*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์สารคดี Gayby Baby ครอบครัวของฉัน*
“คู่รักเพศเดียวกันไม่มีทางมีทักษะทั้งความเป็นพ่อและความเป็นแม่พร้อมๆ กันได้”
“แล้วใครจะพาลูกชายไปดูฟุตบอล”
“…มันเป็นกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เด็กจะมีชีวิตที่ดีถ้าอยู่กับพ่อและแม่แท้ๆ ”
บ่อยครั้งเมื่อมีคนพูดถึงครอบครัวของคู่รักเพศเดียวกัน จะมีความคิดเห็นแฝงอคติมากมายที่อ้างว่าเป็นห่วงเด็กในครอบครัวนั้นๆ เกิดขึ้น พร้อมถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงภายใต้ประเด็นที่ว่าครอบครัวที่แท้จริงต้องมีลักษณะอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มาจากพวกผู้ใหญ่ที่คิดแทนเด็กๆ โดยไม่คิดจะรับฟังหรือถามเด็กๆ ว่ารู้สึกอย่างไร
Gayby Baby ครอบครัวของฉัน สารคดีที่พาไปสำรวจความคิดของ กัส, เอโบนี่, แกรห์ม และแม็ตธิว เด็กหญิงชายวัย 11-12 ปี ชาวออสเตรเลีย จากครอบครัว 4 ครอบครัวที่มีจุดร่วมก็คือ มีพ่อ 2 คน หรือไม่ก็มีแม่ 2 คน ผ่านเรื่องราวในชีวิตของพวกเขาในวันที่สังคมยังคงถกเถียงเรื่องคุณสมบัติของครอบครัวที่ถูกต้องไม่รู้จบ
Gayby (n.) ลูกของครอบครัวที่พ่อแม่เพศเดียวกัน เป็นการผสมคำระหว่างคำว่า Gay (เกย์) และ Baby (เด็ก)
ผู้ชายต้องเป็นแบบไหน แต่งหน้าไม่ได้ใช่หรือเปล่า?
“ผมกำลังโต ใครๆ ก็บอกว่าผู้ชายต้องแกร่งต้องล่ำ แต่ผมเองก็ไม่รู้ว่าความเป็นชายคืออะไรกันแน่”
กัสเป็นเด็กผู้ชายที่เติบโตภายในครอบครัวที่มีแม่สองคน โดยการเกิดของเขาและน้องสาว มาจาก ‘การได้รับบริจาคสเปิร์ม (Sperm Donation)’ จากธนาคารอสุจิที่มีคนมาบริจาคไว้ให้สำหรับคู่รักที่มีปัญหาในการมีบุตร
แม้จะเป็นเด็กผู้ชาย แต่เวลาแม่พากัสไปเลือกซื้อชุดชั้นในด้วย กัสก็ไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนและยินดีที่จะช่วยแม่ตัดสินใจในการเลือก ยิ่งไปกว่านั้น กัสไม่เคยรู้สึกแปลกประหลาดถ้าจะหยิบลิปสติกสีแดงสดขึ้นมาทาที่ปาก แต่คนที่ทำให้กัสรู้สึกตกใจและไม่สบายใจ กลับเป็นพนักงานหญิงที่วิ่งเขามาบอกกัสว่า “ห้ามเล่นกับลิปสติก” กัสจึงรับเอาสำลีทำความสะอาดมาเช็ดปากก่อนจะเดินกลับไปหาแม่
กัสเคยเป็นเด็กที่ชอบเล่นตุ๊กตา ชอบเล่นกับเสื้อผ้า แต่พอโตขึ้นความสนใจของกัสค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นมวยปล้ำ เขาจำชื่อนักมวยปล้ำได้ทุกคน แถมยังสอนให้น้องสาวท่องชื่อนักมวยปล้ำอีกด้วย
