กล้าที่จะ ‘เกลียด’ : How to รับมือกับอารมณ์เกลียด ให้ตัวเองไม่หัวร้อน คนอื่นไม่หัวร้าว

“ก็ไม่ได้เกลียดเท่าไหร่ แต่ถ้าบ้านเธอไฟไหม้ ฉันนี่แหละคนราดน้ำมัน”

มุกขำขันในโลกออนไลน์ ที่ถ้าโดนจริงๆ คงขำไม่ออก เคยคิดกันไหมว่าในชีวิตนี้มีกี่คนที่เราเกลียดจนอยากจะเผาบ้าน หรือเกลียดจนอยากจะให้เขาพินาศกันไปข้างหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวเราเองเคยไปทำอะไรให้คนอื่นเกลียดบ้างหรือเปล่า

แต่ก่อนจะเกลียดใคร มาทำความเข้าใจก่อนว่า ‘ความเกลียด’ คืออะไรกันแน่ มาเรียนนา โปโกเซียน (Marianna Pogosyan) ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาวัฒนธรรมจากเยอรมนีเล่าไว้ในเว็บไซต์ Psychology Today ว่า ‘การเกลียด’ (Hate) อารมณ์ด้านลบอย่างหนึ่งที่เชื่อมโยงกับความรู้สึกอื่น เช่น ความรู้สึกอยากแก้แค้น หรือเอาชนะ เราสามารถรู้สึกเกลียดได้กับคน กลุ่มคน สิ่งของ สัตว์ และอื่นๆ

ต้นตอจากความเกลียดขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่ามีประสบการณ์อะไรมา อัลลิสัน เอบรามส์ (Allison Abrams) นักจิตบำบัดในนิวยอร์ค เล่าว่าคนเราจะรู้สึกเกลียดได้ด้วยเหตุผลที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือความกลัว ทั้งกลัวกลุ่มคนที่แตกต่างจากเรา และกลัวที่จะยอมรับว่าเรามีตำหนิ หรือมีข้อผิดพลาด เลยหันไปเกลียดคนอื่นแทน

“ยิ่งคิดยิ่งให้เกลียด เกลียด…ฉันแสนเกลียดชังคนสวยทุกคน”

เพลงเกลียดคนสวย โดย ฉันทนา กิติยพันธ์ ที่ท่อนฮุคมีคำว่าเกลียดมาถึง 12 ครั้ง เป็นความในใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกเยาะเย้ยว่าไม่สวย จากคำต่อว่าของคนอื่นทำให้แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่อยากมองรูปร่างหรือเงาของตัวเองด้วยซ้ำ เธอเกลียดทั้งคนที่ล้อเลียนเธอและเกลียดพวกคนสวยด้วย

สอดคล้องกับแนวคิดของอัลลิสันที่ว่า ความเกลียดมาจากการที่เราไม่รักตัวเอง และมาจากการเติมเต็มอะไรบางอย่างที่หายไป คนเราจะกดทับความรู้สึกอับอาย ไม่ยุติธรรม หรือความรู้สึกด้านลบที่มีต่อตัวเอง ด้วยการเกลียดคนอื่นแทน เพราะมันทำให้รู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่าถึงแม้ว่าในความเป็นจริงเราอาจมีอะไรบางอย่างที่ด้อยกว่าเขา เหมือนคติที่พูดกันเล่นๆ ว่า ‘จะโทษตัวเองไปทำไม ในเมื่อเราโทษคนอื่นได้’

ความเกลียดเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็รู้สึกได้ แต่สังคมกลับพยายามปิดบังความรู้สึกนี้ไว้ เพราะทุกครั้งที่มีคำว่าเกลียดออกมา เจ้าของอารมณ์นี้ก็จะกลายเป็นทั้งตัวร้าย คนขี้อิจฉา หรือคนที่ไม่มีวุฒิภาวะ เหมือนสุภาษิต ‘โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า’ ทั้งที่ในความจริงแล้ว คนเรามีความรู้สึกได้หลายแบบ แต่พอเป็นความรู้สึกด้านลบเขาจะถูกกล่าวหาว่าเป็นทั้งคนโง่และคนบ้าโดยทันที

เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกผสมกันไป ถ้าการมีความเกลียดจะทำให้เราเป็นตัวร้ายหลายคนก็แกล้งๆ หลอกตัวเองว่าไม่เกลียดหรือมองข้ามมันไปเลยดีกว่า แต่บางครั้งการทำแบบนี้ก็สร้างความอึดอัดหรือหน่วงอยู่ในใจ แล้วจะต้องทำอย่างไรกันดี?

