ก่อนจะรักคนอื่น เราต้องรักตัวเองเสียก่อน
เพราะรักใดเล่า จะเท่ารักตัวเอง
ต้องยอมรับว่าเพลงจำนวนมากที่ได้รับความนิยมในตลาดเพลงมักจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทั้งสมหวังและผิดหวัง โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychology of Music ปี 2561 ระบุว่า ในช่วงปี 2503 – 2553 เพลงฮิตติดท็อปชาร์ตกว่า 67.3% เป็นเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความรัก ในขณะที่ 29.9% มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศและความต้องการทางเพศ
ซึ่งในปี 2565 เพลง Shinunoga E-Wa โดย ฟูจิอิ คาเสะ (Fujii Kaze) ศิลปินและนักดนตรีวัย 27 จากแดนปลาดิบนั้นได้รับความนิยมในระดับที่เรียกได้ว่าปรากฏการณ์ โดยมีการใช้แผ่นเสียงในแอปพลิเคชัน Tiktok ของเพลงนี้ถึง 4.2 แสนคลิป และปัจจุบันมียอดสตรีมมิงใน Spotify มากกว่า 600 ล้านครั้ง
เพลง Shinunoga E-Wa (ยอมตายเสียดีกว่า) หรือที่แฟนไทยเรียกว่า #ชินูโนะลูกรัก ถูกนำไปประกอบคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความคลั่งรักในเชิงชู้สาว เพราะเนื้อหาส่วนหนึ่งของเพลงระบุว่า “หากไม่มีเธอจะยอมตายเสียดีกว่า” แต่อันที่จริงเพลงนี้มีเนื้อหาของการรักตัวเอง (Self Love) เป็นใจความหลัก
จากบทความ ‘ดอกไม้ที่รักตัวเอง ศิลปะทำเพลงไวรัล และ Workin’ Hard เพื่อเป็นศิลปินระดับโลกของ Fujii Kaze’ โดย The Cloud ระบุว่า ฟูจิอิเคยถูกถามว่า คำว่า ‘คุณ/เธอ (You)’ ที่เขาเขียนลงในเพลงของเขาหมายถึงใคร ซึ่งฟูจิอิตอบว่า “คนที่ผมรักที่สุด คนที่แข็งแรงที่สุดในตัวผม เป็นคนที่ผมยึดโยงอยู่กับตัวเขา” บุคคลที่ศิลปินหนุ่มคนนี้กำลังกล่าวถึงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น ตัวตนที่สูงกว่า หรือ Higher Self ของเขานั่นเอง
Higher Self คือ เวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเรา (Best of Me) ที่ซ่อนอยู่ในมิติลึกของจิตใจ เราไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนนั้นได้โดยตรง เพราะเราไม่อาจจินตนาการได้ว่า ตัวเราในฉบับที่สมบูรณ์แบบที่สุดเป็นแบบไหน ซึ่งในทางจิตวิทยา Higher Self เป็นแนวคิดที่ช่วยให้เราพัฒนาศักยภาพต่างๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในผ่านการเข้าใจตัวเอง โดยเชื่อว่าหากเราสามารถเชื่อมต่อกับ Higher Self ที่อยู่ในตัวเราได้ ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เพราะ Higher Self จะทำหน้าที่เสมือนเข็มทิศที่นำทางให้เราไปสู่ความสุขที่แท้จริง และช่วยให้เราเติบโตและพัฒนาตัวเองจนสามารถเข้าถึงศักยภาพสูงสุด เทียบเคียงกับเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเราได้
ดังนั้นหากไม่นับ Michi Teyu Ku (Overflowing) ที่เจ้าตัวระบุว่าเป็นเพลงรักเชิงโรแมนติกเพลงแรกของเขา ทุกเพลงที่ฟูจิอิเขียนและนำเสนอออกมาจึงเป็นเพลงที่เขาตั้งใจถ่ายทอดเนื้อหาเกี่ยวกับการรักตัวเองลงไปให้คนฟังได้ตกตะกอนในใจ
ประโยคที่บอกว่าหากเสียเธอไปยอมตายดีกว่าในเพลง Shinunoga E-Wa จึงตีความได้ว่า เขายอมตายหากต้องสูญเสียตัวตนไป เพราะคนสำคัญที่เขาขาดไม่ได้ คือ ตัวเอง
ฟูจิอิเป็นศิลปินที่ให้ความสำคัญกับการรักตัวเองมาก มีครั้งหนึ่งที่เขาถามแฟนคลับว่า “รักตัวเองกันหรือเปล่า” ซึ่งแน่นอนว่าคำตอบของแฟนคลับคือ “รักฟูจิอิมากกว่า” เมื่อเขาได้ยินคำตอบเช่นนั้น เขาจึงย้ำกว่าแฟนคลับว่า “ไม่ได้ คุณต้องรักตัวเองให้มากๆ นะ”