สำหรับกัส นักมวยปล้ำเท่ แข็งแกร่ง เพราะแต่ละคนล้วนตัวโต กล้ามแน่น แรงก็เยอะ แต่สำหรับแม่ของกัส นักมวยปล้ำคือ ‘ชายแท้’ ที่เป็นพวกเหยียดผู้หญิง (Misogynist)

กัสรู้สึกสับสนว่าการเป็นผู้ชายต้องเป็นยังไง? ทำไมมีคนมาห้ามไม่ให้เขาแต่งหน้า? ทำไมแม่ไม่อยากให้ชอบมวยปล้ำ? ซึ่งแม่ของกัสก็ตอบกับเขาอย่างจริงจังว่า หากกัสชอบมวยปล้ำเพราะชอบกิจกรรมนี้ แม่จะไม่ห้ามอะไร แต่ถ้าชอบเพียงเพราะคิดว่าความเป็นชายต้องเป็นแบบนั้น แม่ไม่อยากให้ชอบ
“…วิธีที่เขาแหย่ให้ผมเลิกชอบมวยปล้ำ ผมไม่อยากให้เขาเปลี่ยน ผมก็คิดว่าคงน่าเบื่อมากถ้าทุกคนในโลกคิดเหมือนกัน และคงเจ๋งสุดๆ ถ้าทุกคนมีความคิดเรื่องต่างๆ เป็นของตัวเอง” — กัส
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่ากัสจะไม่ได้ตอบอย่างเต็มปากเต็มคำว่าชอบมวยปล้ำเพราะอะไร แต่การที่แม่ยอมใส่หน้ากากมวยปล้ำ ซื้อบัตรเข้าชมเพื่อพากัสเข้าไปดูถึงสถานที่จริง ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแม้ว่าแม่จะเป็นผู้หญิง ไม่ได้หมายความว่าเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบมวยปล้ำจะอดไปดูนักกีฬาที่ตัวเองชื่นชอบเพราะไม่มี ‘พ่อ’ พาไป
และกัสเองก็คงไม่ได้ชอบมวยปล้ำเพราะสอดคล้องกับความเป็นชายของสังคม เพราะเมื่อมีเทศกาลมาร์ดิกราส์ ซิดนีย์ ที่มีขบวนพาเหรดเกย์และเลสเบี้ยน กัสก็สวมหน้ากากมวยปล้ำไปร่วมเดินขบวนกับแม่ๆ ทั้งสองของเขาอย่างเต็มใจ
ครอบครัวของเราไม่เหมือนใครแถวๆ บ้านเลย
“เราไม่เหมือนคนอื่น เรามันผิดปกติ ในหัวหนูมีแต่คำนี้”
เอโบนี่เป็นเด็กผู้หญิงที่มีสไตล์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเธอได้รับอิทธิพลมาจาก 1 ในแม่ๆ ของเธอ แม้ว่าครอบครัวของเอโบนี่จะไม่ได้มีกำลังทรัพย์มากนัก แถมน้องของเธอก็ป่วยเป็นลมชักจนต้องหาหมอเป็นประจำ แต่ที่บ้านก็พยายามผลักดันให้เอโบนี่ได้เรียนร้องเพลงเพื่อสักวันหนึ่งจะได้ใช้ความสามารถนี้ในการสอบเข้าโรงเรียนในเมืองที่อยู่ห่างไกลจากบ้าน
ซึ่งเอโบนี่ก็อยากไปเรียนในเมืองเช่นกัน แต่เหตุผลของเธอไม่ใช่แค่การแสวงหาโอกาสด้านการศึกษาเท่านั้น แต่เป็นการ ‘แสวงหาการยอมรับจากสังคม’ ในเรื่องที่เธอมีแม่สองคน เพราะเมื่อไหร่ที่เธอเอ่ยปากเล่าว่าแม่ของเธอเป็น ‘เกย์ (Gay)’ ปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายมอบให้เธอมีแต่คำว่า “ฮะ อะไรนะ?”
