“จะมีใครเชื่อไหมครับ? ถ้าบอกใครไปว่าผมกลัวพัดลมที่ส่ายไปมาในห้องมืดๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงทุกวันนี้”
สำหรับคนไทยทั่วไปแล้ว ถ้าพูดถึงเรื่องเล่าผี ‘พระ’ มักปรากฏในบทบาทของผู้ปราบผี เป็นผู้คลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียดให้บรรเทาลงอยู่บ่อยๆ เมื่อตอนผมบวชใหม่ๆ เวลากลับไปที่บ้านเกิดชอบมีคนมาขอของดี ขอหวยหรือขอให้ปลุกเสกของขลังอยู่บ่อยๆ ผมตอบไปทันที “ไม่มีหรอก” ในใจพลางนึกว่า “ทุกวันนี้ยังกลัวพัดลมส่ายไปส่ายมาในห้องมืดๆ อยู่เลย” เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ผมพยายามนึกทบทวนว่าอะไรที่ก่อร่างสร้างผมขึ้นมาให้กลายเป็น ‘พระขี้กลัวผี’ ได้ขนาดนี้
ผมเติบโตมาในสังคมที่ ‘ผี’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของเด็กไม่ให้ซุกซน เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงอันตรายหรืออยู่ในกฎระเบียบบางอย่าง อย่างคำเตือนไม่ให้ไปเล่นแถวรางรถไฟ เดี๋ยวจะป่วยเพราะผีทัก เรื่องเหล่านี้ทำให้ผมรู้จัก ‘ความกลัว’ ก่อนจะรู้จัก ‘เหตุผล’
เรื่องเล่าผีที่ได้รับฟังมาส่วนมากจะมาจากแม่ แม่เคยเล่าเรื่องที่พี่สาวของผมไปเดินเล่นกับปู่แล้วเจอผีปอบ เรื่องผีที่ป่าช้าท้ายวัดในหมู่บ้าน หรือเรื่องบ่อน้ำใหญ่ที่มีคนเสียชีวิตบ่อยๆ ทุกเรื่องเล่าทำให้ผมค่อยๆ ผูก ‘ความกลัว’ เข้ากับ ‘สถานที่’ โดยไม่รู้ตัว วัด ป่าช้า รางรถไฟ หรือแม้แต่บ่อน้ำในหมู่บ้าน ล้วนมีภูตผีอาศัยอยู่ในจินตนาการของผมทั้งนั้น
นอกจากความกลัว เรื่องเล่าผีที่มีความสยองขวัญยังสร้างความบันเทิงให้กับผม ตอนเด็กๆ ผมเคยไปนอนฟังเรื่องเล่าผีในห้องพี่สาว พวกเราจะปิดไฟในห้องจนมืดและนอนฟังวิทยุด้วยกัน เมื่อถึงจังหวะที่รู้สึกว่าตัวเองจะฟังไม่ไหว ผมก็จะเอามือปิดหูไม่รับรู้เรื่องราวต่อไป ในห้องนั้นยังมีพัดลมอีกตัวที่เราตั้งให้มันส่ายไปมาเพื่อกระจายลม แต่ผมดันเอาอาการของพัดลมแบบนี้ไปตีความว่าเป็นสัญญาณของผีที่กำลังจะมาหลอก ฉะนั้นทุกวันนี้ผมก็ยังกลัวพัดลมส่ายในห้องมืดๆ มากครับ

เมื่อโตขึ้น ความกลัวผีไม่ได้หนีหายไปไหน แค่ได้ย้ายสถานที่ตามไปด้วยกัน จากบ้านไปสู่โรงเรียน ค่ายคุณธรรมหรือสนามฝึกนักศึกษาวิชาทหาร ทุกที่ล้วนแต่มีเรื่องเล่า ห้องน้ำท้ายโรงเรียนที่หากใครไปเข้าช่วงเย็นๆ จะรู้สึกเหมือนมีใครเดินตาม หรือเสียงพิมพ์ดีดจากห้องเรียนวิชาพิมพ์ดีดเป็นต้น เรื่องเล่าเหล่านี้คอยเตือนให้ผมหลีกเลี่ยงในจากสถานที่เหล่านี้ในเวลาที่ควรหลีกเลี่ยง
กระทั่งผมตัดสินใจบวชพระหลังเรียนจบปริญญาตรี ‘ความกลัวผี’ ก็ไม่ได้หายไป แต่กลับกลายเป็น ‘พระขี้กลัวผี’ ทุกวันนี้ผมไม่อายเลยที่จะบอกใคร “ผมเป็นพระที่กลัวผี”
สมัยบวชใหม่ๆ ในช่วงที่ต้องไปปฏิบัติธรรมต่างจังหวัด ผมไม่กล้าแอบไปนอนพักระหว่างวัน เพราะพระพี่เลี้ยงมักเล่าว่า สถานที่เหล่านี้มีเทวดาอารักษ์คอยปกปักรักษาทั้งสถานที่และผู้ปฏิบัติธรรม หากใครตั้งใจปฏิบัติ พวกเขาก็จะอนุโมทนาบุญด้วย แต่ถ้าใครเผลอขี้เกียจ ก็อาจถูก ‘กระตุ้นความเพียร’ จากพลังงานบางอย่างก็เป็นได้
เอาจริงก็แอบคิดนะว่าหลอกเราไม่ได้หรอกเรื่องพวกนี้ ทว่าวันหนึ่ง ระหว่างที่พระบวชใหม่ส่วนใหญ่กำลังนั่งสมาธิกันอยู่ในห้องปฏิบัติธรรม จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังเอะอะดังมาจากกุฏิหลังหนึ่ง มาทราบเอาภายหลังว่า ผู้เข้าบวชท่านนั้นแอบไปนอนพักในช่วงที่คนอื่นกำลังปฏิบัติธรรมกัน แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมา เพราะรู้สึกว่าเหมือนมีคนมาดึงขาอย่างรุนแรง ยังมีอีกเรื่องในทำนองคล้ายๆ กันคือ ด้วยความที่พระไทยเราจะมีอาหารมื้อเพลเป็นมื้อสุดท้ายในแต่ละวัน ซึ่งก็มักจะเริ่มต้นกันที่ประมาณเวลา 11.00 น. เคยมีพระรูปหนึ่งแอบเก็บมาม่าไว้กินตอนกลางคืน ปรากฏว่าก็โดนดีเข้าจนได้
สำหรับผม‘ผี’ จึงถูกมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมกฎคอยจับตาพฤติกรรมพระบวชใหม่อย่างพวกเรากันไปเสียแล้ว

เรื่องเล่าผี บ้านผีสิง : ความกลัวเพื่อความบันเทิง
ผมเคยคิดว่า “เราเป็นพระแล้ว” ทำไมยังต้องกลัวผีอะไรขนาดนี้ จึงพยายามเอาชนะความกลัวด้วยการฟัง ‘เรื่องเล่าผี’ จากรายการ The Ghost Radio ตั้งแต่ปี 2561 แรกๆ ผมฟังแล้วจินตนาการตามจนกลัวแทบทุกฉาก แต่พอฟังบ่อยเข้า ความกลัวกลับลดลง เหมือนเราชินกับโครงสร้างของเรื่องเล่าผีไทย จนเดาได้ว่าเหตุการณ์จะดำเนินไปอย่างไร และจะถูกใช้ตรรกะทางความเชื่อไหนมาทำให้ตัวละครในเรื่องนั้นเดินได้
ซารา คูเลต (Sarah Kollat) อาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตต สหรัฐอเมริกา เคยอธิบายว่า “ประสบการณ์ความกลัวภายใต้การควบคุม” (Controlled fear experiences) อย่างการดูหนังผี หรือเดินบ้านผีสิง เป็นรูปแบบของความกลัวเพื่อความบันเทิง ที่ช่วยให้เราซ้อมรับมือกับสถานการณ์น่ากลัวในชีวิตจริงได้ เมื่อรู้ว่าเราสามารถ ‘ปิด’ หรือ ‘ออก’ จากมันเมื่อไรก็ได้ ความกลัวนั้นจึงกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เราได้ฝึกความกล้าไปในตัว
ด้วยความที่รู้สึกว่าเรื่องเล่าผีไทยสามารถนำใช้ศึกษาวิเคราะห์ในมิติด้านศาสนาและความเชื่อได้อย่างน่าสนุก เมื่อมีโอกาสได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ด้านศาสนศึกษา (Religious Studies) ในไต้หวัน ผมได้อาศัยการวิเคราะห์เรื่องเล่าผียอดนิยม 100 เรื่องจากรายการ The Ghost Radio เป็นส่วนหนึ่งของระเบียบวิธีวิจัย และยังได้พัฒนาเป็นบทความวิชาการในงานประชุมวิชาการอีกหลายครั้ง สิ่งที่ผมรู้สึกประทับใจอย่างหนึ่ง คือ เรื่องเล่าผีไทยไม่ได้มีแค่บทบาทในการควบคุมพฤติกรรมหรือสร้างความบันเทิงผ่านอารมณ์สยองขวัญดังที่ผมเคยประสบมา แต่ยังเปรียบเสมือนบันทึกความทรงจำของผู้คนระดับเราๆ และเป็น ‘คัมภีร์ของชาวบ้าน’ ที่สะท้อนคำอธิบายทางศาสนาจากมุมมองของคนทั่วไป มากกว่าจะมาจากผู้มีอำนาจทางศาสนา และส่งต่อความเชื่อนี้ต่อไปผ่านสื่อสมัยใหม่
เรื่องเล่าผีไม่เคยยอมให้ผีตนใดสูญหายจากความทรงจำ มันเก็บความทรงจำหลายๆ เหตุการณ์ที่อาจเป็นประวัติศาสตร์ไม่ถูกบันทึกเอาไว้ในตำรากระแสหลัก ตัวละครหนึ่งที่ถูกบอกเล่าความทรงจำของผู้คนเอาไว้ในเรื่องเล่าผีของไทยอยู่บ่อยๆ คือ ‘พระภิกษุ’

ถ้าใครเคยได้ฟังหรืออ่านเรื่องเล่าผีไทยบ่อยๆ น่าจะพอสังเกตได้ว่า ‘พระ’ มักปรากฏในบทบาทซ้ำๆ กันอยู่เสมอ ในบางเรื่อง พระอาจเป็น ‘คนอธิบายเหตุ’ ที่เป็นผู้เผยเบื้องหลังของดวงวิญญาณที่ออกมาหลอกหลอนว่าพวกเขาเดิมทีเป็นใคร ตายอย่างไร และมีสิ่งใดที่ยังค้างคาอยู่ ในบางเรื่องพระกลายเป็น ‘คนเตือนภัย’ ผู้คอยทักหรือไม่ให้ตัวละครในเรื่องทำพฤติกรรมที่อาจนำภัยมา และในอีกหลายเรื่องพระถูกวางให้เป็น ‘คนปราบผี’ โดยเฉพาะพระที่มีพลังพิเศษที่สามารถพูดคุยและตกลงกับผีได้ เพื่อยุติความวุ่นวาย คืนความสงบให้กับสถานที่นั้น
แต่สิ่งที่น่าใจอีกอย่างหนึ่งคือ พระในเรื่องเล่าผีไม่ได้ถูกทำให้เป็นฮีโร่เสมอไป บางครั้งพวกเขากลับกลายเป็น ‘คนเจอผี’ เสียเอง อาจด้วยเพราะมีความผูกพันกับวิญญาณในอดีต หรือเพราะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ที่มีผีสถิตอยู่ บางครั้งก็เพราะละเมิดข้อห้ามบางอย่างจนกลายเป็นผู้ที่ถูกผีรบกวนแทนที่จะเป็นผู้ปลดปล่อยดวงวิญญาณเหล่านั้น และกรณีสุดท้าย ‘ผู้ที่มีสัมผัสพิเศษ’ กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่มีสัมผัสที่เหนือกว่าคนทั่วไป ซึ่งก็เป็นอีกคุณสมบัติที่ทำให้พวกเขากลายเป็น ‘คนเจอผี’ ได้
