เจ้าหงิญ The Staged Reading

“การเดินทางเพียงลำพัง ทำให้ฉันรู้จักโลกน้อยกว่าที่คิด และรู้จักตัวเองมากกว่าที่ควร” เมื่อการเติบโต ทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดแบบ ‘เจ้าหงิญ’

“เมื่อเธอที่เรียกตนเองว่า ‘เจ้าหงิญ’ จากดวงดาวทึมเทาดวงหนึ่ง ที่ลอยตัวใกล้เส้นขอบฟ้า เผลอไผลติดต่อกลับมาหาเจ้าชายที่กำลังหลงทางกลางดวงดาวผ่านนกอวกาศ… การเติบโตของเด็กหญิงสู่หญิงสาว เด็กชายสู่ชายหนุ่ม พวกเขาจะได้พบกับรอยยิ้ม ณ ริมขอบฟ้า และได้เดินทางไปดาวดวงที่ห้าไหม”

คำโปรยส่วนหนึ่งของละครเวที เจ้าหงิญ The Staged Reading เกี่ยวกับเรื่องราวการเดินทาง และการเติบโตของเจ้าหญิง – เจ้าชาย ที่ชวนให้ผู้เขียนกดซื้อตั๋วอย่างไม่ลังเล

ชื่อของ เจ้าหงิญ อาจคุ้นหูหรือเคยผ่านตาหลายๆ คนมาบ้าง เป็นวรรณกรรมจากปลายปากกาของ บินหลา สันกาลาคีรี ที่ได้รับรางวัลมากมาย เช่น รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (SEA Write Awards) ในปี 2548

เรื่องสั้นการผจญภัยของเจ้าหญิงทั้งแปดตอน ที่ร้อยเรียงเชื่อมโยงกันระหว่างโลกแห่งจินตนาการและโลกความเป็นจริง นำมาเล่าเรื่องแบบนิทาน แล้วทั้งหมดก็ถูกดัดแปลงมาเป็นละครเวทีแฟนตาซี เจ้าหงิญ The Staged Reading ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลละครกรุงเทพฯ (Bangkok Theatre Festival) ประจำปี 2023 ที่ River City Bangkok 

การหยิบเรื่องราวของตัวละครที่เป็นผู้หญิงเอเชียมานำเสนอ เพื่อขับเคลื่อนสิทธิของผู้หญิง เป็นความตั้งใจของผู้กำกับ เอมอัยย์ พลพิทักษ์ และทีมนักสร้างสรรค์ AORTA Film ที่เธอเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง โดยมีผลงานก่อนหน้าเป็นบทภาพยนตร์เรื่อง เจ้าหงิญ The Saddest Princess on Planet No.4 ที่ได้รับเลือกให้เป็นผลงานแนะนำในเทศกาลภาพยนตร์คานส์ (Cannes Film Festival) ปี 2023 ก่อนจะถูกพัฒนามาเป็นเวอร์ชันละครเวที

“ในไทยเรามีละคร มีหนังที่ตัวเอกเป็นผู้หญิงเยอะมากๆ นะ แต่มีกี่เรื่องที่ผู้หญิงเป็นคนเขียน เป็นคนกำกับกัน? บาดแผลของผู้หญิง ชีวิตจิตใจของผู้หญิงในประเทศนี้มีแค่ไม่กี่แบบเองที่เรารู้สึกสัมผัสได้ เด็กผู้หญิงไทยโตมาด้วยสื่อที่เป็นท่วงทำนองเสียงของผู้ชายเต็มไปหมด เราอยากทำหนังทำซีรีส์ที่เสนอผ่านมุมมองผู้หญิงอีกเยอะมากๆ”

เอมอัยย์ เคยให้สัมภาษณ์กับ a day ถึงความตั้งใจในการทำงานที่เธออยากให้ ‘ผู้หญิง’ ได้มีบทบาทและพื้นที่ในสื่อมากขึ้น

นอกจากความแฟนตาซีของเส้นเรื่องการเติบโตของหญิงสาวและชายหนุ่ม สิ่งที่ละครเวทีเจ้าหงิญเรียกความสนใจจากเราได้มากเลยทีเดียว คือ การนำเสนอละครเวทีแบบอ่านบท (Staged Reading) หรือละครเวทีที่นักแสดงจะอ่านบทไปพร้อมๆ กับการแสดง แต่ยังคงอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกสมจริง แม้ว่าเครื่องแต่งกาย ฉาก แสง สี เสียง จะยังไม่ถึงขั้นจัดเต็มเหมือนละครเวทีแบบอื่นๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ AORTA ตั้งใจนำเสนอในงานเทศกาลละครปีนี้ โดยให้คำอธิบายไว้บนโซเชียลมีเดียว่า

