“ความรุนแรงมันควรอยู่แค่สนามรบ”  ‘นิลุบล พงษ์พยอม’ โครงการนายจ้างสีขาว นายจ้างที่ขยับมาขับเคลื่อนสิทธิแรงงานข้ามชาติ เมื่อสงครามสร้างความเสียหายนอกสนามรบ

“นายจ้างสีขาว หมายถึง นายจ้างที่ทำตามกฎหมาย”

คำตอบจาก ‘เปิ้ล-นิลุบล พงษ์พยอม’ ผู้ก่อตั้งโครงการนายจ้างสีขาว เมื่อเราตั้งคำถามว่า นายจ้างสีขาวแปลว่าอะไร?

โครงการนายจ้างสีขาว (Group of Entrepreneurs with Foreign Workers) คือกลุ่มนายจ้างผู้ใช้แรงงานข้ามชาติ ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อนายจ้างเรื่องการคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน ช่วยดำเนินการเรื่องการจดทะเบียน ไปจนถึงการผลักดันนโยบายเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติให้สร้างความเป็นธรรมต่อแรงงานและนายจ้างมากยิ่งขึ้น

“เราทำกลุ่มตรงนี้เกิดขึ้นมาเพื่อรวมนายจ้างทั้งหมดที่มีปัญหา เข้ามาเรียนรู้เรื่องของการขึ้นทะเบียน การต่อทะเบียน มีเรื่องของปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องของสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับแรงงาน”

เปิ้ลเล่าว่าเธอเองก็เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของธุรกิจรายย่อยที่จ้างงานแรงงานข้ามชาติ เธอพบว่าการดำเนินการเกี่ยวกับแรงงานที่เธอดูแลมักจะเจอปัญหา เช่น ภาษากฎหมายในเอกสารราชการที่ทำให้นายจ้างหลายคนไม่เข้าใจว่าแปลว่าอะไร ขั้นตอนที่ยุ่งยากเกินความจำเป็น ที่สำคัญคือการคอร์รัปชันในหมู่เจ้าหน้าที่ราชการ ซึ่งทำให้นายจ้างและแรงงานต้องเสียเงินและเวลาเกินกว่าเหตุ

เปิ้ลเสริมอีกว่า แม้จะมีระบบ ‘e-WorkPermit’ ลงทะเบียนแรงงานข้ามชาติออนไลน์ ให้บริการ 24 ชั่วโมง ที่เพิ่งเปิดให้ใช้งานในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เธอกลับพบว่าระบบนี้ก็สร้างความยากลำบากให้ทั้งนายจ้างและแรงงานพอสมควร ทั้งการใช้ภาษาที่สับซ้อน ใช้งานยาก รวมถึงพบว่ากว่าจะได้อนุมัติต้องรอเป็นเดือน ซึ่งในมุมมองของเปิ้ลแค่หลักวันก็ถือว่ามากพอแล้ว เท่ากับว่าตอนนี้มีหลายช่องทางที่ให้แรงงานได้ลงทะเบียนแต่ยังไม่ถือว่ามีประสิทธิภาพทั้งหมด

ในเพจเฟสบุ๊กของโครงการนายจ้างสีขาวจึงพยายามประชาสัมพันธ์ข้อมูลสำคัญเรื่องเอกสารของแรงงานข้ามชาติ การดำเนินการทางกฎหมาย รวมถึงแปลภาษากฎหมายให้นายจ้างเข้าใจได้ในบรรทัดสั้นๆ มีทั้งในรูปแบบคลิปและอินโฟกราฟิก สื่อสารออกมาเพื่อให้นายจ้างเข้าใจไปด้วยกัน

“เราก็ทำเรื่องแปลเอกสารสำคัญมาเรื่อยๆ ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก แรกๆ สร้างเป็นกลุ่มไลน์มีคนเข้ามา 500 เต็ม เราเปิดเป็น 1,000 ก็เต็มภายในระยะเวลาที่มันรวดเร็วมาก ไม่ถึงเดือน ช่วงนั้นมันมีโอเพ่นแชท (OpenChat)ขึ้นมาพอดี ก็เปิดเป็นห้อง 5,000 คน”

80% ของนายจ้างที่เข้าร่วมโครงการเป็นรายจ้างรายย่อย กลุ่มก้อนทำงานเล็กๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พวกเขาเองก็ต้องการที่จะจ้างงานแรงงานอย่างถูกกฎหมาย แต่เปิ้ลตั้งคำถามว่า กว่าจะทำให้ถูกกฎหมายได้ ทำไมมันถึงยุ่งยากเกินกว่านายจ้างจะรับมือไหว

