ก่อนย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสถาวรเมื่อ 10 ก่อน งานสุดท้ายที่เราทำคือนักกิจกรรมทางสังคม ประเด็นที่เรียกร้องกับรัฐบาลไทยมาตลอด คือ การสร้างระบบบำนาญประชาชน อ้างอิงจากตัวเลขเส้นความยากจน ตอนนั้นประเทศที่ภาคประชาสังคมไทยมองเป็นต้นแบบคือรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศส
ช่วงเวลานั้นเมื่อมองจากหน้าต่างเข้ามา เหมือนทุกคนใช้ชีวิตในปราสาทอันสวยหรู กล่อมเกลาจากสื่อที่เลือกเนื้อหาแล้วว่าจะสื่อสารกับโลกภายนอกอย่างไร แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในปราสาทหลังนี้เอง กลับพบความจริงบางอย่าง ที่คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตที่นี่อาจจะไม่เข้าใจ และคนที่อยู่เอง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจที่จะพูดออกไปให้โลกได้ยิน
เราย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีพอดี เรียกได้ว่าก้าวเท้าเข้าประเทศนี้ พร้อมกับการเข้ามาของแอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีที่นานาชาติจำนวนมากยกย่อง แต่สำหรับคนฝรั่งเศสเอง ความนิยมของประธานาธิบดีคนนี้ ลดลงตลอดในช่วงการครองตำแหน่ง 2 วาระ คือ ปี 2017 และ 2022
ผลสำรวจของกระทรวงมหาดไทยช่วงแรก ให้คะแนนความนิยมต่อตัวประธานาธิบดีมาครงถึง 66% แต่ผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ จนถึงปลายวาระ คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดี กลับดิ่งเหลือเพียงไม่ถึง 15% เท่านั้น
คำถามคือเกิดอะไรในฝรั่งเศสตลอด 10 ปีมานี้

ฝรั่งเศสเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนทะลุเพดาน
ต้นปี 2017 หนี้สาธารณะฝรั่งเศสอยู่ที่ 2,232 ล้านล้านยูโร คิดเป็น 99.2% ของ GDP แต่ปลายปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 3,556 ล้านล้านยูโร คิดเป็น 119% ของ GDP เฉพาะยุคของประธานาธิบดีมาครง หนี้สาธารณะเพิ่มมากถึง 1,300 ล้านล้านยูโร
ข้อเท็จจริงคือคนฝรั่งเศสไม่ได้จ่ายภาษีลดลง คนฝรั่งเศสยังเป็นคนที่จ่ายภาษีสูงประเทศหนึ่งในโลก (อัตราภาษีก้าวหน้า 0-45% , ภาษีนิติบุคคล 25% , ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ vat 20%) แต่ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะไม่ลด มีแต่จะเพิ่มขึ้น คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือ “เงินที่เข้าระบบเพื่อพัฒนาประเทศไปอยู่ที่ไหน”
ด้วยงานที่ทำ ต้องคลุกคลีกับคนฝรั่งเศสไม่น้อย ทุกคนต่างบ่นเหมือนกันว่า คุณภาพชีวิตแย่ลง แต่ก็ต้องอดทน คนที่เกษียณหลายคนพูดเหมือนกันว่า ดีใจที่แก่ขนาดนี้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่เห็นความล่มสลายไปมากกว่านี้
พูดกันติดตลกแต่จริงว่า เวลาขับรถผ่านเขตแดนฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก หรือเยอรมัน นอนหลับอยู่ก็รู้ว่าข้ามเขตแดน โดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาดูธง เพราะสภาพถนนต่างกันมากจริงๆ และถนนฝรั่งเศสต่ำกว่ามาตรฐานไปมาก
ตัวเลขจากสถาบันสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส Insee บอกว่าตัวเลขเงินเฟ้อในช่วง 10 ปีเพิ่มขึ้นมาราว 21-22% ซึ่งไม่ต่างกันทั่วโลก รายได้ขั้นต่ำเพิ่มมาราว 26% แต่เงินในกระเป๋าและคุณภาพชีวิตกลับบอกว่ามันสาหัสมากกว่านั้นมาก เพราะค่าครองชีพพุ่งสูงจนฉุดไม่อยู่แล้ว
ในยุคที่มีการเริ่มการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง หรือ Mouvement des gilets jaunes กลุ่มผู้ประท้วงภาคประชาชนในประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2019 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 1.44 ยูโร รถหนึ่งคันเคยเติมน้ำมันเต็มถังขนาด 50 ลิตร สนนจ่ายต่อครั้ง 59 ยูโร ขณะที่ตอนนี้น้ำมันดีเซล ลิตรละ 2.37 ยูโร รถคันเดิมต้องจ่ายที่ 110 ยูโร เพิ่มขึ้นเกือบ 100%
ไม่นับรวมราคาสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไข่ไก่จากฟองละ 0.09 กลายเป็น 0.30 ยูโร ขนมปังบาร์เก็ตฝรั่งเศสปีแรกที่เรามาอยู่ อย่างถูกที่สุด 0.40 ยูโร ตอนนี้ขนมปังแบบเดียวกันต้องจ่าย 0.90 ยูโร ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างอิงเฉพาะตัวเลขทางสถิติ โดยไม่ได้ตรึงราคา หรือมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือด้านความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนแต่อย่างใด

แตะระบบการให้บำนาญและการรักษาพยาบาลที่ดิ่งลงเรื่อยๆ
ระบบบำนาญเป็นอีกชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ทั้งการเพิ่มเงื่อนไขและขยายอายุการรับบำนาญจาก 62 เป็น 64 ปีภายในปี 2023
ตามมาด้วยการขาดแคลนแพทย์ประจำบ้าน แพทย์เฉพาะทาง และบุคคลากรต่างๆ ทางการแพทย์ มีคนฝรั่งเศสที่ไม่มีแพทย์ผู้ดูแลหลัก หรือ Médicine traitants อยู่กว่า 6 ล้านคน และแพทย์จำนวนมากไม่สามารถรับคนไข้ประจำตัวเพิ่มได้อีก แพทย์บางส่วนเลือกที่จะยุติการทำงานไปในช่วงโควิด เพราะไม่เห็นด้วยที่รัฐมีนโยบายบังคับให้บุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนฉีดวัคซีน
ระบบสุขภาพของฝรั่งเศสแตกต่างจากไทย ของฝรั่งเศสเป็นระบบการดูแลสุขภาพแบบครอบคลุมซึ่งได้รับเงินทุนส่วนใหญ่จากประกันสุขภาพแห่งชาติ ของรัฐบาล แพทย์ทั่วไปส่วนใหญ่ประกอบวิชาชีพส่วนตัว แต่รับรายได้จากกองทุนประกันสุขภาพของรัฐ
แพทย์ผู้ดูแลหลักที่นี่ส่วนใหญ่อยู่ที่คลินิคซึ่งไม่มีผู้ช่วย ไม่มีแม่บ้าน โดยส่วนตัวแพทย์ที่รักษาเราเป็นทั้งแม่บ้าน เป็นภารโรง เป็นคนจัดเก็บจัดเรียงเอกสาร รับโทรศัพท์ ทำทุกอย่างเอง เพราะรายได้ไม่พอที่จะจ้างผู้ช่วยเพิ่ม แบ่งเวลานอกจากนี้ออกตรวจรักตามบ้าน ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่เดินทางไม่ไหว สะสมเป็นภาระล้นมือ ดังนั้นการที่ฝรั่งเศสขาดแคลนแพทย์ทั้งประเทศ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก
ปัญหาลุกลามบานปลายไปทุกแขนงของประเทศ จนมาถึงการประท้วงของกลุ่มนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ทำให้เห็นว่าระบบการศึกษาสาหัสไม่แพ้กันเพราะอยู่ในภาวะขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนบุคลลากรที่มีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การประท้วงที่บานปลายที่สุดในทศวรรษ
3คำสำคัญ ที่ไม่เหมือนกัน manifestants émeutes pillages