“พวกเราเชื่อว่าการทำให้ผู้คนได้เปิดใจกับละครแนว Staged Reading มากขึ้น จะทำให้มีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่สนุก เนื้อหาที่ใหม่ หลากหลาย ได้เกิดมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องเสี่ยงกับปัจจัยเรื่องทุนและโปรดักชัน อย่างที่นักเล่าเรื่องในวงการศิลปะไทยมักจะต้องเผชิญ จนเรื่องเหล่านั้นถูกปิดกั้น”

เมื่อเดินเข้าโรงละคร นอกจากเก้าอี้ที่จัดไว้สำหรับคนดู จึงจะมีเก้าอี้ของเหล่านักแสดง ที่เรียงกันเป็นหน้ากระดานอยู่ด้านในสุดของห้อง พร้อมขาตั้งที่ใช้สำหรับวางบทเล่มหนาของแต่ละคน สำหรับละครเวทีอ่านบทเรื่องนี้จะพิเศษขึ้นมาหน่อย ก็ตรงที่มีการจัดฉากและเวทีเล็กน้อย และมีเสียงบรรเลงของวงดนตรีสดเล่นคลอเบาๆ ช่วยเซตอารมณ์คนดู ไปพร้อมๆ กับนักแสดง ที่กำลังสวมบทบาทเป็นตัวละคร ก่อนที่เรื่องราวเต็มอิ่มตลอด 2 ชั่วโมง จะเริ่มต้นขึ้น 

“ฉันอยู่ที่นี่ ที่ดวงดาวดวงที่ 4”

เสียงปริศนาของหญิงสาวเล็ดลอดออกมาจากนกอวกาศ ที่ร่วงลงมาอยู่ในอุ้งมือของเจ้าชายบนดาวโลกอย่างไม่มีเหตุผล เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการเดินทางออกตามหาเจ้าหงิญ ซึ่งเป็นเจ้าของเสียงเศร้าที่ถูกบันทึกไว้

เมื่อเกิดเหตุให้นกอวกาศของพวกเขาสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ เรื่องราวของเจ้าหญิง ที่เรียกตัวเองว่าเจ้าหงิญ จึงถูกเล่าให้เจ้าชายและคนดูได้รู้จักเธอมากขึ้น 

ในเมืองที่พระราชินีและพระราชาแยกทางกัน ทุกอย่างจึงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ไม่ว่าจะอำนาจ ปราสาท พื้นที่ หรือกำลังทหาร แต่มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่สามารถแบ่งครึ่งได้ นั่นคือ เจ้าหงิญผู้เป็นลูก หรือเจ้าหญิงผู้เอาแต่ใจ เพราะถูกพ่อและแม่ตามใจ ในเกมการแข่งเอาใจเพื่อให้ลูกรักตนมากกว่าอีกฝ่าย

อย่างมากพวกเขาก็แบ่งได้แค่ ‘เวลา’ ที่จะอยู่กับลูก คนละ 12 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน

ชีวิตของเจ้าหงิญ คงจะคล้ายกันกับลูกคนอื่นๆ ที่พ่อและแม่แยกทางกันแบบพระราชินีและพระราชา ที่พวกเขาต้องเป็นส่วนหนึ่งในการรับมือจากการแยกขาดด้วยเช่นกัน อย่างเจ้าหงิญที่คอยพายเรือข้ามแม่น้ำระหว่างสองฝั่งเมืองในทุกๆ วันเพื่อพบพ่อและแม่ แม้จะยังไม่เข้าใจความคิดของผู้ใหญ่ มีแต่ความไร้เดียงสา ที่ยังไม่รู้ว่ากำลังจะเจอชะตากรรมอะไรตามมา

เจ้าหงิญ The Staged Reading

วันหนึ่ง เด็กหญิงผู้เอาแต่ใจ มองเห็นสายรุ้งจากฟ้าหลังฝน ความสวยงามสดใสเป็นแรงดึงดูดให้เธออยากได้มาครอบครอง แม้พ่อกับแม่จะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ (หรืออาจเป็นไปได้ในโลกจินตนาการ) แต่ทั้งคู่ต่างใช้อำนาจที่ตนมีบนฝั่งของตัวเอง ประกาศออกตามจับสายรุ้งจนเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ไม่ว่าจะตามหาเท่าไหร่ ฝนตกบ่อยแค่ไหน สายรุ้งก็ไม่โผล่กลับมาให้เห็นอีก

