มินิเกษียณ ‘Gap Midlife Year’ : รูปแบบการหยุดพักของช่วงวัยกลางคน เพื่อให้ครึ่งชีวิตได้ไปต่อ 

ปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุภาวะ Burn-out หรือ ภาวะหมดไฟจากการทำงาน  เป็นปัญหาสุขภาพจิตอย่างหนึ่งของโลก เหตุผลสำคัญคือภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียดเรื้อรังในการทำงาน (occupational phenomenon) ที่อาจจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ 

วลีที่บอกว่า ‘การทำงานฆ่าคนตายได้’ คงไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป หรือแม้กระทั่ง ‘ทำงานจนตาย’ ก็มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่เนืองๆ 

การเกิดขึ้นของ ‘Gap Midlife Year’ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลมากขึ้น 

Gap Midlife Year คือแนวคิดการหยุดพักจากการทำงาน หรือมีช่วงว่างสักระยะหนึ่งของกลุ่มคนวัยกลางคน หรือพูดง่ายๆ ว่าคล้ายกับการขอ ‘มินิเกษียณ’ ก่อนช่วงเวลาจริง เพราะโลกการทำงานมันโหดร้ายเหลือเกิน จนต้องได้รับการเยียวยาจิตใจด้วยการพัก 

Gap Midlife Year แตกยอดมาจาก Gap Year ในนักศึกษาจบใหม่ที่ขอมีช่วงเวลาหนึ่งสัก 1 – 2 ปี ไปผญจภัยทำสิ่งที่ต้องการ ก่อนเข้าสู่โลกการทำงานแบบเต็มตัว 

อีธาน ไนต์ (Ethan Knight) กรรมการบริหารของ Gap Year Association องค์กรไม่แสวงผลกำไรในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากวัยรุ่นต้องการช่วงเวลาว่างหลังเรียนจบเพื่อค้นหาตัวเอง กลุ่มคนวัยกลางคนก็ต้องการช่วงเวลาว่างสักระยะหนึ่งเหมือนกัน เพื่อกลับมาดูแลใจตัวเองหลังเผชิญการทำงานมาสักระยะหนึ่ง 

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ สรุปไว้ง่ายๆ คือทฤษฎี The U-Bend of Life ที่อธิบายถึงกราฟความสุขของมนุษย์ ที่มักจะออกมาเป็นรูปตัวยู ซึ่งค่าความสุขของมนุษย์จะต่ำที่สุดในช่วงวัยทำงาน 

ก่อนหน้านี้ 30 ปีที่แล้ว Gap Midlife Year ถูกจุดกระแสในกลุ่มคนวัย 40 ปีขึ้นไป หรือกลุ่มที่เป็นเจ้าของธุรกิจ โดยสอดคล้องกับการแก้ปัญหา Midlife Crisis หรือวิกฤตวัยกลางคน ที่คนวัย 40 ขึ้นไปรู้สึกกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วง 10 ปีให้หลังมานี้ ปัญหาเกี่ยวกับศักยภาพคนทำงานถูกพูดถึงมากกว่าอดีต ขนาด WHO ยังบรรจุอาการหมดไฟเป็นภาวะที่ทั่วโลกพึงระวัง กลุ่มคนวัยทำงานที่อายุไม่ถึง 40 ปีก็เริ่มมองหาการหยุดพักของตัวเองบ้างแล้ว 

แอมเบอร์ เจ อดัม (Amber J. Adams) ในวัย 34 ปี ตัดสินใจลาออกจากบริษัทดังในนิวอยร์กที่กำลังไปได้สวย เธอใช้เวลา 7 เดือนไปกับการเที่ยวในอเมริกาใต้ ดื่มไวน์ในอาร์เจนตินา ใช้เวลาพักผ่อนอย่างช้าๆ ในโปรตุเกส เธอบันทึกการเดินทางลงเว็บไซต์ Workaway ว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ไม่ต้องมานั่งกังวลกับการเช็กอีเมล ประชุมข้ามวันข้ามคืน กินข้าวผิดเวลา 