การรักตัวเองในฉบับของฟูจิอิยังสะท้อนออกมาจากการที่เขาประกาศตัวว่า เขาเองก็เป็น Kazetarian (คาเสะทาเรียน) แฟนคลับของ ฟูจิอิ คาเสะ เช่นกัน เพราะเขารักและชื่นชมตัวเองเหมือนกับแฟนคลับทุกๆ คนที่รักและชื่นชอบในตัวเขา
บทความวิชาการเรื่อง ‘หากไม่รักตัวเอง… แล้วจะรักคนอื่นได้อย่างไร ?’ โดย ดร.จิรภัทร รวีภัทรกุล อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การรักตัวเองไม่ได้หมายถึง ‘การเห็นแก่ตัว’ หรือ ‘การตามใจตัวเอง’ ซึ่งเป็นการทำเพื่อให้เราได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่หมายถึงการยอมรับในความเป็นมนุษย์ของตนเองทั้งในด้านที่แข็งแกร่งและด้านที่อ่อนแอ หรือที่เรียกว่า การเมตตากรุณาต่อตนเอง (Self-compassion)
ในบทความนี้เราจึงหยิบเพลงของฟูจิอิมาตีความว่าการรักตัวเองในฉบับศิลปินหนุ่มลุคเซอร์ผู้ได้รับคำชื่นชมว่าทุกเพลงของเขาดีต่อใจของคนฟังเป็นแบบไหน มีเพลงไหนที่ฟังแล้วแอบนึกถึงชีวิตของตัวเองบ้าง
Garden : สวนแห่งชีวิต
人は出会い別れ (ผู้คนพบพานลาจาก)
なくしてはまた手に入れ (สูญเสียแล้วได้มาใหม่)
それでも守り続けたくて (แต่ถึงอย่างนั้นฉันยังอยากจะปกป้องต่อไป)
私のガーデン 果てるまで (จนกว่าสวนของฉันจะสูญสลายไป)
เพลง Garden (สวน) เป็นเพลงที่พูดถึงการยอมรับตัวเองและโอบรับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต โดยเปรียบเทียบกับสวนดอกไม้ที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลกับชีวิตของคนเรา
เนื้อหาในเพลงสื่อว่า แม้เราจะปรารถนาให้ดอกไม้ในสวนของเราบานสะพรั่งและงดงามอย่างเป็นนิรันดร์เพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วดอกไม้ย่อมมีวันที่เหี่ยวเฉาและร่วงโรย เช่นเดียวกับชีวิตของคนเรามีทุกข์สุขหมุนเวียนกันไป มีพบพานก็ต้องมีลาจาก
บทความจากเว็บไซต์ของ University of People กล่าวว่า คนเรามักกลัวการเปลี่ยนแปลงเพราะไม่มั่นใจในสิ่งที่ยังไม่รู้ ทำให้เราเกิดความวิตกกังวลและต่อต้านตัวเองเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพลิกผันในชีวิต ซึ่งส่งผลให้ยากที่จะยอมรับตัวเองในสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งที่เพลงนี้บอกเราทางอ้อมคือ ไม่ควรฝืนและปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง เพราะมันจะทำให้เราเป็นทุกข์ แต่จงใช้ชีวิตอย่างไม่รีบร้อนเพื่อทะนุถนอมช่วงเวลาที่มีค่า และปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปตามจังหวะของมัน
damn : นับจากนี้ไปฉันจะรักตัวเอง
愛してくこの先ずっと (จากนี้ไปฉันจะรักไปตลอด)
守ってく明日もずっと (พรุ่งนี้ก็จะดูแลไปตลอด)
I love me, and I (ฉันรักตัวเอง และฉัน)
Will keep him in the safest, fairest, happiest place, baby (จะเก็บเขาไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด ดีที่สุด และสุขใจที่สุด)
บางครั้งความรู้สึกหนักใจที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้มาจากตัวเราเอง แต่มาจากการที่เราใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัวมากเกินไป จนกลายเป็นว่ารู้ตัวอีกทีก็แบกรับทุกอย่างไว้หมดแล้ว