เกมแข่งเอาใจลูกที่เข้มข้น ทำให้การตามล่าหาสายรุ้งบานปลายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าหงิญไม่ได้ต้องการมันมาครอบครองอีกต่อไป เธอเริ่มเพียงพอใจกับการยืนมองความสวยงาม แทนที่จะได้เป็นเจ้าของรุ้งทั้งเจ็ด เหมือนกับคนที่เพิ่งได้เรียนรู้ว่า ชีวิตนี้คงมีบ้างสินะ สิ่งที่ไม่สามารถครอบครองได้ดั่งใจนึก

ทันใดนั้นสายรุ้งก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เหมือนกับว่า ต้องการแสดงความปรีดีกับการเติบโตขึ้นอีกก้าวของหญิงสาว ผู้เคยอยากได้ตนไปครอบครอง

แต่แล้วความต้องการของเจ้าหงิญ ก็เปลี่ยนจากการเป็นเจ้าของสายรุ้ง ไปเป็นการอยู่พร้อมหน้ากันสามคนพ่อแม่ลูก เมื่อเธอเพิ่งรู้ว่าพ่อและแม่ของตนเคยยืนเคียงข้างกันดูความสวยงามของรุ้งมาก่อน อย่างน้อยความต้องการครั้งนี้ (ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว) ก็ดูเป็นไปได้ในความคิดเด็กตัวเล็กๆ อย่างเธอ

แต่ไม่ว่าเธอจะขอร้องมากแค่ไหน ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ตั้งเงื่อนไขหนึ่งข้อเดียวกัน ว่าสิ่งนั้นจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อรุ้งมีแปดสีเท่านั้น

ทุกคนรวมถึงผู้เขียน ต่างรู้ดีว่ารุ้งนั้นมีได้แค่เจ็ดสี มีเพียงเด็กหญิงวัยสี่ขวบคนนี้ ที่ยังรอดูสีที่แปดของสายรุ้ง เธอออกไปยืนที่สะพานริมน้ำทุกวัน ยอมตากฝนจนเป็นหวัด เพราะไม่อยากคลาดสายตาจากสิ่งที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อกับแม่กลับมาเชื่อมกันอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน สายรุ้งสักสีก็ไม่เคยปรากฏมาให้เธอเห็น

ทั้งพ่อและแม่เห็นเช่นนั้น ก็ได้แต่สั่งทหารของฝั่งตนประกาศสงครามกับสายฝน และเฝ้ารอจับสายรุ้งไปพร้อมๆ กับเจ้าหญิง เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่พระราชินีและพระราชาได้มายืนบนเกาะเดียวกัน ก่อนที่จะถูกลูกของตนจูงมือมายืนพร้อมหน้ากัน เด็กหญิงตัวน้อยเริงร่าเพราะนึกว่าความปรารถนาของตัวเองเป็นจริง แม้สายรุ้งสีที่แปดจะยังไม่ปรากฏ

เจ้าหงิญ The Staged Reading

และแล้วหญิงสาวเอาแต่ใจก็ต้องผิดหวัง หลังจากที่พ่อและแม่เดินหนีไปอย่างปวดใจ และทิ้งเธอให้ร้องไห้อยู่บนสะพานเพียงลำพัง แม้สายรุ้งเจ็ดสีจะปรากฏตรงหน้าอีกครั้งพร้อมสีที่แปด สีชมพูระเรื่อที่เพิ่งเกิดจากการถูกสายรุ้งจุ๊บแก้มแดงๆ ปนน้ำตาบนหน้าของสาวน้อยผู้โดดเดี่ยว 

ในมุมผู้เขียน ดูเหมือนนี่จะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เด็กหญิงได้เข้าใจโลกนี้ว่า ไม่มีอะไรสมหวังเธอได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งความจริงที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างการอยู่พร้อมหน้ากันระหว่างพระราชินีและพระราชา บางทีการคาดหวังให้สะพานที่แยกขาดออกจากกันเป็นสองส่วน กลับมาเชื่อมติดกันอีกครั้งหนึ่ง อาจต้องพึ่งปาฏิหาริย์ยิ่งกว่าสีที่แปดของสายรุ้ง

กาลเวลาผ่านเลยไป เธอจึงไม่ใช่เจ้าหญิงเอาแต่ใจอีกต่อไป เพราะรู้ดีว่านั่นจะทำให้ทุกคนต้องเป็นทุกข์ที่ต้องคอยมาเอาใจเธอ รวมถึงตัวของเธอเอง 

