นักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น : ไม่รีบแก้ไข ไม่เร่งตัดสิน แต่เน้นประคับประคอง ดูแลสุขภาพจิตจากผู้รับฟังที่มีประสบการณ์ ผ่านหลักสูตร Mind First Aid

รายงาน Mental Health Atlas ปี 2024 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ประเทศไทยมีบุคลากรด้านสุขภาพจิตเพียง 10.7 คน ต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลียมีบุคลากรด้านสุขภาพจิตอยู่ที่ 258 คน ต่อประชากร 100,000 คน มากกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงปัญหาช่องว่างการรักษา (Treatment Gap) ที่สัดส่วนของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าบริการที่เหมาะสม ทันเวลา ต่อเนื่อง และมีคุณภาพ ทำให้ผู้ป่วยต้องใช้เวลานานในการรอรับการรักษา และการรักษาครั้งหนึ่งก็มีเวลาที่จำกัด

แต่จำนวนบุคลากรไม่ใช่อุปสรรคเรื่องเดียวในการดูแลสุขภาพจิตคนไทย เพราะรายงานฉบับเดียวกันนี้ก็ระบุว่า งบประมาณด้านสุขภาพจิตของประเทศไทยคิดเป็นร้อยละ 1.8 ของงบด้านสุขภาพทั้งหมด และถ้าเฉลี่ยออกมาต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 41 บาท/คน

แล้วเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไรให้คนเข้าถึงการรักษามากขึ้น? 

การลดช่องว่างการรักษาด้วย ‘หน่วยบริการด่านหน้า’ คือคำตอบจากอาจารย์มิล ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นักวิชาการและนักขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ที่ปรึกษาโครงการการพัฒนานักปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นในคนพิการ และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) 

“สิ่งที่จะช่วยทำให้ช่องว่างทางการรักษาลดขนาดลง คือ การมีหน่วยบริการด่านหน้าในการทำหน้าที่เบื้องต้น เช่น การคัดกรองเบื้องต้น ให้บริการช่วยเหลือเชิงจิตสังคม ซึ่งการที่จะทำให้ตัวระบบปฐมภูมิด้านสุขภาพจิตทำงานได้จริง องค์การอนามัยโลกมีเกณฑ์ชี้วัด 5 ข้อ แต่ประเทศไทยมีแค่ 3 จาก 5”

องค์การอนามัยโลกวางเกณฑ์ไว้ว่า การที่จะทำให้ตัวระบบปฐมภูมิด้านสุขภาพจิตทำงานได้จริง ต้องประกอบไปด้วย 1) แนวทางหรือนโยบายระดับชาติที่ใช้ได้จริง 2) ยาจิตเวชหรือยาที่จำเป็นในระดับปฐมภูมิ 3) การสนับสนุนทางจิตใจและจิตสังคมในระดับปฐมภูมิ 4) บุคลากรในระดับปฐมภูมิที่ได้รับการฝึกอบรมด้วยความรู้ที่เหมาะสม และ 5) ผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์ ในการอบรม กำกับดูแล

แต่ประเทศไทยได้ 3 เต็ม 5 เพราะเราขาดยาและการสนับสนุนด้านจิตสังคมที่เพียงพอ

“รายงานตัวนี้บอกเลยว่า เราขาดยา เรามียาที่จำเป็นน้อยมาก น้อยกว่า 10% ส่วนอีกเรื่องที่เราขาดคือ ‘การดูแลจิตสังคม (Psychosocial Support)’ ในระดับปฐมภูมิที่มีมากสุดอยู่ที่ 50%”

การดูแลจิตสังคม (Psychosocial support) คือ การช่วยเหลือจากชุมชนหรือท้องถิ่นในการปกป้องหรือส่งเสริมสุขภาวะทางใจ (psychological well-being) และป้องกันหรือรักษาปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งอ.มิลอธิบายว่า ตัวเลข 50% นี้ สะท้อนให้เห็นว่า ถึงจะมีการดูแลจิตสังคม แต่ไม่สม่ำเสมอ ไม่ทั่วถึง ตลอดจนไม่มีการจัดสรรแบ่งภาระงานที่ชัดเจน

“นโยบายสุขภาพจิตมีความขาดแคลน ในขณะตัวเลขของปัญหาก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่แก้ปัญหาช่องว่างตรงนี้ สุดท้ายมันก็จะขยายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น แบบที่เรากำลังเห็นการฆ่าตัวตายที่เป็นปัญหาเรื้อรังและมีอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ ”

เพื่อลดช่องว่างนี้ Mind First Aid หลักสูตรการพัฒนานักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้นจึงตั้งต้นขึ้นมาเพื่อสร้างโมเดลการดูแลจิตสังคมแบบไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักวิชาชีพ และไม่ใช้ยา แต่ใช้การฟังช่วยดูแลใจ

เปิดตำรา Mind First Aid : นักรับฟัง 1 คน ต้องรู้อะไรบ้าง?