“ยกตัวอย่างเช่น อธิบดีกรมการจัดหางานไปขอให้มีการแจ้งเข้าแจ้งออก เปลี่ยนนายจ้างในลักษณะที่ไม่เสรี เหมือนเปลี่ยนต้องมีใครตายกันไปข้างหนึ่ง ต้องมีนายจ้างผิดหรือลูกจ้างผิด มันก็ทำให้คนหลุดระบบได้ ทำให้เกิดช่องว่างที่ทำให้แรงงานกลายเป็นคนเถื่อน แล้วถ้าจะแก้ไขก็ต้องไปขอเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็จะมาใช้ดุลพินิจ แต่คำว่าดุลพินิจมันก็อาจจะมีราคา”

นี่คือหนึ่งในปัญหาที่นายจ้างแรงงานข้ามชาติต้องพบเจอ 8 ปีมานี้เปิ้ลบอกว่าการทำงานเรื่องลูกจ้างงานต่างชาติทำให้เธอต้องทำเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชันไปด้วย จนคนภายนอกมองว่าโครงการนายจ้างสีขาวเป็นหนึ่งในองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันไปแล้ว

อีกอุปสรรคหนึ่งที่สร้างผลกระทบต่อกลุ่มแรงงานและนายจ้างในต่อนี้ คือสถานการณ์สงครามไทย-กัมพูชา กระแสความเกลียดชังและความไม่มั่นคง ส่งผลให้แรงงานหลายคนโดนทำร้าย

ความรุนแรงควรอยู่แค่ในสนามรบ

“ช่วงสงครามแรกๆ มีนายจ้างในกลุ่มนายจ้างสีขาวโพสต์ขึ้นมาว่าแรงงานของเขาอยู่ในข่าว โดนกระทืบอยู่กลางถนน กลางดึกคืนนั้นเราก็ไม่ได้นอน ก่อนที่เราจะรู้เรื่องนี้เราก็พยายามจะบอกทุกคนไปว่า ใครที่มีแรงงานข้ามชาติไม่ว่าสัญชาติไหนให้รีบกลับบ้าน ดูแลน้องๆ ให้อยู่ในสถานประกอบการ แล้วก็พยายามอย่าให้ออกไปตอนกลางคืนเพราะว่ามีความเสี่ยง”

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศส่งผลมาถึงคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ใครจะไปรู้ว่าเดินอยู่ดีๆ ก็โดนทำร้ายเพียงเพราะตัวเองเป็น ‘ประชากรข้ามชาติ’

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้นายจ้างต้องระวังทั้งตัวเองและลูกจ้างเป็นพิเศษ ถึงแม้จะไม่ใช่แรงงานจากกัมพูชาก็ต้องระวังด้วยเช่นกัน เพราะกระแสความเกลียดชังประชากรต่างชาติก่อตัวขึ้นจนไม่แยกแยะว่าใครเป็นใครแล้ว เปิ้ลบอกว่าจริงๆ คนไทยกับประชากรข้ามชาติก็มีความคล้ายกันด้วยซ้ำ ความเกลียดชังแบบนี้ท้ายที่สุดจะวนมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง

“ตอนนั้นเราคุยกับน้องว่า ถ้าเรามีใบอนุญาตทำงานถูกต้อง ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องใดๆ แล้วก็ใช้ชีวิตให้มันปกติ ทำงานไปแล้วก็พยายามอย่าลงสื่อยั่วยุหรือด่ากันไปมา”

ที่ต้องเตือนกันแบบนี้เปิ้ลบอกว่าก็เพื่อความปลอดภัยของตัวแรงงานเองและอยากให้พวกเขามีภาพลักษณ์ที่ดีอีกด้วย แต่เปิ้ลเองก็เสียดายที่คอนเทนต์ที่ให้เกียรติกันกลับไม่ถูกดันหรือมียอดชมถล่มทลายเหมือนคอนเทนต์ที่ด่าทอหรือบูลลี่กัน

นอกจากจะแจ้งนายจ้างให้ระมัดระวังลูกจ้างแล้ว เธอยังออกหนังสือประณามหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ดำเนินการจัดการเรื่องกระแสความเกลียดชัง เนื่องจากความรุนแรงคืบคลานมาสู่หน้าบ้านแทนที่จะอยู่แค่ในสนามรบ

“เรื่องของความรุนแรงมันควรอยู่ที่สนามรบ ถ้าคุณกระหายในเรื่องนี้หรือคุณจะปลุกระดม ช่วยไปรบอยู่ในสถานที่รบดีกว่า”