ปฏิกิริยานี้อาจไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเอโบนี่ เพราะพอเธอมองไปรอบๆ บ้าน ก็เจอแต่ครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อและแม่ ไม่มีใครแถวนี้สักคนที่มีแม่สองคนเหมือนกันเธอ เอโบนี่จึงไม่อยากจะบอกเรื่องนี้กับใครสักเท่าไหร่

แต่ด้วยความรัก ความผูกพันในครอบครัว และความพยายามของแม่ทั้งสองที่อยากให้เอโบนี่มีความสุข มีอนาคตที่ดี ไม่ว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือลำบากแค่ไหนก็ตาม เอโบนี่จึงค่อยๆ ตกตะกอนความคิดของตัวเองได้ว่า เธอรักครอบครัวของเธอ ต่อให้ไม่ได้เป็นนักร้องในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ต่อให้จะอยู่เมืองนี้ต่อไปเธอก็ไม่มีปัญหา และเธอจะไม่สนใจอีกแล้วว่าใครจะคิดยังไงกับแม่ทั้งสองคนของเธอ
เพราะหากใครมีปัญหา เอโบนี่จะไม่ให้ค่ากับคนพวกนั้น
“ทุกคนก็ล้วนเติบโตมาไม่เหมือนกัน คนที่เลี้ยงดูเราแล้วทำให้เราเป็นเราอย่างทุกวันนี้คือครอบครัวของเรา” — เอโบนี่
โกหกบ้างคงไม่เป็นไร เพราะการโกหกมีทั้งดีและไม่ดี
แกรห์มเป็นเด็กผู้ชายที่ถูกพ่อเคี่ยวเข็ญให้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งแกรห์มก็พยายามมาโดยตลอดแม้ว่าจะมีหลายๆ ครั้งที่เขาอ่านไม่ออกและอาศัยการเดาคำก็ตาม เพราะพ่อบอกเขาว่า ถ้าอ่านไม่ได้ โตไปก็จะต้องไปอยู่ข้างถนน
“คงไม่เป็นไรถ้าผมจะโกหกใครๆ เรื่องมีพ่อสองคน บางครั้งการโกหกก็เป็นเรื่องที่ดี” — แกรห์ม
ครอบครัวของแกรห์มตัดสินใจย้ายไปอาศัยที่ฟิจิ (Fiji) ซึ่งสำหรับแกรห์ม นี่ไม่ใช่การย้ายบ้านครั้งแรก เพราะก่อนหน้าที่เขาจะถูกพ่อทั้งสองรับเลี้ยง เขาเคยอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีพ่อและแม่จริงๆ ของเขา
ซึ่งการย้ายบ้าน แปลว่าต้องย้ายโรงเรียน ครอบครัวของแกรห์มจึงต้องตกลงกันว่าจะบอกยังไงเรื่องที่ครอบครัวของพวกเขามีพ่อสองคน ซึ่งแกรห์มก็เสนอว่าให้บอกโรงเรียนไปว่าพ่ออีกคนเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งพ่อๆ ของแกรห์มก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะพวกเขาคิดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นเรื่องที่เข้าใจยากในวัฒนธรรมนี้ ให้ปิดเรื่องนี้เป็นความลับไว้ หากโดนถามให้ตอบไปว่าเป็นเพื่อนของพ่อหรือไม่ก็เป็นพี่เลี้ยง

แต่ปัญหาเรื่องการอ่านของแกรห์มเป็นอุปสรรคที่เห็นได้ชัดในการเรียนหนังสือ 1 ในพ่อของแกรห์มจึงเข้าไปพบกับครูประจำชั้นเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยอธิบายว่าแกรห์มเพิ่งพูดได้ตอน 7 ขวบ และเล่าว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นครอบครัวที่มีพ่อ 2 คน และแกรห์มเป็นลูกบุญธรรมที่พวกเขารับมาเลี้ยงตอนแกรห์มอายุ 5 ขวบ
เมื่อทราบว่าแกรห์มเป็นลูกบุญธรรม ครูประจำชั้นจึงเข้าใจได้ว่าทำไมพัฒนาการของแกรห์มไม่เท่าเพื่อนๆ คนอื่น ครูจึงรับปากว่าจะเก็บเรื่องครอบครัวของแกรห์มเป็นความลับและจะแวะเข้าไปบ้านของแกรห์มเพื่อสอนพิเศษให้ เพราะเขาเป็นเด็กคนหนึ่งที่สำคัญทั้งสำหรับตัวครูเองและสำหรับคุณพ่อทั้งสอง
ความพยายามทั้งจากครู จากพ่อทั้งสอง และจากตัวแกรห์มเอง จึงทำให้เขาเขียนและอ่านคล่องยิ่งขึ้น จนสามารถออกไปพูดเรื่องราวตัวเองได้อย่างคล่องปากที่หน้าชั้นเรียนจนเพื่อนๆ พากับปรบมือ
การมีพ่อ 2 คนจึงไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีอย่างที่คนอื่นเข้าใจกัน เพราะพ่อทั้งสองทำให้แกรห์มพูดได้ ทำให้แกรห์มอ่านได้ และทำให้แกรห์มสามารถเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองให้เพื่อนร่วมชั้นประทับใจได้
พระเจ้าสร้างเราให้เป็นเรา แล้วทำไมคนรักเพศเดียวกันจึงเป็นบาป?
