เมื่อออกจากโรงพยาบาลจิตเวช ผู้ที่ผ่านการรักษาอาการทางจิตเวชมักเผชิญกับความท้าทายใหม่ นั่นคือ การกลับมาใช้ชีวิต เพราะการกลับมาใช้ชีวิตในครั้งนี้แตกต่างจากชีวิตประจำวันของพวกเขาในอดีต บางครั้งพวกเขาอาจจะต้องกินยาต่อเนื่อง หรือต้องลาหยุดงานไปพาหมอเพื่ออัปเดตอาการ หากบ้าน ชุมชน และที่ทำงานไม่เข้าใจ ขาดระบบสนับสนุนผู้ป่วยที่ต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งอาจทำให้ไม่สบายใจ สะสมเป็นความเครียดและนำไปสู่อาการกำเริบ จนกลายเป็นวงจรเข้า-ออกโรงพยาบาลไม่จบสิ้น
‘ป้ายี’ พิศมัย สุวรรณรังสี เล่าจากประสบการณ์ดูแลสมาชิกในชุมชนร่วมเกื้อที่เคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวชไว้ว่า
“ทุกคนอยากกลับไปมีชีวิตเหมือนเดิมก่อนจะเป็นซึมเศร้า หรือป่วยจิตเวชกันทั้งนั้น”
ดังนั้นช่วงแรกหลังออกจากโรงพยาบาลจิตเวช ‘พื้นที่ที่ปลอดภัยและเข้าใจ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่โดยไม่ต้องกลับไปสู่จุดเดิม เกราะป้องกันไม่ให้เกิดวงจรนี้คือชุมชน ทั้งยังเป็นกำลังใจสำคัญ ดันและเพิ่มโอกาสให้พวกเขาได้กลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง
โจทย์ใหม่หลังออกจากโรงพยาบาลจิตเวช
ชุมชนร่วมเกื้อ เขตทวีวัฒนา กทม. เป็นชุมชนท้ายๆ ที่ทีมวิจัยในโครงการฯ เข้าไปสัมภาษณ์ เพราะพวกเราได้รับคำแนะนำจากหลายชุมชนให้มาศึกษาโมเดลของที่นี่ หลายชุมชนยกให้ชุมชนนี้เป็นต้นแบบในการสนับสนุนให้ผู้ป่วยจิตเวชกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติ ป้ายีกับอดีตผู้ป่วยจิตเวชอีกหนึ่งคนมานั่งล้อมวงพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกเรา
“จุดเริ่มต้นของการทำโมเดลนี้คือโรงพยาบาล เขาเห็นว่าพื้นที่แถวนี้มีคนป่วยจิตเวชเยอะ เข้าโรงพยาบาลแล้วกลับเข้าไปซ้ำ”
ป้ายีเล่าให้ฟังว่าในช่วงเริ่มต้นของการนำชุมชนร่วมเกื้อสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิตแห่งประเทศไทย ก็ได้สำรวจสภาพความเป็นอยู่ของผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนและพบว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในการรับผู้ป่วยมาดูแล บางครั้งผู้ดูแลก็ขังผู้ป่วยไว้ในบ้านเพราะกลัวว่าออกไปข้างนอกแล้วอาการกำเริบ หรือไม่พาผู้ป่วยเข้าร่วมงานสังคมเพราะกังวลว่าสมาชิกชุมชนจะรังเกียจจึงเน้นให้กินยาและนอนพัก
บางครั้งผู้ป่วยอยู่ตัวคนเดียว หลังออกจากโรงพยาบาลต้องไปทำงานแล้วทนกินยาที่มีผลข้างเคียงจนใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เช่น ง่วงซึม เหนื่อย เพราะไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิแจ้งกับหมอเพื่อเปลี่ยนยาและไม่มีที่ปรึกษาในการดูแลตัวเองจนต้องลาออกจากงาน ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชหลายคนกลับมามีอาการทางจิตเวชจนต้องกลับไปอยู่ในโรงพยาบาลจิตเวชอีกครั้ง
‘ชุมชน’ พื้นที่เชื่อมต่อระหว่าง ‘บ้าน’ กับ ‘ที่ทำงาน’

“เราเตรียมความพร้อมให้เขาทุกอย่าง ซ้อมขึ้นรถเมล์ ชวนมานั่งกินข้าวด้วย ทำทุกทางให้เขากลับมามีชีวิตปกติ”
หลังจากเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมฯ ป้ายีและคนในชุมชนหลายคนก็เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยจิตเวชได้มีพื้นที่ปลอดภัยหลังออกจากโรงพยาบาล โดยเริ่มจากชักชวนให้ผู้ป่วยออกจากบ้านมาทำกิจกรรมที่อาคารส่วนกลางของชุมชน บางครั้งมีการจัดกิจกรรมฝึกหัดอาชีพ หรือทักษะชีวิตต่างๆ หรือ สร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามเทศกาลของชุมชน บางคนทำกับข้าวเก่ง ป้ายีก็ชวนพวกเขามาเข้าครัว บางคนชอบทำความสะอาดก็ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
ความภูมิใจและความปลอดภัยในการได้ร่วมกิจกรรมทำให้พวกเขามั่นใจที่จะออกไปสังคมที่ไกลจากบ้านมากขึ้น บางคนที่รู้ตัวว่าพร้อมออกไปทำงานแล้ว ก็จะแจ้งกับทางสมาชิกสมาคมเพื่อเข้าสู่กระบวนการจัดหางานในลำดับต่อไป ป้ายีเล่าให้ฟังว่าแทบจะทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมเตรียมความพร้อมเหล่านี้แล้วสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ก็กลับมาเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือให้กับผู้ป่วยจิตเวชคนอื่นๆ ด้วย