อีกด้านหนึ่งของสังคมก็พูดขึ้นมาว่า ในสถานการณ์แบบนี้ คนไทยควรจ้างงานคนไทยด้วยกันเองมากกว่าจะเอารายได้ไปให้แรงงานข้ามชาติ ในมุมมองของเปิ้ลนี่เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

พร้อมแค่ไหนกับการไม่จ้างแรงงานข้ามชาติ

ตัวเลขจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวระบุว่า ในปี 2568 มีแรงงานข้ามชาติทำงานอยู่ในประเทศไทยทั้ง 3.9 ล้านคน กลุ่มแรงงานจากเมียนมาคือกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุดในไทย อยู่ที่ 2.9 ล้านคน รองลงมาคือกัมพูชา 4 แสนคน

เรามีความมีความพร้อมแค่ไหนที่จะไล่พวกเขากลับไปและเอาคนไทยมาทำงานแทน?

เปิ้ลบอกว่าจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้แรงงานกัมพูชาออกจากประเทศมากถึง 5 แสนราย ที่สำคัญแรงงานกลุ่มนี้หาทดแทนได้ยากเพราะ ‘ทักษะ’ แรงงานเหล่านี้สะสมกันมานาน

“การบอกว่าเอาตัวแทนแรงงานไทยที่เก็บเบอร์รี่จากต่างประเทศมาทำ มันก็ไม่มีทางเพียงพอ แล้วมันไม่ได้ตอบโจทย์ของแรงงานที่กลุ่ม 3D (งานยาก งานลำบาก งานสกปรก) เราเข้าใจว่าคนไทยก็ไม่ควรได้แค่ค่าแรงต่ำหรอก แต่ว่าคนไทยมีทักษะไหม ก็ไม่ได้มี ต้องถามภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนด้วยว่าถ้าจะเอาแบบนี้ จะตอบโจทย์งานเขาไหม”

เปิ้ลเล่าว่าแรงงานภาคการเกษตรหายไปเยอะพอสมควร ยกตัวอย่างทักษะการเก็บลำไย ซึ่งเป็นอาชีพที่แรงงานกัมพูชาทำมานาน ทำให้พวกเขารู้ว่าต้องเก็บยังไงให้กิ่งไม่หัก ไม่ทำให้ลำไยเสียหาย รู้วิธีการแคะเม็ดลำไย ทุกกระบวนการจะทำในเวลาที่จำกัด ซึ่งมันเป็นทักษะที่มาจากการสั่งสมประสบการณ์มานาน

“อุปสงค์และอุปทานมันมีความเท่ากันอยู่แล้ว เขาก็ต้องการมา เราก็ต้องการคน แต่ถามว่าเงื่อนไขในการที่จะเอาเข้ามาทำไมต้องมีค่าใช้จ่ายที่มันแพง ในเมื่อตัวเขาเองแค่เข้ามาจ่ายค่าวีซ่าและทำงานได้เลย หรือขอใบอนุญาตทำงานนำร่องมาได้ มันไม่ควรมีค่าใช้จ่ายอะไรที่มันแพงแล้ว”

เปิ้ลมองว่าแทนที่จะไล่ ทำไมเราถึงไม่ให้เขาอยู่อย่างถูกกฎหมาย ให้เรารู้ว่าพวกเขาทำอะไร อยู่ตรงไหน ทำแบบตรงไปตรงมา ดีกว่าจะทำให้การจดทะเบียนการทำงานในประเทศมันยาก แล้วกลายเป็นว่าพวกเขาต้องเป็นแรงงานเถื่อนแทน

“เขาเป็นกำลังสำคัญในการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้ามันไปต่อไม่ได้คุณอาจจะถูกรัฐเก็บภาษีบุคคลเพิ่มขึ้นหรือใครที่ยังไม่ได้จ่ายภาษีจะโดนขุดคุ้ยหรือไม่ ทีนี้คุณจะต้องหันกลับมาดูตัวเองแล้วนะ เพราะแรงงานกัมพูชาเขากลับไปตามที่คุณไล่แล้วคุณต่างหากที่คุณต้องมานั่งจ่ายภาษีเพื่อให้ประเทศชาติมันขับเคลื่อนต่อไปได้ เพราะทุกอย่างในประเทศมันต้องใช้เงิน”

เพราะแรงงานข้ามชาติคือกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย อย่างที่เปิ้ลเคยไปบอกว่าเรื่องของสนามรบก็ควรอยู่แค่ในสนามรบ เพราะฉะนั้นการเอาอคติและความเกลียดชังมาอยู่ในสนามเศรษฐกิจ อาจจะไม่ได้ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้สักที