“สวัสดีครับ ผมชื่อแม็ตธิว อายุ 12 ปี ผมมีแม่ 2 คน และผมก็ภูมิใจครับ”
แม็ตธิวเคยมีครอบครัวที่ประกอบไปด้วยพ่อและแม่ แต่เพราะพ่อแม่มักทะเลาะกันบ่อยครั้ง ทั้งสองจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ แม็ตธิวจึงได้ไปอยู่กับแม่ซึ่งมีคนรักใหม่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ครอบครัวของแม็ตธิวในตอนนี้จึงประกอบด้วยแม่ 2 คน
แม็ตธิวก็เหมือนเด็กผู้ชายในวัยเดียวกันที่ชอบเล่นฟุตบอล แต่ถ้าจะไปเล่นวันอาทิตย์ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะแม่บอกว่าเขาโตแล้ว จะต้องนึกถึงคนอื่นบ้างว่าเขาว่างหรือเปล่า ซึ่งวันอาทิตย์ของทุกสัปดาห์แม่ของแม็ตธิวจะไม่ว่างเพราะต้องไปโบสถ์
แม่ผู้ให้กำเนิดของแม็ตธิวศรัทธาในพระเจ้าเป็นอย่างมาก ไปโบสถ์ไม่เคยขาด แต่สำหรับแม็ตธิว เขาไม่มีเสี้ยวความคิดอะไรเลยที่รู้สึกศรัทธาในรูปแบบเดียวกับแม่ของเขา เพราะคนที่โบสถ์บอกว่าแม่ของเขาเป็นคนบาป เพียงเพราะแม่ของเขามีคนรักเป็นผู้หญิง

“คนที่โบสถ์บอกว่าพระเจ้าสร้างผู้ชายมาคู่ผู้หญิง จะได้ผลิตคนรุ่นต่อไป โดยส่วนตัวผมคิดว่าพระเจ้าสร้างทุกคนให้เป็นอย่างที่เขาเป็น” — แม็ตธิว
แม็ตธิวรู้สึกว่าเขาได้รับความรัก ได้รับการดูแลจากแม่อีกคนของเขาเป็นอย่างดี เขาจึงไม่คิดว่าเรื่องนี้ผิดปกติแบบที่คนที่โบสถ์หรือคนในสังคมพูดคุยกัน พอแม่ทั้งสองจะได้ไปดินเนอร์กับนายกรัฐมนตรีเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสมรสเท่าเทียม เขาจึงยินดีที่จะไปด้วย โดยไม่ได้กังวลอะไรมากนักหากจะต้องเจอกับพวกเหยียดเพศในอนาคต
1 ในข้อความที่แม็ตธิวเขียนลงจดหมายที่จะมอบให้กับนายกฯ จึงมีข้อความที่กล่าวว่า “เรามีแม่สองคนที่รัก และพ่อที่รัก พวกเขาสอนให้เรายอมรับผู้อื่นไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร และให้ยืนหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ” เพื่อยืนยันว่ามันเป็นสิ่งที่เขาคิดจริงๆ
ซึ่งแม็ตธิวคิดว่าบางครั้งเด็กก็มีความคิดที่ดีกว่าผู้ใหญ่ เพราะเรื่องอย่างคนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้หรือไม่ หรือครอบครัวจะต้องเป็นแบบไหน เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอามาถกเถียงกันเสียด้วยซ้ำ
ความคิดของแม็ตธิวและเรื่องราวของเด็กๆ อีก 3 คนจึงเป็นเสียงสะท้อนจากเด็กๆ ที่เติบโตมาในบ้านที่ไม่ได้มีทั้งพ่อและแม่ตามขนบของสังคมว่า ผู้ใหญ่ไม่ควรตัดสินแทนเด็กๆ ว่าครอบครัวแบบไหนคือครอบครัวที่ดีที่ถูกต้อง ไม่ควรคิดแทนเด็กๆ ว่าพวกเขาจะไม่มีความสุขหรือไม่ได้รับความรักที่เพียงพอ
และพวกเขารักครอบครัวของพวกเขามาก ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม

