“ลูกสาวของคนข้างบ้านเปลี่ยนงานอีกแล้ว เพิ่งทำได้ไม่กี่เดือนเอง เด็กสมัยนี้ไม่อดทนเลย”
“ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงพูดจาไม่เป็นมงคล”
“ลูกชายเอาแต่หน้านิ่วคิ้วขมวด เด็กสมัยนี้เครียดอะไรนักหนาก็ไม่รู้”
เมื่อใดก็ตามที่เราได้ยินคำว่า “เด็กสมัยนี้…” ร้อยละ 90 มักจะเป็นการเปิดประโยควิจารณ์คนรุ่นใหม่ แม้แต่ในฟีดข่าวและคอลัมน์ต่าง ๆ ที่พูดถึงเรื่องสังคมและการทำงาน คนรุ่นใหม่มักตกเป็นเป้าในการถูกวิจารณ์อยู่เสมอ
แต่ไม่ใช่ผู้ใหญ่ไทยเท่านั้นที่ออกมาบ่นว่าเด็กสมัยนี้แย่กว่าสมัยก่อน เพราะงานวิจัยเรื่อง ‘เด็กสมัยนี้ : ทำไมเด็กสมัยนี้ดูไม่เต็มร้อย (Kids these days : Why the youth of today seem lacking)’ งานวิจัยเกี่ยวกับอคติที่ผู้ใหญ่มีต่อคนที่อายุน้อยกว่าตัวเอง บนวารสาร Science Advances โดยจอห์น พรอตซ์โก (John Protzko) และโจนาธาน สกูเลอร์ (Jonathan Schooler) บอกว่า ผู้ใหญ่อเมริกาก็บ่นเด็กสมัยนี้เหมือนกัน
จากการสำรวจทัศนคติผู้ใหญ่วัย 33 ปีขึ้นไป จอห์นและโจนาธานพบว่า คนที่ชอบบ่นว่าเด็กสมัยนี้แย่ลงนั้นมีความเอนเอียงของหน่วยความทรงจำ (Memory Bias) โดยพวกเขามักจะมองย้อนกลับไปที่อดีตของตัวเองอย่างสวยงามเกินจริง ใช้ตัวเองเป็นกฎเกณฑ์ในการตัดสินเด็ก เช่น บอกว่าเด็กสมัยนี้ไม่ชอบอ่านหนังสือเพราะตัวเองเป็นหนอนหนังสือ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม และสุดท้ายผู้ใหญ่เหล่านี้ก็เผลอคิดว่าตัวเองเก่งกว่าเด็กสมัยนี้ ทั้งที่อาจจะไม่เป็นความจริงเสมอไป
Mutual รวบรวมเรื่อง 4 เรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ว่าจะไทยหรือเทศมักไม่เข้าใจเด็กสมัยนี้จนเผลอเอาอคติครอบงำ แล้วทำอย่างไรได้บ้างให้ช่องว่างระหว่างวัยนี้แคบลง
ทำไมเด็กสมัยนี้เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
‘ไม่อดทน ไม่จริงจัง ให้ช่วยอะไรก็ไม่ทำ ท้วงเก่ง ย้ายงานบ่อย’
คีย์เวิร์ดเหล่านี้เป็นคีย์เวิร์ดที่มักพบได้บ่อยตามกระทู้หรือบทความที่เกี่ยวข้องกับการทำงานร่วมกันเด็ก Gen Z ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มักจะกล่าวว่า คนในรุ่นก่อนหน้าไม่ว่าจะ Gen X หรือ Gen Y ล้วนไม่อยากทำงานร่วมกับเด็ก Gen Z เพราะรู้สึกว่าทำงานร่วมกันได้ยาก ก่อให้เกิดอคติเหมารวมว่าเด็กสมัยนี้ไม่เอาไหน และนำไปสู่การลิดรอนโอกาสในการทำงานทั้งที่พวกเขาเพิ่งเริ่มเดินเข้าตลาดแรงงานได้ไม่นาน
Gen Z (Generation Z) หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดในช่วงปี 2540 – 2555 ซึ่งเติบโตมาในยุคที่โลกผันตัวสู่สังคมดิจิทัล ทำให้พวกเขาใกล้ชิดกับสังคมออนไลน์ รู้จักใช้เครื่องมือดิจิทัลประเภทต่างๆ และการเติบโตมาในยุคที่ต้องเผชิญโรคระบาด การล็อกดาวน์ และวิกฤติทางสังคมต่างๆ เช่น วิกฤติโลกรวน (Climate Change) ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นพวกอุดมคตินิยม (Idealism) ไม่สยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบเพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถทำให้โลกดีขึ้นได้