เธอกล่าวว่า การพักนี้ทำให้เธอมีเวลาเพื่อไตร่ตรองถึงสิ่งที่ต้องการสำหรับชีวิตของตัวเธอเอง ขจัดความเครียดที่สะสมมานาน เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งการชาร์จแบตตัวเอง

บทความเรื่อง ความสุขในวงจรชีวิตและแหล่งที่มา: จุดตัดของจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และประชากรศาสตร์ ที่เผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ sciencedirect บอกว่า การหาช่วงเวลา Gap Midlife Year ให้ตัวเองในกลุ่มคนวัยทำงาน มีข้อดีนอกจากจะขจัดความเครียด ลดภาวะหมดไฟ ยังช่วยสร้างเสริมพลังงานดีๆ ให้แก่ตัวเอง สร้างความกระตือรือร้นให้กับชีวิตหลังจากนี้อีกด้วย 

หลายๆ บทความถึงขนาดเขียนแนะนำว่า ถ้าคุณรู้สึกว่าการทำงานของคุณมันมืดมนเหลือเกิน ฟ้าหม่นไร้สายรุ้งทอประกายก็ลองยื่นใบออกดูสักครั้ง เพราะถ้าหากปล่อยให้ใจชำรุดจนเกินเยียวยาอาจจะส่งผลเสียต่อส่วนอื่นๆ เพราะถ้ารอให้งานน้อยแล้วค่อยกลับมาดูแลตัวเอง คงเกิดคำถามว่าแล้วเมื่อไรงานจะน้อย สู้ลาออกไปเลยดีกว่า!

อย่ารู้สึกผิดที่ลาออกจากงาน…

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วกำลังก่นด่าว่า ก็ใช่นะสิ แนะนำว่า ‘ลาออก’ มันเขียนง่าย แต่ความเป็นจริงมันทำยาก ไหนจะค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ส่งให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด 

(สาบานด้วยตัวผู้เขียนเอง) ไม่มีมนุษย์คนไหนอยากทำงาน แต่ภาระที่มีล้วนผลักดันทั้งสิ้น 

อย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า รูปแบบการ Gap Midlife Year บูมในช่วงแรกๆ จากกลุ่มคนเจ้าของธุรกิจ เพราะการหยุดพักของกลุ่มเหล่านี้ คือ การหยุดพักจากงาน แต่เงินเขายังหมุนสะพัดให้หยิบใช้สอยได้ง่ายๆ แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนอาจจะต้องคิดหนัก 

งานศึกษาของ Third Sector New England, Inc. (TSNE) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ สรุปข้อดีข้อเสียของการ Gap Midlife Year สั้นๆ  3 ข้อ หนึ่ง – พลาดโอกาสเลื่อนตำแหน่ง สอง – มีค่าใช้จ่ายโดยปราศจากรายรับ และสุดท้ายอาจจะทำให้ Feeling lost หรือแปลในบริบทภาษาไทยคือ รู้สึกว่าตัวเองเป็นไอขี้แพ้ มองเพื่อนๆ หรือคนรอบตัวเจริญในหน้าที่การงาน 

แต่ถึงอย่างนั้น หากมีข้อเสีย ก็ล้วนย่อมมีข้อดี คือ โอกาสในการเติบโต ซึ่งด้านนี้ถูกอธิบายในบริบทที่เป็นการหยุดงานเพื่ออัปสกิลตัวเอง หรืออัปสกิลในสายงานอาชีพ และที่สำคัญที่สุด คือ เมื่อสภาวะจิตใจดีขึ้น สิ่งอื่นๆ ก็จะดีตามมา 