ต้องแยกให้ออกระหว่าง 3 คำสำคัญ ที่ข่าวในไทยไม่ได้แยกให้ออกอย่างชัดเจน ทำให้ความรับรู้สถานการณ์ในฝรั่งเศส ไม่ได้มองเห็นอย่างตรงจุด
manifestants หมายถึง ผู้ประท้วงตามกฎหมาย ที่ฝรั่งเศส การประท้วงเป็นเรื่องปกติ มีความไม่พอใจต่อนโยบาย ต่อรัฐบาล ก็รวมตัวกันประท้วง มีการปิดถนน เรียกร้องรูปแบบต่างๆ เช่น เอากองขี้วัว ไปกองไว้ที่หน้าศาลาว่าการ หรือการที่พนักงานการรถไฟนัดหยุดงาน โดยไม่ได้สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม วันที่เกษตรกรประท้วง เอาฟางข้าว เอาขี้วัวไปฉีดใส่ศาลาว่าการ ตอนเย็นก็ล้างออกเอง เก็บกลับเอง โดยไม่ได้สร้างความเสียหายวงกว้าง
แต่ทุกการประท้วงนับตั้งแต่ยุคขบวนการเสื้อเหลืองปี 2019 เป็นต้นมา มีบางคนฉวยโอกาส ก่อความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อน เสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น สาธารณะ หรือตัวบุคคล นั่นคือ émeutes และเมื่อลามไปสู่การสร้างสถานณการณ์ความรุนแรง ถือโอกาสพังร้านค้า ฉกฉวยเอาของไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเองหรือเอาไปขายต่อ คือพวก pillages
คนกลุ่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประท้วงหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ แต่สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น จนเกินกว่าจะควบคุมมีมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ก็ตาม ทั้งวันที่ทีมฟุตบอล Paris Saint-Germain PSG ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ รวมถึงฟุตบอลชาติอื่นๆ วันชาติฝรั่งเศส ฯลฯ วันเหล่านั้นต่างก็เป็นชนวนให้เกิด émeutes ได้ และตามด้วยการพังทำลายร้านค้าต่างๆมาเป็นระยะๆ อาจจะไม่มากพอที่จะเป็นข่าวระดับนานาชาติ แต่ก็มีมาตลอดในหลายปีนี้
เกาะขบวนมาด้วยปัญหาการศึกษาของนักเรียนมัธยมที่พูดมาตลอด 3 สัปดาห์ ก็ไม่มีฟีดแบคใดๆ จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งการให้ความเห็นอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี
ก่อนวันชุมนุมใหญ่ 1 วัน ประธานาธิบดีมาครงยังคงอภิปรายเพื่อให้ฝรั่งเศสส่งงบประมาณให้ยูเครนในสงครามต่อไป กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสรายงานว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ฝรั่งเศสจัดสรรความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครนไปแล้วกว่า 471 ล้านยูโร ตัวเลขนี้ครอบคลุมเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไม่ใช่ความช่วยเหลือทั้งหมด ทั้งด้านการทหาร การเงิน และการสนับสนุนผ่านสหภาพยุโรป
แม้แต่การที่ประธานาธิบดี รอให้เหตุการณ์ความวุ่นวายผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง จึงออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ในช่วงค่ำของวันที่ 18 โดยไม่ได้ให้คำมั่นสัญญา หรือทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และกลุ่ม émeutes ก็ยังทุบทำลายร้านค้า และขโมยสินค้า ต่อเนื่องในค่ำวันที่ 18 แม้จะไม่มีการชุมนุมประท้วงแล้วก็ตาม

ฝรั่งเศสมีผู้อพยพมากเกินไป และพวกเขาจะมาเผาบ้านที่สวยงาม?