วันนี้เรามีคำตอบจาก ‘เติ้น’ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์  คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแบ่งปันวิธีการจัดการกับอารมณ์ด้านลบ ในฐานะของมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิรักได้ และเกลียดได้

‘อารมณ์เกลียด’ มีได้ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด

“มันคงเป็นความรู้สึกทางลบแบบสุดทางที่มีต่อกลุ่มคน สิ่งของ สิ่งใดก็ตาม เราจะรู้สึกรับไม่ได้ ไม่สามารถเห็นด้วย และไม่อยากอยู่ใกล้  เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นและหายไปได้”

นิยามความเกลียดในมุมมองของ ‘เติ้น’ แม้แต่เธอเองที่เป็นอาจารย์สอนด้านจิตวิทยามาหลายปีก็ต้องใช้เวลากับการให้นิยามกับอารมณ์นี้ เพราะเธอบอกว่ามันเป็นอารมณ์ที่เธอไม่ค่อยนึกถึง เนื่องจากยังไม่เคยรู้สึกไปจนสุดทางของคำว่าเกลียด

ความรู้สึกด้านลบมีหลายอย่าง ทั้งโกรธ ไม่ชอบ อคติ รำคาญ ฯลฯ แต่ความรู้สึกเกลียดนี่แหละที่อยู่สุดทางและเป็นจุดสูงสุดของความรู้สึกด้านลบ

“บางทีในภาษาไทยเราอาจจะใช้คำว่าเกลียดเร็วไป”

เพราะความรู้สึกด้านลบก็มีอยู่มากมายและคล้ายกับสเปกตรัม บางทีจากรู้สึก ‘ไม่ชอบขี้หน้า’ และกระโดดไปทำว่าเกลียดเลย ก็อาจจะไม่ใช่เสมอไป เติ้นบอกว่า คำว่าเกลียดเป็นคำที่แรง อยากให้ทุกคนสำรวจตัวเองก่อนว่ามันคือความรู้สึกนี้จริงหรือไม่

ถ้าใช่ ก็ไม่แปลกอะไร เพราะการเกลียดก็เหมือนกับอารมณ์ลบด้านอื่นๆ ที่เติ้นมองว่าถ้าเกิดขึ้นก็แค่ยอมรับมันและจัดการมันให้ได้ และเติ้นเองก็ยืนยันว่าการเกลียดไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องที่ต้องคอยสลัดออกไปจากตัวเพียงเพราะสังคมรับไม่ได้ ถ้ามีก็มีไป แต่อย่าไปทำให้ใครเขาเดือดร้อน

เกลียดแล้วไปไหน? เกลียดแล้วยังไงต่อ?

ว่ากันว่า เวลาที่เราเกลียดหรือโกรธใครมันจะเหมือนมีไฟร้อนๆ อยู่ข้างในตัวเรา หรือไม่ก็เหมือนกับการถือหินร้อนๆ ไว้ในมือที่มันทั้งทำให้แสบและเจ็บ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าจะเลือกวางหินร้อนๆ นั้นลง หรือโยนใส่หน้าไอคนที่เราเกลียดดี

แต่เลือกอย่างหลังคงจะไม่ใช่เรื่องที่ถูกเสมอไป ถ้าอย่างน้อยเราจัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้ ก็จะไม่มีผลเสียต่อตัวเองและคนอื่นภายหลัง คิดซะว่า ถ้าทำร้ายใครก็คงต้องไปจบโรงพักและมีเรื่องกันอีกยาว

“มนุษย์มีสิทธิรู้สึกบวกหรือลบได้เต็มที่ ไม่มีใครห้ามเรา แต่การที่เราต้องการผลร้ายเกิดขึ้นกับอีกฝ่ายหมายความว่าเรากำลังหลุดจากกรอบของตัวเอง และไปล้ำเส้นคนอื่น”

‘สันติไม่ใช่ทางออก’เมื่อรู้สึกเกลียดแล้วก็อยากหาวิธีเบาไฟร้อนๆ ให้เย็นลงได้ และนี่อาจเป็นสิ่งแรกที่หลายคนนึกถึง แต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่เราควรนึกถึงก็คือ ‘ความรู้สึกนี้มันมาจากไหน’ ต่างหาก ลองนึกดูที่เราเกลียดเพราะอะไร และเกลียดจากกระทำไหนของเขา

ถึงแม้จะดูเป็นวิธีที่จำเจ แต่เติ้นก็ยืนยันว่า ‘การให้อภัย’ อาจจะทำให้ไฟร้อนๆ จากความเกลียดเย็นลง ไม่ต้องถึงขั้นเดินเข้าไปจับมือหรือกอดกันก็ได้ ลองนึกหน้าของคนที่เกลียด แค่มองให้เห็นถึงความทุกข์ที่เขามีซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลแห่งการกระทำที่เขาทำให้เราไม่พอใจก็ได้

“แค่เราคิดอยากจะจัดการกับความเกลียด ก็หมายความว่าเราเกลียดน้อยลงแล้วนะ” เติ้นทิ้งท้าย

อ้างอิง:

PsychologyToday.com/The Psychology of Hate

PsychologyToday.com/Understanding Hate