งานศึกษาของ The Sabbatical Project องค์กรเพื่อคนทำงานจากหลายๆ ประเทศแนะนำว่า การเตรียมพร้อมในการ Gap Midlife Year สำคัญมาก โดยเริ่มต้นอาจจะเป็นการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า หยุดนานแค่ไหน หยุดเพื่ออะไร เป็นการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลต่อความมั่นใจของเราเองว่า สิ่งที่ทำอยู่ไม่ใช่เรื่องไม่ดี รวมถึงอาจจะสามารถตอบคำถาม HR เมื่อยื่นเรซูเม่ไปที่บริษัทใหม่แล้วโดนยิงคำถามว่า ทำไมว่างงานนานจัง? ได้แบบสมเหตุสมผล 

นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำด้วยว่า ก่อนตัดสินใจทำ Gap Midlife Year อาจจะเตรียมตัวด้านการเงินให้พร้อม เช่น เก็บเงินเพิ่มทุกเดือน ลดค่าใช้จ่ายต่างๆ อย่างเช่น การลดการสมัครใช้บริการสตรีมมิ่ง หรือสมาชิกยิมที่ไม่ได้ใช้ หลีกเลี่ยงหนี้โดยเฉพาะหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น ยอดบัตรเครดิต

หรือถ้าใครอยากออกจากงาน Gap Midlife Year แล้วกลับมาทำงานในบริษัทเดิมอาจจะมีการพูดคุยกับบริษัท หรือหัวหน้าในกรณีนี้ เพราะบางที่มีนโยบายลางานหลายเดือนโดยไม่รับเงินเดือน (Leave without Pay) 

หรือถ้าใครยังกังวลกับค่าใช้จ่าย จริงๆ กรรมการบริหารของ Gap Year Association แนะนำว่า อาจจะไม่ต้องถึงกับ Gap Midlife Year แต่ย่นระยะเวลาเป็นแค่ Gap Time ช่วงสั้นๆ อาจจะเป็นช่วงลาออกจากที่ทำงานเดิม แล้วรอที่ทำงานใหม่ ใช้เวลาช่วงนี้ฟื้นฟูตัวเอง 

สุดท้ายแล้วทุกๆ งานวิจัย หรือการศึกษาเรื่อง Gap Midlife Year ต่างสรุปเป็นข้อเดียวกันในตอนท้ายว่า ในยุคที่มนุษย์มีทัวร์อวกาศไปดวงจันทร์ การ Gap Midlife Year มีความคุ้มค่าที่จะเสี่ยง เพราะการบาลานซ์ชีวิตโดยการให้ความสำคัญกับสุขภาพใจ และร่างกาย มากกว่า ‘งาน’ ทำถูกต้องแล้ว 

บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ใครลาออกจากงาน แต่ถ้าคิดว่าไม่ไหวกับโลกของมนุษย์เงินเดือน ก็ขอเสนอทางเลือกสร้าง Gap ของตัวเอง ไม่ถึงขั้นต้องไปเที่ยวรอบโลก แต่หาเวลาว่างให้ตัวเอง กินกาแฟร้านโปรด สะสางซีรีย์ที่ดองไว้ แค่ถอยออกมาตั้งหลักใหม่ อย่าให้งานฆ่าเรา และจงอย่ารู้สึกผิดที่จะว่างงาน (บางครั้งการว่างงานก็มีข้อดีอย่างที่คาดไม่ถึง เหมือนกับที่หลายๆ ทฤษฎีสรุปไว้ว่า การเปลี่ยนงานสามารถอัพเงินเดือนขึ้นอย่างน้อยๆ 20 – 30%) 

เหมือนเนื้อเพลงที่พี่ติ๊ก ชีโร่ ที่ไม่ได้ร้องไว้ ‘หวั่นใจชำรุด มนุษย์เงินเดือน’ 

อ้างอิง

thematter.co

petcharavejhospital.com

Why a mid-life gap year is a good idea

A Guide To Taking A Gap Year Or Gap Time In Midlife

thesabbaticalproject.org

tsne.org

Taking a Year Off Work: How To Take a Gap Year

sciencedirect