โดนัลล์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ไม่กี่วันก่อนว่า “ฝรั่งเศสมีผู้อพยพมากเกินไป และพวกเขาจะมาเผาบ้านที่สวยงาม” เป็นเหมือนความจริงขมขื่นที่คนทั่วโลกไม่ยอมรับ ดูเห็นแก่ตัว ดูเป็นคนไม่มีมนุษยธรรม แต่สารภาพว่าประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้ ไม่เคยได้ถูกพูดถึงในสื่อระหว่างประเทศ แต่สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ตลอด 10 ปีเข้าใจความรู้สึกนี้ดี
ผลโพลล์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมให้ มารี เลอแปง ได้คะแนนโหวตถึง 35% ด้วยนโยบาย ช่วยเหลือคนฝรั่งเศสก่อน ซึ่งนำอันดับสอง สาม สี่ที่ยังคงคะแนนไล่เลี่ยกันอยู่ถึง 20% และรั้งท้ายด้วยพรรคของมาครง
หลายคนกังวลว่าฝ่ายขวาจะชนะการเลือกตั้ง แล้วโลกมนุษยธรรมจะล่มสลาย แต่คนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยแสดงออกว่าต้องการคนขวาที่ทำเพื่อพวกเขาบ้าง ไม่ใช่คนที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง แต่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเลยมาตลอดทศวรรษ
เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ทุกปัญหาพื้นฐานของคนฝรั่งเศสไม่ได้รับการสนใจ ไม่ได้รับการดูแลมาตลอด แต่ขณะเดียวกัน รัฐกลับโอบอุ้ม รับปัญหาของทั้งโลกเข้ามาไว้ในบ้าน ทำเหมือนว่าฝรั่งเศสไม่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ในจุดที่ใกล้ล่มสลายลงทุกที
หนี้สาธารณะที่ไม่มีวันชำระหมดในชีวิตนี้ รอยรั่วด้านการเงิน งบประมาณ ทหาร ที่ใหญ่กว่างบพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งเหล่านี้ตอบว่า ทำไมพรรคฝ่ายขวาถึงได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ
Insee เผยแพร่ว่า ปลายปี 2025 มีผู้อพยพ 8 ล้านคน คิดเป็น 11.6% ของประชากรฝรั่งเศสทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้ได้รับสิทธิความช่วยเหลืออาหาร ทางการเงิน ที่อยู่อาศัย ไม่ต่างจากประชากรฝรั่งเศส โดยที่ใช้งบประมาณอุดหนุดส่วนนี้ประมาณ 6 ล้านล้านยูโรต่อปี
non native ที่อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งคน native และ non-native ก็มีทุกเฉดสี ดำ เทาเข้ม เทาอ่อน ไปจนถึงขาว แต่เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น non native ที่อาศัยใช้ชีวิตมา 10 ปี ได้สัญชาติฝรั่งเศสแล้ว และเคยขับเคลื่อนงานสวัสดิการภาคประชาสังคมอย่างเข้มข้น อยากชวนเปิดหน้าต่างอีกฝั่งจากคนในที่อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน
ภาพที่คนภายนอกมองเข้ามาก็สำคัญ แต่ไม่ควรสำคัญน้อยกว่าการทำบ้านให้แข็งแรง และดูแลสมาชิกในบ้านให้กินอิ่มนอนหลับ และไม่มองข้ามวาระสำคัญอย่างการศึกษา ระบบสุขภาพ ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้สาธารณะ
เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เหตุการณ์บานปลาย คือการไม่ถูกฟังหรือให้ความสำคัญ จนรู้สึกถึงความเป็นคนนอกในบ้านตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งภายใน เกิดการแบ่งแยกกลุ่ม ความเสียหายจากเหตุการณ์ประท้วง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากกลุ่มสร้างความรุนแรง จากกลุ่มที่ขโมยสินค้าไปขายต่อ การเผาศาลาว่าการเมืองลิโมช Limoges อายุ 143 ปี ฯลฯ
เราอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน การมีบทลงโทษที่สมเหตุสมผล คนกระทำผิดต้องมีบทลงโทษที่จริงจังทั้งทางแพ่งและทางอาญา ฝรั่งเศสมีกฎหมายเพียงพอ แต่มีข้อยกเว้นมากเกินไป ที่สำคัญการช่วยเหลือทางสังคม ต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบ การวัดผลของความพยายาม
อย่างไรก็ตาม ความเห็นเป็นเรื่องปัจเจก แค่อยากบอกว่ามุมที่เรามองจากหน้าต่างนอกบ้าน กับมุมที่มาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้จริงๆ มันต่างกันมาก