ก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย สู่ พื้นที่เรียนรู้
ชุมชนเกษมศิริ 50 ย่านบางแค กทม.เป็นอีกชุมชนที่เรียนรู้โมเดลจากชุมชนร่วมเกื้อแล้วนำไปขยายผล แต่มีการปรับรูปแบบกิจกรรมเพราะอายุของผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนนี้จะเป็นเด็กและวัยทำงานเป็นส่วนใหญ่ ผู้สูงวัยในชุมชนจึงรับบทบาทในการเยียวยาลูกหลานอย่างแข็งขัน กิจกรรมส่วนใหญ่ของชุมชนเกษมศิริคือการใช้ธรรมชาติบำบัดและศิลปะบำบัด โดยจะมีกิจกรรมเดินทางออกนอกสถานที่และทำกิจกรรมธรรมชาติบำบัดปีละ 2-3 ครั้ง และจัดกิจกรรมศิลปะบำบัดตามวัดหรือศาลาอเนกประสงค์กลางชุมชน
‘ป้าจิต’ วศินี ฤทธิ์ศรี ประธานชมรมเพื่อนช่วยเพื่อนชุมชนเกษมศิริ 50 เล่าให้ฟังถึงหลักการและแนวคิดของการใช้ชุมชนเยียวยาผู้ป่วยจิตเวชให้หายขาดว่า
“ยามันก็รักษาได้แค่ร่างกายนะ แต่ถ้าจะรักษาใจจริงๆ คือ เราต้องทำให้เขารู้สึกให้ได้สังคมต้อนรับเขา เพราะช่วงที่เขาป่วยคือช่วงที่เขาคิดว่าสังคมไม่เอาเขาแล้วไง”
ป้าจิตพยายามที่จะทำให้พื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้ป่วยจิตเวชมั่นใจในตนเองและไว้วางใจคนอื่นมากพอที่จะรับความช่วยเหลือเมื่อพบเจอปัญหาทางใจ หลายครั้งที่ผู้ป่วยจิตเวชไปทำงานหรือไปโรงเรียนแล้วกลับมาพร้อมกับความทุกข์ใจ ป้าจิตมองว่าพื้นที่เหล่านั้นคือพื้นที่เรียนรู้ที่พวกเขาจำเป็นต้องเผชิญ แต่เมื่อพบเจอกับปัญหา พื้นที่ส่วนกลางของชุมชน หรือ ชมรม ก็พร้อมที่จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้สะท้อนคิดและระบายความในใจ

“ใครอยากไปทำงานพวกป้าก็จะสนับสนุนเต็มที่ เด็กบางคนรักษาซึมเศร้าเป็นปี พอใจเขาเข้มแข็งขึ้นเขาก็อยากกลับไปหาเพื่อนที่โรงเรียน โจทย์ของเราคือทำยังไงก็ได้ให้เขาได้มีโอกาสเรียนรู้ที่อยู่ในสังคมอีกรอบ เราต้องย้ำกับเขาตลอดว่าเขามีสิทธิจะอยู่ตรงนั้น ทุกข์ใจอะไรมาก็ช่วยกันแก้ไข”
ป้าจิตเล่าให้ฟังว่าเคยมีผู้ป่วยจิตเวชที่กลับไปทำงานแล้วถูกหัวหน้างานปฏิเสธไม่ให้ทำงานต่อเพราะมองว่าการกินยาจิตเวชเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ครั้งนั้นเป็นการเรียนรู้ร่วมกันครั้งสำคัญระหว่างสมาชิกชมรมฯ และผู้ป่วยจิตเวชว่าจะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร ผลสุดท้ายของเหตุการณ์ในพื้นที่เรียนรู้นั้น ก็ทำให้ทุกคนได้บทเรียนว่าการเตรียมพร้อมด้านกำลังใจจากชุมชนมีส่วนสำคัญทำให้ผู้ป่วยจิตเวชคนนั้นมีกำลังใจลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองจนได้รับการจ้างงานต่อและได้รับการเยียวยาและชดเชยจากการถูกเลือกปฏิบัติ จนสามารถเปลี่ยนสถานที่ทำงานที่เป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้สำเร็จ
เมื่อบ้าน ชุมชน และที่ทำงาน หรือ โรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้ป่วยจิตเวชได้สำเร็จพวกเขาก็กลับมาเป็นอาสาสมัครพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนอื่นต่อไป ทั้งชุมชนเกษมศิริ 50 และชุมชนร่วมเกื้อล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้ป่วยจิตเวชสามารถได้กลับมาใช้ชีวิตอีกครั้งนั้นกลายเป็นที่รักและที่ไว้วางใจของคนในชุมชน
ยารักษาจิตเวชขนานสุดท้ายคือการคืนชีวิตใหม่
เมื่อผู้ป่วยจิตเวชออกจากโรงพยาบาล ชีวิตไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เพียงลำพัง การมีพื้นที่ที่ปลอดภัย เข้าใจ และสนับสนุนอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง โมเดลของชุมชนร่วมเกื้อ และ ชุมชนเกษมศิริ 50 แสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูสุขภาพจิตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของยาและการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ครอบครัว ชุมชน โรงเรียน และที่ทำงาน
เมื่อพื้นที่เหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ป่วยจิตเวชจะมีโอกาสเรียนรู้ เติบโต และได้รับการยอมรับในสังคมอีกครั้ง การเยียวยาไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในโรงพยาบาล แต่เกิดขึ้นในทุกที่ที่ให้โอกาสและความเข้าใจ เมื่อพวกเขาได้มีชีวิตใหม่ พวกเขาก็สามารถกลับมาสนับสนุนคนอื่น สร้างวงจรของการช่วยเหลือที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของทุกคนได้อย่างแท้จริง