ด้วยเหตุบังเอิญ วันหนึ่งเจ้าหงิญกลายเป็นนักกระโดดข้ามจักรวาล ด้วยแทมบูรีนที่เธอถักทอจากเส้นใยดาวตก นั่นเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เธอใช้หนีออกจากดาวบ้านเกิด ปลีกออกมาจากเมืองที่ไม่เคยมีใครใส่ใจ กระโดดไปอยู่บนดาวดวงแล้วดวงเล่า ไปไกลจนมองไม่เห็นพ่อกับแม่อีกต่อไป ไปยังเส้นขอบฟ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด โดยไร้คราบความเป็นเจ้าหญิง และอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอดการเดินทาง

จนมาถึงดาวดวงหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยผืนป่า เธอได้พบกับทะเลดอกต้อยติ่ง และเก็บเมล็ดมาห่อผ้าไว้ในมืออย่างมิดชิด ก่อนที่จะลองแบมือปะทะกับน้ำฝน ตามคำขอแว่วๆ ที่ดูเหมือนจะออกมาจากเมล็ดเหล่านั้น

การเริงระบำของเหล่าเมล็ดบนมือ ร่วงโรยลงเป็นดอกต้อยติ่งสีม่วงสดสวยงาม สร้างรอยยิ้มที่หายไปนานจากบนหน้าของเจ้าหญิงเสียงเศร้า ท่ามกลางเสียงเปาะแปะของเมล็ดต้อยติ่งเมื่อโดนฝน ที่เหล่านักแสดงใช้ปากกาตีกับขาตั้งวางบทเพื่อเลียนเสียงนี้ขึ้นมา

“ดูเหมือนการเดินทางลำพัง จะทำให้ฉันรู้จักโลกน้อยกว่าที่คิด และรู้จักตัวเองมากกว่าที่ควร”

จากวันที่เคยถูกตามใจและมีเพรียบพร้อมทุกอย่าง เธอคือ ‘เจ้าหญิง’ เอาแต่ใจ ที่ไม่เคยมีความสุข 

ในวันนี้ที่อยู่ลำพังบนดวงดาว เธอกลับพอใจกับอะไรเล็กน้อย และยิ้มได้ง่ายๆ จากดอกต้อยติ่งที่ผลิบานขึ้นมา ตามเส้นทางที่ ‘เจ้าหงิญ’ เลือกเดิน

ถ้ายังอยู่บนดาวที่มีเมืองสองฝั่งต่อไป เธอคงจะเป็น ‘เจ้าหญิง’ ที่ไม่มีวันได้เป็น ‘เจ้าหงิญ’ เป็นแน่

บางทีการเดินทางที่ว่า ก็อาจเหมือนกับการเติบโต ที่ต้องอาศัยเวลาเดินทางข้ามช่วงวัย อุปสรรคที่ไม่เคยพบเจอ ย่อมโผล่เข้ามาเรื่อยๆ ในชีวิต แต่นั่นอาจกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหา และเรียนรู้ที่จะอยู่บนดาวดวงไหนๆ อย่างมีความสุขที่สุดก็เป็นได้

นี่เป็นเรื่องราวการผจญภัยส่วนหนึ่งของชายหนุ่มและหญิงสาว จากละครเวทีเจ้าหงิญ The Staged Reading ที่มอบประสบการณ์แบบใหม่ให้กับผู้เขียน แม้ฉาก แสง สี เสียงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าละครเวทีอื่นๆ แต่ตลอด 2 ชั่วโมงของการแสดงก็ทำให้ผู้เขียนอินตามจนละสายตาไปไม่ได้ แล้วยังได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างเสียงประกอบการแสดงต่างๆ ส่วนหนึ่งเป็นเสียงที่นักแสดงมีส่วนช่วยกันสร้างสรรค์ด้วยการหยิบของขึ้นมาตีกับอะไรบางอย่าง 

หวังว่าหลังจากเรื่องนี้แล้ว จะมีละครเวทีที่ใช้การดำเนินเรื่องทำนองนี้ หรือแนวใหม่ๆ เพื่อเป็นกำไรคนดูได้รับประสบการณ์มากขึ้น แล้วสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลายในโลกของละครเวที

หากใครสนใจละครเวที เจ้าหงิญ The Staged Reading สามารถกดจองดูรอบได้ที่ Ticketmelon หรือตามไปดูนิทรรศการภาพวาดโครงเรื่องบทภาพยนตร์ เจ้าหงิญ The Saddest Princess on Planet No.4 ได้ที่ River City Bangkok ห้อง RCB Forum ชั้น 2 ได้ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2566 

อ้างอิง