แม้ความเชื่อของคน Gen Z จะฟังดูดี เพราะมันเป็นรากฐานให้พวกเขาพร้อมขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้น แต่ความคิดในเชิงอุดมคตินิยมมักทำให้เกิดการไม่ลงรอยกันระหว่างรุ่น ซึ่งบทความเกี่ยวกับ Gen Z จาก Ipsos บริษัทวิจัยตลาดระดับโลกจากฝรั่งเศส ระบุว่า Gen Z ทั่วโลกมักจะโดนคนในรุ่นก่อนหน้าเสียดสีว่าพวกเขาอ่อนไหวเหมือนเกล็ดหิมะ (Snowflakes) เพราะถึงจะมีความคิดที่โดดเด่น แต่เมื่อเกิดปัญหา เช่น ความคิดไม่ลงรอยกับคนในที่ทำงาน พวกเขากลับเอาปัญหาไปปรึกษาจิตแพทย์ ไม่เหมือนคนรุ่นพวกเขาที่เผชิญหน้ากับปัญหาด้วยตัวเอง
สำหรับคิมิ คาเนชินะ (Kimi Kaneshina) ผู้ช่วยผู้จัดการผลิตภัณฑ์ วัย 24 ปี เธอมองว่า Gen Z ไม่ได้เปราะบางหรืออ่อนไหวเหมือนเกล็ดหิมะ แต่มันเป็นความตระหนักถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เพราะคนรุ่นใหม่พร้อมและมั่นใจที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับบรรทัดฐานเดิมๆ ต่างหาก
และเมื่อปี 2565 คลิปที่ อเวรี มันเดย์ (Avery Monday) ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านอินฟลูเอนเซอร์ วัย 21 ปี ได้ปล่อยลงในแอปพลิเคชัน Tiktok กลายเป็นกระแสพูดถึงระยะหนึ่ง โดยมียอดไลก์กว่า 50,000 ครั้ง ซึ่งข้อความในคลิปเขียนว่า “เมื่อคนรุ่นบูมเมอร์โกรธที่ฉันสามารถทำงานจากสวรรค์ได้ (เพราะ) ฉันมีวันลาหยุดที่ไม่จำกัด เจ้านายไม่จับตามองการทำงานของฉัน พวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงาน ฉัน WFH และพวกเขาจ่ายค่า Spotify กับฟิตเนสให้พนักงาน”
กระแสตอบรับในเชิงบวกใต้คลิปของเธอมาจากคน Gen Y และ Gen Z ที่อิจฉาและสงสัยว่าเธอทำงานที่ไหน ทำไมสวัสดิการถึงดีขนาดนี้ แต่ในทางกลับกัน กระแสเชิงลบจากคน Gen X ก็ถาโถมเข้ามา โดยส่วนมากมักวิจารณ์ว่าเธอเป็นพวกขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่เอาไหน และคงเป็นคนที่เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ เพราะดูไม่จริงจังกับงาน
ซึ่งมันเดย์ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Business Insider ว่า การลาออกของพนักงาน Gen Z เป็นเพราะพวกเขามองว่าการทำงานในที่เดียวกันเป็นระยะเวลานานเป็นเรื่องที่ล้าสมัย
“คนในยุคพ่อแม่ของพวกเรามีความจงรักภักดีต่อองค์กร พวกเขาจึงทำงานกับบริษัทเพียงบริษัทเดียวตลอด 20 ปีของการทำงาน แต่สำหรับ Gen Z พวกเราไม่ได้มีวิธีคิดแบบนั้น”
นอกจากนั้น โลกในยุคปัจจุบันที่มีสิ่งอำนวยมากมาย รวมไปถึง How To ในการทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทำให้คน Gen Z ไม่เข้าใจว่าจะทนลำบากไปทำไมในเมื่อมีหนทางอื่นที่สบายกว่า