แล้วผีที่เป็นพระล่ะ
ผมเคยนำเรื่องเล่าจำนวนหนึ่งมาวิเคราะห์ว่าเรื่องเล่าผีที่มีตัวละครผีที่เป็น ‘พระ’ พบว่า เราสามารถจำแนกพระในเรื่องเล่าผีนั้นว่าเป็นพระ ‘เป็น’ หรือพระ ‘ตาย’ ด้วยการระบุจากการแต่งกายคล้ายพระภิกษุ แต่บางครั้งจะจำแนกได้ยากว่าพระที่เราเห็นนั้นเป็น ‘ผี’ (ที่เราเข้าใจกัน) หรือไม่ หรือถ้าเป็นผี พวกเขาเป็นผีแบบไหน หรือว่าเป็นเพียงการถอดจิตโดยที่ร่างกายยังมีชีวิตอยู่ เพราะวัตถุประสงค์ในการปรากฏตัวของเขานั้น บางครั้งเป็นไปเพื่อช่วยเหลือหรือช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายอยู่บ้าง
บางครั้งตัวตนของผีที่อดีตเคยเป็น ‘พระ’ นั้น อาจจะยากที่จะจำแนกต้องอาศัยเรื่องเล่าจากผู้ที่รู้เหตุการณ์อธิบาย เช่น ในเรื่องเล่าผีใน The Ghost Radio ที่ถูกตั้งชื่อเหมือนละครเรื่องหนึ่งว่า ‘ทองเนื้อเก้า’ ผีเปรตที่ปรากฏตัวให้ชาวบ้านเห็นนั้นอาจเป็นอดีตพระ ที่เคยพยายามวางยาฆ่าแม่ของตนเองด้วยพฤติกรรมที่ไม่ดีในอดีตของแม่ ภายหลังเมื่อเธอรู้ว่าลูกตั้งใจจะวางยาตนเอง จึงรู้สึกเสียใจและตัดสินใจกินยาพิษเอง เพื่อไม่ให้ลูกต้องกลายเป็นคนฆ่าแม่ ด้วยวิบากกรรมนี้พระลูกชายเมื่อเสียชีวิตจึงได้กลายเป็นเปรตออกมาหลอกหลอนชาวบ้าน
หรือในเรื่อง “เด็กหญิงกาญจนา” ใน The Ghost Radio เช่นกัน เล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่ไปเตรียมบวชอยู่ที่วัด เมื่อเข้านอนไปแล้วก็เห็นมีชายชราคนหนึ่งก้มหน้าลงมามองตนเอง ก่อนจะมาทราบในภายหลังจากพระพี่เลี้ยงว่า น่าจะเป็นอดีตเจ้าอาวาสที่มรณภาพไปที่เตียงในกุฏิที่ชายเตรียมบวชคนนี้ไปพักค้างเมื่อคืน
พระที่มรณภาพ (เสียชีวิต) ไประหว่างทำกิจวัตรใดอยู่ หลายครั้งก็กลับมาปรากฏกายในลักษณะที่กำลังทำกิจกรรมนั้นซ้ำไปซ้ำมา เช่น เรื่อง ‘ไอ้โต๊ส’ พระสูงอายุรูปหนึ่งจะทำหน้าที่ทำกวาดลานวัด ทำความสะอาด
รอบๆ กุฏิ วันหนึ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างที่กำลังปีนขึ้นตัดแต่งกิ่งไม้จนมรณภาพ ก็มาปรากฏกายให้ผู้คนเห็นกันอยู่บ่อยๆ ว่าเขายังคงทำกิจวัตรนี้ซ้ำไปซ้ำมา โดยเฉพาะเรื่องนี้เขาออกมาปรากฏให้พระที่ทำผิดวินัยแอบกินอาหารในเวลากลางคืนอีกด้วย หรือในเรื่องเล่า ‘เสื้อวินเทจ’ วัยรุ่นติดยาเสพติดคนหนึ่งหนีภัยมาบวชพระ แต่ยังคงทำพฤติกรรมเดิมๆ จนวันหนึ่งถูกคู่อริในอดีตตามมาจัดการภายในกุฏิ ก็ทำให้ผู้คนพบเห็นว่าเขาปรากฏกายออกมาทำพฤติกรรมเดิมๆ