หมอฟรอยด์-พญ.เอฬิณา คำออน จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ประจำโรงพยาบาลแพร่ ให้ความเห็นในบทสัมภาษณ์ประเด็น ‘ทำไมบางคนถึงแคร์ทุกคนบนโลก’ โดย Urban Creature ว่า การที่เราแคร์ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมากเกินไปนั้นเกี่ยวข้องกับอาการ Cognitive Distortion (รูปแบบความคิดที่บิดเบือนจากความเป็นจริง) ซึ่งอาจมีที่มาจากประสบการณ์ที่ได้รับการตอบสนองเชิงลบจากคนอื่น จึงหลีกเลี่ยงที่จะทำบางอย่างเพราะกลัวว่าจะถูกตัดสินในแง่ร้าย และเลือกจะทำในสิ่งที่คนอื่นต้องการเพราะคาดหวังการยอมรับจากคนอื่นผ่านคำชมหรือการกระทำ เพื่อยืนยันว่าตัวเรามีคุณค่า ทั้งที่จริงๆ ทุกคนก็มีคุณค่าในตัวอยู่แล้ว
เพลง damn ของฟูจิอิจึงกำลังตะโกนบอกทุกคนว่า เรื่องบางเรื่องช่างมัน (damn) บ้างก็ได้นะ
เนื้อหาของเพลงนี้เริ่มต้นด้วยการเล่าถึงความสับสนและวุ่นวายใจ เพราะมัวแต่สนใจและยึดติดกับบางอย่างมากเกินไป พอไม่ได้รับสิ่งที่คาดหวังจากสิ่งที่ตัวเองยึดติด เช่น คนรอบข้าง ก็รู้สึกทุกข์ใจกับตัวเองจนลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงคืออะไร
เรื่องราวในเพลง damn จะไล่เรียงไปเรื่อยๆ ว่า ชีวิตของคนเราไม่ได้สมบูรณ์แบบไปเสียทุกอย่าง การคิดในแง่ลบหรือการตัดพ้อทำนอง “จะไม่มีวันพรุ่งนี้ให้ก้าวเดินต่อ” เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจ แต่ถ้าเรา ‘ช่างมัน’ บ้าง และเอาเวลาที่มัวแต่ทุกข์เพราะโลกภายนอกมารักตัวเอง เราจะนึกออกว่าความสุขที่หายไปจากใจเราหน้าตาเป็นอย่างไร
Hana : ไม่ว่าเราจะเป็นแบบไหน แต่สุดท้ายเราก็เบ่งบานอย่างงดงาม
色々な姿や形に惑わされるけど (สับสนกับรูปร่างและรูปแบบที่หลากหลาย)
いつの日か 全てがかわいく思えるさ (แต่สักวันหนึ่งทุกอย่างจะดูน่ารักเหลือเกิน)
わたしは何になろうか (ฉันจะเป็นอะไร)
どんな色がいいかな (ฉันอยากเป็นสีอะไร)
探しにいくよ 内なる花を (ฉันจะตามหาดอกไม้ในตัวฉัน)
มิวสิกวิดีโอของเพลง Hana (ดอกไม้) เริ่มต้นด้วยฉากที่ฟูจิอิลากโลงศพที่บรรจุร่างของตัวเองซึ่งประดับประดาไปด้วยดอกไม้ผ่านพื้นที่รกร้าง ก่อนจะเปลี่ยนฉากไปเป็นการขนโลงศพขึ้นหลังรถกระบะเพื่อขับออกไป โดยเนื้อเพลงเล่าถึงการออกเดินทางเพื่อค้นหาความงดงามที่เป็นนิรันดร์
ฟูจิอิอธิบายที่มาของเพลงนี้ว่าเป็นการค้นหาดอกไม้ภายในใจ และเชื่อมั่นในดอกไม้นั้น โดยกล่าวว่า “花 (Hana ; ฮานะ) แปลว่าดอกไม้ ดอกไม้เบ่งบานและเหี่ยวเฉาลงเช่นเดียวกับเรา แต่ว่ามันต้องมีดอกไม้สักดอกที่เป็นนิรันดร์ ซึ่งดอกไม้ดอกนั้นคือดอกไม้ที่อยู่ข้างในตัวเรา”
เพลง Hana จึงบอกกับคนฟังว่า ความงดงามที่เราตามหาชั่วชีวิตนั้นอยู่ภายในตัวเราเสมอ หากเราเข้าใจตัวเอง ยอมรับในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตทั้งการดำรงอยู่และการดับสูญ เราจะพบกับดอกไม้ดอกนั้นที่บานสะพรั่งอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจ ซึ่งก็คือการเชื่อมต่อตัวเราในปัจจุบันกับตัวตนที่สูงกว่าของเรานั่นเอง
Mo-Eh-Wa : จงโยนความเจ็บปวดที่ตัวเองยึดติดทิ้งไป
さあ羽根伸ばしてここから (เอาล่ะ จากจุดนี้ไปสยายปีกออกเถอะ)
とらわれてばっかだったから (เพราะคุณมัวแต่ติดแหง็กอยู่นั่น)
息つまった喜び手放す時は今 (ตอนนี้ถึงเวลาปล่อยมือจากความสุขที่มาถึงทางตันได้แล้ว)
心軽くしてこれから (ต่อแต่นี้ไปเบาใจซะเถอะ)
自由に歩いてみたいなら (หากต้องการก้าวเดินไปอย่างอิสระ)
すれ違った人だって過去だって怖くない (ไม่ต้องกลัวผู้คนที่สวนทางกันหรือแม้แต่อดีตหรอก)
บทความจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีชี้ว่า ทุกข์ส่วนใหญ่ของคนเรามักเกิดจากการยึดติด ไม่ว่าจะเป็นการยึดติดกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว กับอนาคตที่ยังไม่มาถึง หรือแม้กระทั่งสิ่งต่างๆ ในปัจจุบัน เช่น ความสัมพันธ์กับคนรัก ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือเงินทอง ซึ่งในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อชีวิตก็ยิ่งทำให้เราเกิดความยึดติดมากยิ่งขึ้น เช่น เมื่อโพสต์อะไรลงไป เราก็จะคอยจับตาดูว่ามีคนให้ความสนใจหรือไม่ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ความทุกข์และอารมณ์ลบก็จะเกิดขึ้นในจิตใจ
แต่ทุกข์จากการยึดติดไม่ใช่เรื่องใหม่ มันเกิดขึ้นมาในทุกยุคทุกสมัย คนบางคนยึดติดกับอดีตที่เลวร้าย นึกถึงมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลับมาทำร้ายใจตัวเอง หรือบางคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความเสียใจอาจจะหวนคิดถึงอดีตที่มีความสุข ไม่ยอมมูฟออน ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันผ่านไปแล้ว
“เพลงนี้เกี่ยวกับการละทิ้งภาระต่างๆ และการหลุดพ้นจากความยึดติดในชีวิต”
เพลง Mo-Eh-Wa จึงเป็นเหมือนการเตือนใจว่า หากเราต้องการอิสระจากความเจ็บปวด และอยากโบยบินตามความหวังของตัวเอง สิ่งแรกที่เราควรทำคือการปล่อยวางจากสิ่งที่ยึดติดนั่นเอง
grace : ความยินดีที่ได้พบเจอตัวเอง คือความยินดีที่เป็นสุขที่สุดแล้ว
あたしに会えて良かった (ฉันยินดีที่ได้พบตัวฉันเอง)
…
明日になればさよなら (เมื่อเริ่มวันใหม่ก็ต้องลาจาก)
ああ儚い世界だ (ช่างเป็นโลกที่ไม่จีรัง)
何があろうとも (ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)
全てあなたの grace (ทุกสิ่งล้วนเป็นความสง่างามของตัวคุณเอง)
เราอาจเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ความสุขของเราคืออะไร?” หรือ “เรามีชีวิตเพื่ออะไร?” เรามักวิ่งตามหาเหตุผลต่างๆ ให้กับชีวิต โดยอิงตามเกณฑ์และมาตรฐานจากโลกภายนอก จนมีหลายครั้งที่เราหลงทางและต้องเผชิญกับความเจ็บปวด เพราะเราเผลอวิ่งตามสิ่งที่สังคมกำหนดไว้ เช่น พยายามดิ้นรนเรียนสาขาวิชาที่ตัวเองไม่ชอบเพียงเพราะเป็นวิชาชีพที่สังคมยอมรับ
เพลง grace เป็นเพลงที่บอกกับเราว่า คำตอบที่เราตามหามาตลอดนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่ไกลเลย แต่มันอยู่ในตัวเราทุกคนตั้งแต่แรก การที่เรามักหาคำตอบไม่เจอส่วนหนึ่งก็เพราะเราให้ความสำคัญกับโลกภายนอกมากเกินไป จนหลงลืมที่จะมองย้อนกลับมาหาตัวเอง
แต่เป็นฉันเองที่ชอบเดินจากไป ในขณะที่คุณอยู่เคียงข้างฉันเสมอ
(だけど去るのはいつも私だった、あなたはいつも側にいてくれた)
นอกจากนี้ “ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นความสวยงามของเรา” ที่ฟูจิอิย้ำในเนื้อเพลงหมายความว่า เราควรยอมรับและโอบกอดด้านที่ดีและไม่ดีของตัวเองด้วยความเข้าใจ โดยไม่หวังพึ่งการยอมรับจากคนอื่น หากเราทำเช่นนั้นได้ เราจะได้พบกับความสุขและความหมายที่แท้จริงของชีวิตที่จิตวิญญาณของเราตามหา
🍃เพลงของฟูจิอิสะท้อนว่า การรักตัวเองคือการให้เกียรติและยอมรับในความเป็นมนุษย์ของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ ตลอดจนการดูแลความต้องการของตัวเอง การให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด มองเห็นคุณค่าในตัว และไม่ลืมที่จะสร้างความสุขให้กับตัวเอง
เมื่อเรารักตัวเองได้อย่างแท้จริง ความรักนั้นจะขยายออกไปยังคนรอบข้างและทุกสิ่งในชีวิตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องฝืนตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว
อ้างอิง
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