บทความจาก Mission to the Moon ชี้ว่า เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน บริบทต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน วิธีการดั้งเดิม หรือความเชื่อที่คนยุคก่อนยึดมั่น อาจมีบางอย่างที่ไม่เข้ากับยุคปัจจุบันแล้วก็ได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ Gen Z จะปฏิเสธที่จะเดินตามรอยเท้าของคนในรุ่นก่อนหน้า ถึงแม้ว่าคนในรุ่นนั้นจะบอกว่าวิธีการของพวกเขาเคยเป็นสูตรสำเร็จตายตัวก็ตาม
แอมโม่ นักศึกษาผู้เข้าร่วมโครงการประสบการณ์ (Prasopkarn) จัดโดย Sidekick และ สสส. มองว่า แม้ผู้ใหญ่จะอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่น้ำร้อนของแต่ละยุคสมัยไม่เหมือนกัน สมัยก่อนอาจเป็นน้ำร้อนจากกาน้ำ แต่สมัยนี้มีเครื่องทำน้ำอุ่น เรื่องราวที่เด็กและผู้ใหญ่เจอจึงไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใช้ได้ในวันนั้น อาจใช้ไม่ได้ในวันนี้ การตัดสินวิธีการและแนวทางของเด็กสมัยนี้ว่าไม่เอาไหน ไม่อดทน จึงไม่สมควร เพราะแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นมีวิธีการเป็นของตัวเอง แม้เด็กจะไม่ได้รู้ทุกเรื่องเพราะประสบการณ์ยังน้อย แต่ผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่างเช่นกัน
เด็กก็เครียดเป็นเหมือนกัน
“เป็นเด็กเป็นเล็ก หัดเครียดทำไม”
แม้ว่าเด็กและเยาวชนจะมีอายุน้อยกว่าผู้ใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องเครียดของเขาเป็นเรื่องเล็ก หรือไม่ใช่เรื่องจริง เพราะความเครียด (Stress) เป็นสภาวะทางอารมณ์ที่ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็เกิดขึ้นได้ และ
สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตได้เช่นกัน แต่ความเครียดของเด็กกลับถูกลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเรื่องเล็กในปี 2565 องค์การยูนิเซฟประเทศไทย (UNICEF Thailand) สรุปได้ว่าสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นคือหนึ่งในประเด็นด้านสุขภาพที่ถูกละเลยมากที่สุด เป็นการละเลยต่อรากฐานและอนาคตของสังคมของโลก

รายงานภาวะสังคมรายไตรมาสจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีการระบุว่า ปัญหาสุขภาพจิตที่น่ากังวลในกลุ่มเด็กและเยาวชนในปัจจุบันนั้นมีปัญหาความเครียดด้วย โดยอ้างอิงจากผลสำรวจเยาวชนของคิด for คิดส์ ในปี 2565 ที่พบว่า การเรียน ความคาดหวังด้านการทำงานในอนาคต และสถานะทางการเงินของครอบครัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กไทยเกิดความเครียดสูง
นอกจากนี้ Mutual ได้ทำการสำรวจเด็กและเยาวชนในพื้นที่สยามผ่านคำถาม “เครียดเรื่องอะไร” ซึ่งเราพบว่า เด็กแต่ละคนมีปัญหาความเครียดที่แตกต่างกันไป แม้เรื่องการเรียนจะเป็นความเครียดอันดับหนึ่ง แต่เรื่องที่ผู้ใหญ่มักมองว่าไม่สำคัญอย่างปัญหาหัวใจก็เป็นหนึ่งในเรื่องเครียดที่ทำให้นอนไม่หลับได้ไม่แพ้กัน