ตัวละครผีที่เป็นอดีตพระ ใน The Ghost Radio เหล่านี้ นอกจากจะสร้างความน่าสะพรึงกลัวให้กับเรื่องเล่าแล้ว ยังอาจสะท้อนให้เราเห็นว่า ในเรื่องเล่าผีไม่ว่าใครก็ไม่อาจหลีกหนีกฎแห่งกรรมได้ และการมีสถานะเป็นพระก็ไม่ใช่หลักประกันว่าเมื่อคุณละโลกไปจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีเสมอไป จะคนหรือพระหากมีพฤติกรรมหรือสร้างกรรมที่ไม่ดี จะมักมีจุดจบและมีที่ไปที่ไม่ดีได้เช่นเดียวกัน ทำให้พระในเรื่องเล่าผีมีตั้งแต่พระที่เป็นผู้มีพลังพิเศษจนกระทั่งพระที่ตายกลายเป็นผีหลอกหลอนผู้คนได้เช่นกัน

ผีและกรรม
เรื่องเล่าผีไทยไม่ได้มีไว้แค่สร้างความกลัวหรือความบันเทิงแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อและความทรงจำร่วมของผู้คน เป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาสามารถตีความ ‘กฎแห่งกรรม’ ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านอำนาจทางศาสนา คนที่เป็นพระและคนธรรมดาถูกทำให้เท่ากันอีกครั้งภายใต้ความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ในเรื่องเล่าผีเหล่านี้ กรรมมักจะส่งผลอย่างรวดเร็วราวกับมี ‘ผี’ เป็นตัวเร่งให้กรรมส่งผลทันตาเห็นในปัจจุบันชาติ เสมือนว่าเป็นการระบายความอัดอั้นของผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามว่า “ทำดีแล้วได้ดีจริงอยู่ไหม”
แต่ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องกรรมก็อาจเป็นเครื่องมือกดทับโดยไม่ตั้งใจ เมื่อปัญหาที่ควรถูกมองว่าเกิดจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมบางอย่างในสังคม กลับกลายเป็นเพราะผลของกรรมเก่า การมองแบบนี้กำลังจะทำให้เราหลงลืมความรับผิดชอบต่อความเหลื่อมล้ำที่อยู่ตรงหน้า หากมองจากสายตาตามแนวคิดโลกวิสัย ความเท่าเทียมไม่ควรขึ้นอยู่กับอดีตที่ไม่มีใครพิสูจน์ได้ แต่ควรตั้งอยู่บนศักดิ์ศรีความเป็นคนในปัจจุบัน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเกิดมาในครอบครัวยากดีมีจนอย่างไร พวกเขาก็ควรมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
เรื่องเล่าผีอาจเตือนเราว่าทุกคนหนีผลกรรมไม่พ้น แต่โลกวิสัยจะช่วยชี้ให้เราเห็นโลกในอีกมุมหนึ่งว่า สังคมที่ดีต้องไม่ปล่อยให้กรรมถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อลดทอนคุณค่าของมนุษย์คนใดคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

*หมายเหตุ