หลักสูตร Mind First Aid พัฒนามาจากการศึกษาหลักสูตรปฐมพยาบาลทางใจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น RAPID model ของ มหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ และ Look-Listen-Link ของ WHO ซึ่งพบว่าหลักสูตรเหล่านี้ยึดโยงกับประสาทสัมผัส ทำขึ้นมาเพื่อคนหลายกลุ่ม อาทิ คนพิการ ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้

TIMS, คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันราชสุดา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี, SATI App, MasterPeace และ Young Good Governance จึงร่วมพัฒนาหลักสูตร Mind First Aid ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. ) โดยเริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมและชุดประสบการณ์จนออกมาเป็นโมเดล ‘4S’ ได้แก่

1️⃣ ระบบนิเวศทางจิตใจ (Support Ecosystem) : ให้ผู้เรียนเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์สุขภาพจิตในปัจจุบันและเข้าใจสุขภาพจิตแบบองค์รวม เพื่อให้เขาเข้าใจบทบาทตัวเองว่า นักรับฟังอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้

2️⃣ การรับรู้และการเข้าใจ (Sense) : เรียนรู้แนวคิดและทักษะที่ช่วยให้รับรู้และเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดในการอบรม

3️⃣ การสิ้นสุดการช่วยเหลือและส่งต่ออย่างเหมาะสม (Summarize) : เรียนรู้ขั้นตอนการยุติบทสนทนา เนื่องจากที่ผ่านมา หลายหลักสูตรมีการสอนทักษะการฟัง แต่ไม่สอนการจบเคส ทำให้ตัวนักรับฟังที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักวิชาชีพไม่รู้ว่าจะจบกระบวนการการรับฟังอย่างไร และเรียนรู้การส่งต่อว่าจะต้องส่งต่อเคสแบบไหน ต้องดำเนินการอย่างไรต่อ

4️⃣ การดูแลใจตนเองและทัศนคติที่เหมาะสมในการรับฟัง (Self-Care) : เรียนรู้วิธีการดูแลตัวเองในฐานะนักปฐมพยาบาลใจเบื้องต้น หากไม่ผ่านการเรียนรู้ในกระบวนการนี้ ก็จะจบการอบรมไม่ได้

ในมุมของจูน-เมธาวี ทัศนาเสถียรกิจ ผู้จัดการโครงการการพัฒนานักปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นในคนพิการ การดูแลใจตนเอง คือ หัวใจสำคัญของการเป็นนักรับฟัง หากนักรับฟังไม่พร้อม รับมือไม่ไหว ก็จะเกิดผลเสียทั้งกับตัวนักรับฟังและคู่สนทนา เพราะฉะนั้นกระบวนการฝึกฝนของ Mind First Aid จึงมีแนวทางและขอบเขตที่ชัดเจน ทำให้นักรับฟังมั่นใจได้ว่าเขามีความรู้ มีทักษะ และขีดเส้นให้กับตัวเองได้ว่า หน้าที่ของเขาไม่ใช่การบำบัดรักษา ไม่ใช่การแก้ปัญหา และไม่ใช่การแบกเอาเรื่องที่ฟังกลับบ้านจนกลายเป็นปัญหาของตัวเอง

แม้นักรับฟังจะเป็นการบริการที่ผู้ให้บริการไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่นักวิชาชีพ และโมเดลของ Mind First Aid เกิดจากประสบการณ์ ไม่ได้ทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแบบการสนับสนุนทางสังคม (Social Support) อื่นๆ จนทำให้เกิดคำถามว่า บริการระดับนี้น่าเชื่อถือได้แค่ไหน แต่จูนย้ำว่า นักรับฟังไม่ใช่งานที่ทุกคนทำได้ หากไม่ผ่านการอบรมมาก่อน

คุณสมบัติของนักรับฟังจึงไม่ใช่แค่การฟังโดยไม่ตัดสิน แต่ต้องมีทักษะและองค์ความรู้ด้วย