การตัดสินว่าเรื่องเครียดของเด็กเป็นเรื่องเล็กจึงไม่สมควร เพราะปัญหานั้นอาจจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ตัวเล็กคนนั้นเคยเผชิญ การพูดกับเด็กว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล็กนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังทำให้เด็กปิดใจ ไม่อยากเอาเรื่องเครียดมาปรึกษาอีกด้วย
ทำไมพูดแต่เรื่องลบ มีแต่คำไม่มงคล
โบราณเชื่อกันว่าความตายเป็นเรื่องอัปมงคล ไม่ควรพูดถึง เพราะจะนำลางร้ายมาให้คนพูดและคนฟัง แต่ในปัจจุบันเด็กสมัยนี้กลับใช้คำว่า ‘อยากตาย’ มาเป็นคำพูดติดปาก
อดัม อเล็กซิช (Adam Aleksic) เจ้าของแอคเคาท์ etymologynerd บน Instagram ได้ตั้งข้อสังเกตว่า คำสแลงของวัยรุ่นในปัจจุบันแตกต่างจากคำสแลงในยุคก่อนมาก โดยในช่วงปี 1920 คำสแลงที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นคำที่ให้ความรู้สึกบวกและสนุกสนาน แต่ในปัจจุบันคำสแลงที่วัยรุ่นใช้กลับมีแนวโน้มเป็นคำที่ให้พลังงานลบ เช่น “อยากตาย (I want to die)” หรือ “มันห่วย (It’s suck)”
ซึ่งคำสแลงตามความหมายของราชบัณฑิตยสถานคือ ถ้อยคำหรือสำนวนที่เข้าใจกันเฉพาะในคนบางกลุ่มหรือในชั่วระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ใช้ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ และไม่ใช้ในภาษาเขียน เพราะฉะนั้นอดัมจึงมองว่า สาเหตุเบื้องหลังการใช้คำสแลงเหล่านี้อาจสะท้อนถึงมุมมองของ Gen Z ที่เติบโตมาในยุคที่เต็มไปด้วยวิกฤติทั้งหลาย เช่น ปัญหาโลกร้อน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก โรคระบาดที่เกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า และความไม่มั่นคงในการเมืองโลก เพราะฉะนั้น Gen Z ผู้เติบโตมาโดยไม่เคยได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับอนาคตจึงมองโลกในแง่ร้าย แตกต่างกับวัยรุ่นสมัยก่อนที่ยังมองเห็นอนาคตของโลกในแง่ดีและมีความหวังมากกว่า
แม้วัยรุ่นปัจจุบันมักจะบ่นว่าอยากตาย แต่ในบางครั้งพวกเขาไม่ได้หมายความว่าอยากจะลาโลกนี้ไปจริงๆ แต่เป็นการแสดงออกถึงความสิ้นหวังจากสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ การไม่เข้าใจคำสแลงจึงเป็นเรื่องปกติเพราะมันขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ในการสื่อสารด้วย
แทนที่จะมองว่ามันแปลก ไม่เหมาะสม ควรถามกลับว่ารู้สึกอย่างที่พูดจริงหรือเปล่าและเพราะอะไร เพื่อเป็นการป้องกันในกรณีที่คนที่พูดคำนี้ออกมาจะรู้สึกอย่างที่พูดจริงๆ ถึงจะดูเสียหน้าที่ไม่เข้าใจคำศัพท์ของเด็กยุคนี้ แต่ก็นับว่าเป็นทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กสมัยนี้เห็นว่าเราสนใจและใส่ใจเขาอยู่
ทำไมไม่เคารพผู้ใหญ่
การเคารพผู้ใหญ่ เป็นค่านิยมในสังคมไทยที่ปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน โดยเป็นการให้เกียรติคนที่มีประสบการณ์การใช้ชีวิตบนโลกมากกว่า เราจึงมักถูกสอนให้อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ที่มีอายุมากกว่า
แต่ในปัจจุบันเรามักจะเห็นผู้ใหญ่บ่นเด็กสมัยนี้ว่าไม่มีมารยาท ไม่เคารพผู้ใหญ่ โดยอนุมานว่าเด็กสมัยนี้รับข้อมูลจากหน้าจอและเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองรับรู้จากโลกออนไลน์นั้นถูกต้อง ทำให้คิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องเคารพผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่ผู้ใหญ่อนุมานนั้นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป เพราะงานวิจัยเรื่อง Kids these days : Why the youth of today seem lacking บอกว่า ผู้ใหญ่ที่คิดว่าเด็กไม่เคารพตัวเองนั้น เป็นผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบวิธีคิดแบบอนุรักษนิยม (conservatism) จึงมองว่าวิธีการที่เด็กแสดงออกนั้นไม่เหมาะสม

ซึ่งการที่เด็กสมัยนี้เติบโตมาในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและสิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับ ทำให้พวกเขามองคนทุกคนเท่ากัน ไม่มีใครเหนือไปกว่าใครเพียงแค่อายุมากกว่า หากอีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่ที่ให้เกียรติทุกคนและไม่ตัดสินพวกเขาที่อายุ เด็กสมัยนี้ก็ยินดีที่จะให้ความเคารพ และพร้อมที่จะยกมือไหว้ทักทายตามขนบธรรมเนียมมารยาท แต่ถ้าผู้ใหญ่คนนั้นบ้าอำนาจ ใช้อายุเข้าข่มโดยไร้เหตุผล เด็กสมัยนี้จะมองว่าไม่มีเหตุผลอะไรให้เคารพอีกฝ่าย ในเมื่อผู้ใหญ่คนนั้นทำตัวไม่น่าเคารพเสียเอง
วยาคติ (Ageism) เป็นสาเหตุที่ทำให้ช่องว่างระหว่างวัยกว้างขึ้น
รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีการเพิ่มขึ้นของอคติระหว่างวัย หรือ วยาคติ (Ageism) ที่สูงติดอันดับโลก ซึ่งนำไปสู่ความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติสูงขึ้น
วยาคติ คือ การอคติและการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลโดยมีอายุเป็นปัจจัย เกิดขึ้นจากความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม หรือบรรทัดฐานในทางลบที่มีต่อคนบางกลุ่มอายุ
อคติประเภทนี้ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุค Gen Z เพราะไม่ว่าจะ Gen Y หรือ Gen Z ล้วนเคยผ่านการเป็นเด็กสมัยนี้ของคนรุ่นก่อนหน้ามาทั้งนั้น แม้กระทั่งยุคโสเครตีสเองก็ยังมีคำบ่นเกี่ยวกับเด็กสมัยนี้เช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าอคติระหว่างวัยนั้นฝังรากลึกมาตั้งแต่สมัยก่อน
“เด็กสมัยนี้ชอบความหรูหรา มีมารยาทเลวทราม ดูหมิ่นผู้มีอำนาจ ไม่เคารพผู้ใหญ่ และชอบพูดจาไร้สาระ” – โสเครตีส ปราชญ์ชาวกรีก
นอกจากอคติระหว่างวัยจะทำให้เกิดความลำเอียงและทัศนคติเชิงลบแล้ว ยังส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) กว้างขึ้นอีกด้วย
จะดีกว่าไหมถ้าพยายามพูดคุยกัน?
