยู่ในผลงานศิลปะชิ้นเดียวกัน มันคือภาพรวมของประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ทุกอย่างคือความทรงจำที่สร้างตัวตนของเราในทุกวันนี้ทั้งนั้น

มากกว่าค้นเจอของในกระเป๋า คือการค้นไปเจอตัวเราในอดีตที่ถูกลืม

หวังว่าเมื่ออ่านบทความชิ้นนี้จบ จะมีคนหันไปมองกระเป๋าใบเดิมที่พกเป็นประจำ ลงค้นๆ คุ้ยๆ ดูบ้าง เผื่อว่าความทรงจำจากสิ่งของบางอย่างจะทำให้ค้นพบคำตอบของตัวเองในปัจจุบัน