“งานนี้ไม่ใช่งานที่ทุกคนทำได้ ไม่ใช่งานที่จู่ๆ ก็เข้ามาทำได้เลย แต่ต้องผ่านกระบวนการบางอย่างที่ยืนยัน (Verified) ได้ว่าเขามีองค์ความรู้เพียงพอ และพร้อมที่จะมาทำอาชีพนี้”

เพราะมีประสบการณ์ คนพิการเลยฟังได้ดี

Mind First Aid ไม่ได้จบลงแค่ 4S ที่เป็นหลักสูตร E-Learning แต่ยังมีการอบรมนักปฐมพยาบาลใจหรือนักรับฟังเพื่อเติมคนทำงานที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาชีพเข้าไปในการดูแลจิตสังคม

โดยเหตุผลที่ ‘ไม่ใช่’ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาชีพ นอกจากเหตุผลด้านจำนวนบุคลากรที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาแล้ว ยังเป็นเพราะว่า ปัญหาเรื่องสุขภาพจิตหรือความทุกข์ใจโดยธรรมชาติของมนุษย์มีรากฐานมาจากปัจจัยทางสังคม เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงาน ถูกตีตรา ถูกกีดกัน ซึ่งปัญหาจำพวกนี้ไม่สามารถแก้ให้ ‘จบ’ ด้วยการจ่ายยาเพียงลำพัง แต่ต้องพูดให้มีคนฟัง ปัญหาในใจถึงจะไม่ลุกลาม

รากฐานของการสร้างการปฐมพยาบาลของ WHO เองก็ชี้ว่า การรับฟัง คือ การช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรม (Humanitarian Support) ที่ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกสงบ ปลอดภัย และเปิดใจที่จะพูดคุย

“การรับฟังมันช่วยคนที่เจอปัญหา เจอวิกฤต แต่มันไม่ใช่การบำบัดรักษา ไม่ใช่การจ่ายยา คนที่จะมาทำงานสุขภาพจิตที่ไม่ใช่นักวิชาชีพไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ต้องเป็นด่านหน้าที่ทำให้คนรู้สึกสงบที่จะเปิดใจในการคุย กลไกแบบนี้มันสู้กับการตีตรา (Stigma) ซึ่งการจ่ายยาหรือการบำบัดของแพทย์มันไม่ได้สู้กับสิ่งนี้มากนัก หมอสู้กับการรักษาโรคเป็นหลัก” อ.มิลเสริม

แม้ Mind First Aid จะเป็นหลักสูตรที่ใครก็สามารถเรียนได้ด้วยระบบ e-Learning ที่เป็นมิตร แต่ภายใต้โครงการฯ ได้มีการอบรมนักปฐมพยาบาลใจกับกลุ่มเป้าหมายคนพิการมาแล้วมากกว่า 200 คน โดยมีกลุ่มที่ผ่านกระบวนการ 3O (Online, Onsite, On-the Job Training) อย่างเข้มข้นพร้อมทำหน้าที่เป็นนักรับฟัง ถึงจำนวน 58 คน

โครงการนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนระดับนโยบาย นำโดยกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงแรงงาน และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ตั้งเป้านำร่องพัฒนานักรับฟังในกลุ่มคนพิการอีก 500 คน ให้มีทักษะพร้อมต่อยอดสู่โอกาสการประกอบอาชีพของคนพิการและช่วยลดปัญหาสุขภาพจิตคนวัยทำงาน ภายใต้ชื่อ ‘นักรับฟังพลังพิเศษ’ อีกด้วย

ไม่ใช่เพราะคนพิการมีพลังพิเศษแบบสาวน้อยเวทมนตร์หรือซูเปอร์ฮีโร่ แต่พวกเขามีประสบการณ์ชีวิต (Lived experiences) ช่วยฟังอย่างลึกซึ้ง

“บางคนอาจเข้าใจผิดว่า ที่เขามีพลังพิเศษเป็นเพราะเขาตาบอดเลยใช้หูได้ดีกว่า แต่มันไม่ใช่แบบนั้น ที่เราบอกว่าเขาฟังได้ดีกว่า เป็นเพราะเขามีประสบการณ์ชีวิตบางเรื่องที่มันชัดและสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพจิต การเป็นคนพิการและเคยเจอความยากลำบากต่างๆ ทำให้เขาสามารถฟังได้อย่างลึกซึ้งและมีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy)” อ.มิล อธิบาย