ช่องว่างระหว่างวัย (Generation Gap) ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่เป็นเรื่องของความคิด ค่านิยม หรือทัศนคติที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัวจนไปถึงที่ทำงาน เพราะคุยกันไม่รู้เรื่อง
จากการสอบถามเด็กและเยาวชนในพื้นที่สยามว่าทำไมพวกเขาไม่เอาเรื่องเครียดของตัวเองไปปรึกษาผู้ใหญ่ เราพบว่า ‘ช่องว่างระหว่างวัยกำลังทำให้วัยรุ่นเก็บปัญหาไว้คนเดียว’ เพราะเด็กและเยาวชนจำนวนหนึ่งคิดว่าผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเขา กลัวจะถูกตัดสินด้วยมุมมองของผู้ใหญ่ เพื่อหลีกหนีถ้อยคำที่ทำร้ายใจพวกเขาจึงเลือกที่จะเอาปัญหาของตัวเองไปปรึกษาคนที่อายุเท่ากันแทน
ช่องว่างระหว่างวัยเหมือนกำแพงที่ค่อยๆ สร้างขึ้นทีละก้อน หากปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร กำแพงนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนข้ามไปไม่ได้ แต่ถ้าเราทุกคนพร้อมที่จะเปิดใจคุยกัน ฟังกัน และเข้าใจกัน กำแพงนี้ก็จะค่อยๆ ทลายลงไปเอง ซึ่งโครงการประสบการณ์ (Pasopkarn) ได้นำปัญหานี้มาวิจัยเพื่อคิดค้นนวัตกรรมลดช่องว่างระหว่างวัย และนำไปสู่ พฤติกรรมต้นแบบ 4 ประการ ที่ให้ผู้ใหญ่ปรับใช้เพื่อช่วยให้วัยที่แตกต่างกันใกล้ชิดกันมากขึ้น เรียกว่า A.L.M.O
- Appreciate (A ; ชื่นชมในความพยายาม) : มองเห็นคุณค่าของความพยายามและความคิดของอีกฝ่าย โดยไม่ตัดสินที่ผลลัพธ์
- Listen (L ; ตั้งใจฟังและเปิดพื้นที่ให้กับทุกความคิดเห็น) : เปิดใจรับฟังทุกมุมมองอย่างเท่าเทียม ไม่รีบตัดบทใครเพียงเพราะเรื่องราวของอีกฝ่ายไม่น่าฟัง และเป็นนักฟังที่ดีที่พร้อมทำความเข้าใจในความคิดของอีกฝ่าย
- Mistakes (M ; กล้าที่จะเล่าความผิดพลาด) : ไม่อายที่จะแบ่งปันด้านที่ผิดพลาดของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตน แทนที่จะอวดเบ่งเพียงแต่ด้านที่ตัวเองประสบความสำเร็จ
- Open (O ; สร้างสรรค์พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น) : สร้างบรรยากาศให้ตัวเองเป็นคนที่ทุกคนสามารถเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนได้อย่างเปิดใจโดยไม่ต้องกังวล
แม้พฤติกรรมต้นแบบ 4 ข้อนี้จะเป็นเครื่องมือที่แนะนำให้ผู้ใหญ่นำไปปรับใช้ เพราะมีจุดประสงค์เพื่อช่วยลดบาดแผลที่เกิดขึ้นจากช่องว่างระหว่างวัยของเด็ก แต่ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ก็สามารถเรียนรู้เครื่องมือนี้ได้ และสามารถใช้ได้ทุกที่ ทั้งที่ทำงาน มหาวิทยาลัย โรงเรียน ชุมชน หรือหน่วยสังคมที่เล็กที่สุดอย่างครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วเด็กในวันนี้จะโตไปเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ที่ต้องเจอกับความคิดและทัศนคติที่แตกต่างกันของเด็กในยุคถัดไป
อ้างอิง