การมาเจอกันของสุขภาพจิตและคนพิการผ่านโครงการนี้ จูนย้ำว่าจุดประสงค์หลักไม่ได้เพื่อช่วยเหลือคนพิการและไม่ได้มองว่าความพิการเป็นข้อบกพร่อง แต่เป็นการเจอกันของคนทำงานเรื่องคนพิการ และคนทำงานด้านสุขภาพจิต

“ที่ผ่านมาคนพิการถูกจ้างทำงานแบบไม่ค่อยมีทิศทาง โครงการนี้เข้ามาชวนคนพิการทำงานที่เขารู้สึกว่าตัวเองภูมิใจได้ เพราะมันเป็นงานที่ทักษะชัดเจน มีคุณค่าและความหมายต่อชีวิต” จูนย้ำ

ตอบคำถามเพิ่มเติมว่า ทำไมต้องนักรับฟังต้องเป็นคนพิการ อ.มิลตอบว่า คนพิการมีปัญหาหลายอย่างในชีวิตที่แก้ไม่ได้ ยิ่งอยู่ในเมืองไทยที่ไม่มีการออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) ยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าจะต้องอยู่ร่วมกับปัญหาให้ได้แบบไม่รีบแก้ไข ตรงกับธรรมชาติของงานนักรับฟังที่ไม่เร่งตัดสิน ไม่รีบให้คำแนะนำ แต่เน้น ‘อยู่ด้วย’ ช่วยประคับประคองดูแลและส่งต่อ

นอกจากนี้ทั้งอ.มิลและจูนยังเสริมอีกด้วยว่า การรับฟังของคนพิการไวต่อความเป็นมนุษย์ เพราะเขาสามารถจับสัญญาณเล็กๆ ผ่านบริบทบางเรื่องที่เราอาจจะไม่คุ้นเคย

“คำว่าฟังของคนพิการ เขาได้ยินสิ่งที่อีกฝั่งไม่พูดด้วย อาจารย์ที่ตาบอดท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เขาได้ยินว่าเสียงจากปลายสายว่ามันก้อง เลยตั้งคำถามว่าอีกฝ่ายอยู่ในห้องน้ำไหม กลัวอะไรหรือเปล่าเลยต้องไปแอบโทร จนสุดท้ายก็รู้ว่าคนที่โทรมาเขากลัวว่าพาร์ทเนอร์ของเขาจะรู้ว่าเขาโทรมาเพื่อระบาย สัญญาณเล็กๆ จึงไม่ได้ผ่านทางคำทั้งหมด แต่มันผ่านน้ำเสียง ผ่านบริบท” จูนอธิบาย

ส่วนอีกผลหนึ่งของคำถามว่าทำไมต้องเป็นคนพิการ คำตอบที่ได้จากจูนคือ การส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนพิการผ่านมาตรา 35 พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ด้วยการดึงเขาเข้ามาทำงานที่ยังไม่มีใครทำ และเขาสามารถทำมันได้ดี

“จริงๆ จะเป็นคนพิการหรือคนไม่พิการก็มีศักยภาพในการทำสิ่งนี้ได้เหมือนกัน ถ้าผ่านกระบวนการการอบรมที่มันมีประสิทธิภาพ แต่ในตอนนี้ประเทศไทยมีคนพิการประมาณ 180,000 กว่าคนที่ยังไม่มีงานทำ เรามองว่าเขามีศักยภาพที่จะทำเรื่องนี้ได้ เขายังว่างอยู่ พวกเขาจึงสามารถเข้ามาเติมในช่องว่างการดูแลสุขภาพจิตที่กว้างอยู่ได้”

ในมุมของมาเรียม มากาบู นักรับฟังพลังพิเศษ ผู้ผ่านการอบรมจากโครงการการพัฒนานักปฐมพยาบาลจิตใจเบื้องต้นในคนพิการ และถูกจ้างงานภายใต้มาตรา 35 มาเรียมมองว่า การเป็นนักรับฟังนอกจากได้ช่วยเหลือและดูแลใจผู้อื่นแล้ว ยังได้ใช้ทักษะที่เรียนรู้มาในการดูแลใจตัวเองไปด้วย

“นักรับฟังพลังพิเศษเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นที่เราได้ดูแลใจของตัวเองไปด้วย เพราะคนพิการอย่างเรา เราเข้าใจความเปราะบาง เราเลยใช้ความเข้าใจช่วยพยุงเขา โดยที่เราก็มีขอบเขตในการรับฟัง”

อ้างอิง

https://www.ecoi.net/en/file/local/2136652/thailand.pdf

https://www.ecoi.net/en/file/local/2136608/australia.pdf